Font : Tahoma

2  เมษายน  2555

การบูร

Camphor

การบูร

เป็นของแข็งสีขาวขุ่นมีกลิ่นแรง เป็นสารประกอบกลุ่ม
เทอร์พีนที่พบได้จากต้นไม้ขนิดหนึ่ง (Cinnamomum camphora)  การบูรเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มีกิ่งก้านสาขามาก สีเขียวตลอดปี เป็นไม้พื้นเมืองของจีน ญี่ปุ่น และไต้หวัน การบูรจากธรรมชาติเป็นผลึกเล็กๆ เกิดอยู่ทั่วไปทั้งต้น มักจะอยู่ตามรอยแตกของเนื้อไม้ มีมากที่สุดในแก่นของราก ส่วนที่อยู่ใกล้โคนต้นจะมีมากกว่าส่วนที่อยู่ในระดับสูงขึ้นมา ส่วนมากการบูรจะละลายอยู่ในน้ำมันหอมระเหยที่อยู่ในลำต้นของการบูร การผลิตในไต้หวันใช้กลั่นจากส่วนของลำต้น โดยใช้ลำต้นและรากจากพืชที่มีอายุเกิน 40 ปี นำมาเลื่อยและสับเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปกลั่นโดยใช้ไอน้ำ น้ำมันที่กลั่นได้จะอยู่ในภาชนะที่รองรับ ในภาชนะนั้นจะเห็นการบูรตกผลึกออกมาจากน้ำมันการบูร แยกผลึกออกมาอัดเป็นก้อน

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 การปลูกและการผลิต การบูรจากธรรมชาติส่วนใหญ่มาจากไต้หวัน ซึ่งญี่ปุ่นยึดครองอยู่ การผลิตจึงอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลญี่ปุ่น โดยมีข้อกำหนดว่าถ้าโคนต้นการบูรลง 1 ต้น จะต้องปลูกชดเชย 1 ต้น เพื่อไม่ให้สูญพันธุ์ เนื่องจากการบูรโตช้า และต้องรอนานกว่าจะนำมากลั่นได้ ในอเมริกาจึงใช้กลั่นจากใบและยอดอ่อน ผลที่ได้จะน้อยกว่า แต่มีข้อดีที่ผลิตได้เร็วกว่า และตลอดเวลาการเก็บใบจะเก็บได้เมื่อต้นมีอายุ 5 ปี ก็สามารถตัดใบและกิ่งมากลั่นได้แล้ว และหลังจากตัดใบแล้วประมาณ 2 เดือน ใบใหม่จะงอกขึ้นมาแทน เมื่อรวมแล้วอาจได้ผลผลิตมากกว่า และไม่เป็นการทำลายต้นไม้ด้วย ต่อมาได้มีการสังเคราะห์การบูรขึ้นมาใช้แทน ลักษณะและการนำมาใช้จะเหมือนกันคือลักษณะของการบูรเป็นผลึกเม็ดเล็กๆ มีกลิ่นหอมเฉพาะ และซ่า รสเผ็ดร้อน หอม และตามมาด้วยความรู้สึกเย็นซ่า ละลายน้ำได้น้อย เมื่อนำมาบดกับเมนทอล คลอรอลไฮเดรท ซาลอล แนพธอล หรือฟีนอล ในปริมาณเท่าๆ กันจะเกิดเป็นของเหลว การบูรสามารถบดเป็นผงละเอียดได้ถ้าใส่แอลกอฮอล์เล็กน้อย การบูรระเหิดได้ที่อุณหภูมิห้องทำให้เห็นจับกันเป็นผลึกอยู่ที่ผนังด้านในของภาชนะที่ใช้เก็บ การนำมาใช้ประโยชน์ ถ้าใช้ภายนอก จะมีฤทธิ์เฉพาะที่ต่อผิวหนัง และเนื้อเยื่อโดยทำเป็นยาเตรียมในรูปแบบของเหลว หรือกึ่งแข็ง ใช้ทาถูนวด แก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ แก้ปวดตามข้อ ทาเพื่อให้เลือดมาเลี้ยงบริเวณนั้นมากๆ และอาจใช้ร่วมกับเมนทอล หรือฟีนอล ทาแก้อาการคันที่ผิวหนัง ใช้ภายในเป็นยาฆ่าเชื้อ และยาขับลม หรือใช้ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ในกรณีที่คนไข้หยุดหายใจกระทันหัน หรือระบบไหลเวียนของโลหิตล้มเหลว โดยทำเป็นยาฉีดที่ละลายในน้ำมัน เช่น น้ำมันมะกอก เนื่องจากการบูรจะไปกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้มีผลต่อการหายใจและความดันโลหิต ในการใช้การบูรเป็นยาภายใน ถ้าใช้ในขนาดมากเกินไปจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน มึนงง ชัก หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ถ้าใช้ภายในจะใช้ขนาด 200 มิลลิกรัม ส่วนภายนอกจะใช้ 1-3% สารที่ใกล้เคียงกับการบูรคือ พิมเสน ซึ่งจะเกิดเป็นผลึกอยู่ในรอยแตกของเนื้อไม้ของต้นพิมเสน ขูดเอาผลึกออกมาได้โดยไม่ต้องกลั่น ผลึกคล้ายการบูร แต่ไม่ระเหิดที่อุณหภูมิห้อง ราคาจะแพงกว่าการบูร ใช้เป็นยาดมแก้วิงเวียน รับประทานแก้จุกเสียดแน่นท้อง อีกชนิดหนึ่งคือ สารที่ได้จากการกลั่นต้นหนาดหลวง มีลักษณะคล้ายการบูร ใช้กันมาในจีนและญี่ปุ่น

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ซึ่งมีส่วนประกอบของการบูรอยู่คือ พิมเสนน้ำ ซึ่งมีส่วนผสมเป็นเมนทอล พิมเสน การบูร การนำการบูรมาใช้มีข้อควรระวังคือ สมัยโบราณนำมาใช้ใส่ในตู้เสื้อผ้าเพื่อไล่แมลง กำจัดกลิ่นอับชื้น ปัจจุบันมีการบูรบรรจุในถุงที่สวยงาม เพื่อนำมาใช้กำจัดกลิ่นตามสถานที่ต่างๆ เช่น ในบ้านเรือน รถยนต์ ซึ่งถ้าอยู่ในที่จำกัด การบูรจะระเหิดออกมา เมื่อสูดดมเข้าไปมากๆ จะระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ การบูรเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มีกิ่งก้านสาขามาก สีเขียวตลอดปี เป็นไม้พื้นเมืองของจีน ญี่ปุ่น และไต้หวัน การบูรจากธรรมชาติเป็นผลึกเล็กๆ เกิดอยู่ทั่วไปทั้งต้น มักจะอยู่ตามรอยแตกของเนื้อไม้ มีมากที่สุดในแก่นของราก ส่วนที่อยู่ใกล้โคนต้นจะมีมากกว่าส่วนที่อยู่ในระดับสูงขึ้นมา ส่วนมากการบูรจะละลายอยู่ในน้ำมันหอมระเหยที่อยู่ในลำต้นของการบูร การผลิตในไต้หวันใช้กลั่นจากส่วนของลำต้น โดยใช้ลำต้นและรากจากพืชที่มีอายุเกิน 40 ปี นำมาเลื่อยและสับเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปกลั่นโดยใช้ไอน้ำ น้ำมันที่กลั่นได้จะอยู่ในภาชนะที่รองรับ ในภาชนะนั้นจะเห็นการบูรตกผลึกออกมาจากน้ำมันการบูร แยกผลึกออกมาอัดเป็นก้อน

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 การปลูกและการผลิต การบูรจากธรรมชาติส่วนใหญ่มาจากไต้หวัน ซึ่งญี่ปุ่นยึดครองอยู่ การผลิตจึงอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลญี่ปุ่น โดยมีข้อกำหนดว่าถ้าโคนต้นการบูรลง 1 ต้น จะต้องปลูกชดเชย 1 ต้น เพื่อไม่ให้สูญพันธุ์ เนื่องจากการบูรโตช้า และต้องรอนานกว่าจะนำมากลั่นได้ ในอเมริกาจึงใช้กลั่นจากใบและยอดอ่อน ผลที่ได้จะน้อยกว่า แต่มีข้อดีที่ผลิตได้เร็วกว่า และตลอดเวลาการเก็บใบจะเก็บได้เมื่อต้นมีอายุ 5 ปี ก็สามารถตัดใบและกิ่งมากลั่นได้แล้ว และหลังจากตัดใบแล้วประมาณ 2 เดือน ใบใหม่จะงอกขึ้นมาแทน เมื่อรวมแล้วอาจได้ผลผลิตมากกว่า และไม่เป็นการทำลายต้นไม้ด้วย ต่อมาได้มีการสังเคราะห์การบูรขึ้นมาใช้แทน ลักษณะและการนำมาใช้จะเหมือนกันคือลักษณะของการบูรเป็นผลึกเม็ดเล็กๆ มีกลิ่นหอมเฉพาะ และซ่า รสเผ็ดร้อน หอม และตามมาด้วยความรู้สึกเย็นซ่า ละลายน้ำได้น้อย เมื่อนำมาบดกับเมนทอล คลอรอลไฮเดรท ซาลอล แนพธอล หรือฟีนอล ในปริมาณเท่าๆ กันจะเกิดเป็นของเหลว การบูรสามารถบดเป็นผงละเอียดได้ถ้าใส่แอลกอฮอล์เล็กน้อย การบูรระเหิดได้ที่อุณหภูมิห้องทำให้เห็นจับกันเป็นผลึกอยู่ที่ผนังด้านในของภาชนะที่ใช้เก็บ การนำมาใช้ประโยชน์ ถ้าใช้ภายนอก จะมีฤทธิ์เฉพาะที่ต่อผิวหนัง และเนื้อเยื่อโดยทำเป็นยาเตรียมในรูปแบบของเหลว หรือกึ่งแข็ง ใช้ทาถูนวด แก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ แก้ปวดตามข้อ ทาเพื่อให้เลือดมาเลี้ยงบริเวณนั้นมากๆ และอาจใช้ร่วมกับเมนทอล หรือฟีนอล ทาแก้อาการคันที่ผิวหนัง ใช้ภายในเป็นยาฆ่าเชื้อ และยาขับลม หรือใช้ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ในกรณีที่คนไข้หยุดหายใจกระทันหัน หรือระบบไหลเวียนของโลหิตล้มเหลว โดยทำเป็นยาฉีดที่ละลายในน้ำมัน เช่น น้ำมันมะกอก เนื่องจากการบูรจะไปกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้มีผลต่อการหายใจและความดันโลหิต ในการใช้การบูรเป็นยาภายใน ถ้าใช้ในขนาดมากเกินไปจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน มึนงง ชัก หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ถ้าใช้ภายในจะใช้ขนาด 200 มิลลิกรัม ส่วนภายนอกจะใช้ 1-3% สารที่ใกล้เคียงกับการบูรคือ พิมเสน ซึ่งจะเกิดเป็นผลึกอยู่ในรอยแตกของเนื้อไม้ของต้นพิมเสน ขูดเอาผลึกออกมาได้โดยไม่ต้องกลั่น ผลึกคล้ายการบูร แต่ไม่ระเหิดที่อุณหภูมิห้อง ราคาจะแพงกว่าการบูร ใช้เป็นยาดมแก้วิงเวียน รับประทานแก้จุกเสียดแน่นท้อง อีกชนิดหนึ่งคือ สารที่ได้จากการกลั่นต้นหนาดหลวง มีลักษณะคล้ายการบูร ใช้กันมาในจีนและญี่ปุ่น

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ซึ่งมีส่วนประกอบของการบูรอยู่คือ พิมเสนน้ำ ซึ่งมีส่วนผสมเป็นเมนทอล พิมเสน การบูร การนำการบูรมาใช้มีข้อควรระวังคือ สมัยโบราณนำมาใช้ใส่ในตู้เสื้อผ้าเพื่อไล่แมลง กำจัดกลิ่นอับชื้น ปัจจุบันมีการบูรบรรจุในถุงที่สวยงาม เพื่อนำมาใช้กำจัดกลิ่นตามสถานที่ต่างๆ เช่น ในบ้านเรือน รถยนต์ ซึ่งถ้าอยู่ในที่จำกัด การบูรจะระเหิดออกมา เมื่อสูดดมเข้าไปมากๆ จะระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ

ปัจจุบันนี้มีผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่ง  ที่มีจำหน่ายทั่วไปหรือตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ   ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ก็คือ  พิมเสนน้ำ   ซึ่งมีส่วนประกอบของ  การบูร  เมนทอล  เป็นต้น   บรรจุใส่ขวดหรือทำเป็นถุงเล็กๆห่อด้วยผ้าโปร่งๆ   มีสีสันต่างๆดูสวยงาม    หลายๆคนคงจะเกิดความสงสัยว่า   การบูร   คืออะไร  มีลักษณะอย่างไร หรือทำมาจากอะไร มองเห็นเป็นเกร็ดเล็กๆสีขาวๆ เรามาทำความรู้จักกับการบูรกันนะครับ

คุณสมบัติ
สูตรเคมี C10H16O
มวลต่อหนึ่งโมล 152.23
ลักษณะทางกายภาพ White or colorless crystals
ความหนาแน่น 0.990 (solid)
จุดหลอมเหลว

179.75 °C (452.9 K)

จุดเดือด

204 °C (477 K)

 
ความสามารถละลายได้ ใน น้ำ 0.12 g in 100 ml
ความสามารถละลายได้ ใน chloroform ~100 g in 100 ml
Chiral rotation [α]D +44.1




ชื่อวิทยาศาสตร์Cinnamomum camphora   ( L . )   J.S. Presl

การบูร (Ka-ra-bun), Camphor tree, Formosan camphor

ชื่อวิทยาศาสตร์ Cinnamomum camphora T.Fries

Syn. : Camphora officinarum Nees.

Lauras camphora Linn.

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cinnamomum Camphora Th Fries, Cinnamomum Camphora Nees ex Eberm”

 

ชื่อวงศ์: LAURACEAE
ชื่อสามัญ Camphor  Tree
 Camphor, Laurel Camphor, Gum Camphor, Formosan Camphor
ชื่อท้องถิ่น อบเชยจีน

ไทย : อบเชยญวน (Op-choei-yuan)

       เงี้ยว : พรมเส็ง (Phrom-seng)

       มาเลเซีย : คาปูร์ ตอฮอร์ (Kapur tohor)

       เจียโล่ (ประเทศจีน)

ถิ่นกำเนิด

ญี่ปุ่น มาเลเซีย จีน อินโดนีเซีย อินเดีย  ไต้หวัน

ลักษณะวิสัย: ไม้ต้น ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ ใบสีเขียวแก่เป็นมัน เป็นไม้ที่ชอบขึ้นในประเทศที่มีอากาศหนาว ดอกเล็กสีเหลืองมีผลสีชมพู มีรสหอมร้อน

ลักษณะ: 

การบูร เป็นต้นไม้ชนิดหนึ่ง  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ซินนาโมมัม แคมโฟรา (Cinnamomum camphora L.)  เป็นต้นไม้ขนาดกลาง     สูงประมาณ     10  - 15     เมตร  เป็นต้นไม้ที่มีกิ่งก้านสาขามาก   มีสีเขียวตลอดทั้งปี  ลำต้นและกิ่งค่อนข้างเรียบ  มีใบเป็นใบเดี่ยว  ใบมีลักษณะเรียวเป็นรูปไข่  ปลายใบเรียวแหลม   ขอบใบเรียบ   ด้านบนของใบเป็นมัน  ด้านล่างหรือใต้ใบมีนวล    ดอกเป็นดอกช่อ  มีสีเหลืองอ่อน   ผลมีขนาดเล็กค่อนข้างกลม  มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด   0.7  -  1.2  เซ็นติเมตร  มีสีเขียวเข้ม เมื่อแก่เต็มที่จะเปลี่ยนเป็นสี ดำ  มีเมล็ดเพียง  1  เมล็ด     เดิมเป็นไม้พื้นเมืองของประเทศ  จีน   ญี่ปุ่น   ไต้หวัน  แต่ปัจจุบันนี้ได้แพร่หลายไปหลายประเทศ  รวมทั้งประเทศไทย


ไม้ต้นขนาดกลางสูงประมาณ 10 - 15  เมตร  อาจสูงได้ถึง  30  เมตร  ลำต้นและกิ่งเรียบ ทุกส่วนมีกลิ่นหอม  โดยเฉพาะที่รากและโคนต้น มีกลิ่นหอมมากกว่าส่วนอื่นๆ  ตาใบมีเกล็ดซ้อนเหลื่อมหุ้มอยู่  เกล็ดชั้นนอก  เล็กกว่าเกล็ดชั้นในตามลำดับ  ใบเดี่ยว   เรียงสลับรูปไข่ หรือรูปรี กว้าง 2-7 ซ.ม.  ยาว 5-11 ซ.ม.ปลายเรียวแหลม โคนสอบ ขอบเรียวแผ่นใบค่อนข้างเหนียว ด้านบนเป็นมัน ด้านล่างมีนวล เส้นแขนงใบ ข้างละ 2-3 เส้น คู่ล่างเห็นได้ชัดกว่าคู่บน และออกใกล้โคนใบ มีต่อม 2 ต่อม ที่ง่ามใบคู่ล่าง ก้านใบยาว 1.5-2.5 ซ.ม.   ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามง่ามใบ ยาวประมาณ 7 ซ.ม. ใบประดับเรียวยาว ร่วงง่าย มีขนอ่อนนุ่ม  ดอกเล็ก สีเหลืองอ่อน ก้านดอกสั้นมากยาวประมาณ 1 ม.ม. กลีบรวม 6 กลีบ รูปรี ปลายมน ยาวประมาณ 2 ม.ม.โคนติดกันเป็นหลอดสั้น ๆ ด้านในมีขนอ่อนนุ่ม เกสรเพศผู้ 9 อัน เรียงเป็น 3 วง วงนอกและวงกลางแยกออกจากกัน มีขนอ่อนนุ่ม 
ผลค่อนข้างกลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.7-1.2 ซม. สีเขียวเข้ม เปลี่ยนเป็นสีดำเมื่อแก่ มี 1 เมล็ด
 

ประโยชน์ :
เมื่อนำส่วนต่างๆ ของการบูรมากลั่นจะได้น้ำมันระเหยง่าย ซึ่งประกอบด้วยสารต่างๆ เช่น camphor, safrol, cineole, pinene, camphene, phellandrene และ limonene สำหรับ camphor จะเป็นผลึกแยกออกมาเรียกว่า การบูร ใช้เป็นยาระงับเชื้ออย่างอ่อน ยากระตุ้นหัวใจ ขับลม ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ แก้ปวด ทำยาทาถูนวดแก้ปวดตามข้อ

การขยายพันธุ์: 
ตอนกิ่ง

ชื่ออื่น

สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา

รับประทานแก้ปวดท้องจุกเสียด ธาตุพิการ ขับลมในลำไส้ แก้ไอ ขับเสมหะ ขับน้ำเหลือง ใช้เป็นยาทาเพื่อถอนพิษอักเสบชนิดเรื้อรัง

 

ลักษณะทั่วไป

ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้น ที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งมีลำต้นสูงประมาณ 9 เมตร และมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 25-45 นิ้ว ผิวมันเกลี้ยงเป็นสีเขียว

ใบ : เป็นใบเดี่ยว ผิวมันเรียบ เป็นสีเขียวตลอดทั้งปี ใบจะหนาและยาวประมาณ 5-15 ซม. ปลายใบแหลม ลักษณะของมันเป็นรูปรี

ดอก : ดอกเป็นสีขาวอมเขียว หรือสีเหลือง ดอกมีขนาดเล็กจะออกเป็นกระจุกตามบริเวณง่ามใบ มีดอกในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฏาคม

ผล : ผลมีสีชมพู หรือสีน้ำตาลม่วง เป็นผ ขนาดเล็ก ใน 1 ผล จะมีอยู่ 1 เมล็ด

ส่วนที่ใช้ : เปลือกและราก กลั่นเป็นการะบูนใช้กินประมาณ 1-2 เกรน ใช้แก้ปวดขัดตามเส้นประสาท
ข้อบวมเป็นพิษ แก้เคล็ดบวม เส้นสะดุ้ง กระตุก ขัดยอกแพลง ปวดท้อง ท้องร่วง ขับน้ำเหลือง แก้เลือดลม บำรุงกำหนัด ขับเหงื่อ ทำลายเสมหะ บำรุงธาตุ แก้โรคตา กระจายลม ขับผายลม และเมื่อนำมาผสมเป็นขี้ผึ้ง เป็นยาที่ร้อน ใช้ทาแก้เพื่อถอนพิษอักเสบเรื้อรัง ปวดยอกตามกล้ามเนื้อ สะบักจม ทรวงอก ปวดร้าวตามเส้นเอ็น โรคปวดผิวหนัง รอยผิวแตกในช่วงฤดูหนาว แก้พิษสัตว์กัดต่อย เป็นต้น

หมายเหตุ : วิธีการที่จะทำให้ได้สารสำคัญจากเปลือก เนื้อไม้หรือรากนั้น กระทำได้โดยการนำเอามา หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำกลั่นโดยใช่ไอน้ำ ก็จะได้การะบูนดิบ จากนั้นก็นำเอาการะบูนดิบไปแยกเอาน้ำมันออก โดยการระเหิด (sublimate)ด้วยถ่าน(charcoal)และน้ำปูนใส วิธีการสังเคราะห์การะบูน ซึ่งเริ่มจาก pinene เป็นสารที่สำคัญมักพบอยู่ในน้ำมันสน มีวิธีการคือเปลี่ยน pinene ให้กลายเป็น bornyl ester โดยการใช้ hydrogen chloride แล้ว treatf กับ sodium acetate ก็จะได้ iso-bornyl acetate แล้วนำ hydrolyse ก็จะได้ isoborneol สุดท้ายแล้วนำไป oxidise ก็จะให้ comphor.

หมายเหตุ : “การบูร(ทั่วไป) อบเชยญวณ(ไทย) พรมเส็ง(เงี้ยว).” In Siamese Plant Names,1948,p.117 “Camphor tree, Formosan camphor.”, “Camphor is a word covering several closely similar chemical substances. That from C. camphora is dextro-camphor,or common camphor, being the most abundant on the market. This the Malays call kapur tohor.” Burkill,I,1935,p.546.

พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม

 

การผลิต

การบูรที่ได้จากธรรมชาติ  มีลักษณะเป็นผลึกเล็กๆ  สีขาว  เกิดอยู่ทั่วทั้งต้น  เราจะมองเห็นตามรอยแยก  รอยแตกของต้นการบูร  และจะมีมากบริเวณใกล้ๆกับโคนต้น  และราก   ซึ่งจะมีกลิ่นหอมมากกว่าส่วนอื่นๆ   การบูรส่วนมากจะละลายอยู่ภายในน้ำมันหอมระเหยที่อยู่ภายในส่วนต่างๆของต้นการบูร

 

การผลิตการบูร   นิยมทำโดยนำส่วนต่างๆของต้นการบูร  มาหั่นเป็นชื้นเล็กๆ  มักจะใช้ต้นการบูรที่มีอายุประมาณ 5    ปีขึ้นไป  นำไปต้มหรือกลั่นโดยใช้ไอน้ำ   น้ำมันหอมระเหยที่กลั่นได้จะอยู่ในภาชนะที่รองรับ  เมื่อได้น้ำมันหอมกระเหยที่มากพอ    จะมองเห็นการบูร ตกผลึกเป็นก้อนที่มีสีขาวๆ แยกออกมาจากน้ำมันหอมระเหย   เราก็เก็บเอาผลึกนั้นมาทำเป็นก้อน  หรือบดเป็นชิ้นเล็กๆละเอียด  นำไปใช้ประโยชน์ต่อไปบางแห่ง  ในประเทศอเมริกาจะใช้ใบและยอดอ่อน  มากลั่นเอาการบูรและน้ำมันหอมระเหย  ซึ่งจะได้ผลผลิตเร็วขึ้น  แต่ผลิตภัณฑ์ที่ได้จะน้อยกว่ากลั่นมาจากส่วนลำต้อน  และเมื่อตัดใบไปใช้แล้ว  ใบใหม่จะเจริญออกมาอีกภายในเวลา  ประมาณ  2   เดือน   และก็สามารถเก็บใบใหม่ไปใช้กลั่นใหม่ได้อีก

 

การใช้ประโยชน์จากการบูร

ใช้เป็นยาระงับเชื้ออย่างอ่อน  ยากระตุ้นหัวใจ  ขับลม  ขับเสมหะ  ใช้ทำยาถูนวด  แก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ  ปวดตามข้อ  ใช้เพื่อแก้อาการคันที่ผิวหนัง  เป็นต้น ตอนนี้คงจะทราบแล้วนะครับว่า  การบูรที่เราเห็นเป็นเกร็ดเล็กๆ สีขาวๆ อยู่ในห่อผ้าโปร่งสวยงามนั้น  ทำมาจากต้นการบูร  ซึ่งเป็นไม้ยืนต้น

การบูรก้อนหอม (Karaboon)


คุณสมบัติ ไล่มด ไล่แมลง เพิ่มความสดชื่นด้วยความหอมเย็นของการบูร

วิธีใช้ วางในตู้เสื้อผ้า ห้องน้ำ รถยนต์ ตู้หนังสือ ชั้นวางรองเท้า กระเป๋าเดินทาง

การบูรหอม จะช่วยดับกลิ่นอับชื้น และช่วยปรับอากาศให้มีกลิ่นหอม อีกทั้งการบูรหอม ยังช่วยคลายอาการหวัด เพื่อให้หายใจได้สะดวกขึ้นอีกด้วย



ภูมิปัญญาอภิวัฒน์
Budding Wisdom

กลับขึ้นบน