Font : Tahoma

15  กันยายน  2554  

โรคใบหน้ากระตุก

Dystonia

 

มารู้จักโรคดิสโทเนีย (Dystonia) หรือ ชื่อโบราณว่าไข้แหงน

 

มารู้จักโรคดิสโทเนีย (Dystonia) 

ดิสโทเนีย คืออะไร  หรือ ชื่อโบราณว่าไข้แหงน

       ดิสโทเนีย คืออาการแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อที่ส่งผลให้ร่างกายส่วนนั้นมีรูปร่างที่ผิดปรกติไป อาการดิสโทเนียสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลำคอ แขน และขา อาการดิสโทเนียมักเริ่มต้นที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย และในผู้ป่วยบางรายโดยเฉพาะในเด็ก อาการดิสโทเนียจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเป็นทั่วร่างกายเมื่อระยะเวลาผ่านไป โดยส่วนใหญ่อาการดิสโทเนียมักเกิดเป็นช่วง ๆ โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยใช้ร่างกายส่วนนั้นทำงาน (Action Dystonia) แต่อาการจะน้อยลงถ้าผู้ป่วยอยู่ในขณะพัก ดังเช่นอาการดิสโทเนียที่มือมักเกิดขึ้นเฉพาะเวลาที่เขียนหนังสือหรือเล่นดนตรี   (ของทางแผนไทยเราอาจเรียกว่าโรคแหงน ก็พอได้)

       สาเหตุของดิสโทเนียมีหลายอย่างซึ่งขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ อายุ ประวัติครอบครัว โรคประจำตัว ประวัติอุบัติเหตุ และโรคทางพันธุกรรม เป็นต้น

       ดิสโทเนียที่เกิดในเด็ก ส่วนใหญ่เกิดจากสาเหตุทางพันธุกรรม โดยที่ผู้ป่วยมักมีประวัติครอบครัวของโรคดิสโทเนีย หรือดิสโทเนียอาจไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด (Primary dystonia) อาการดิสโทเนียในเด็กมักเริ่มที่ขาข้างใดข้างหนึ่ง (หรือแขน) ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปอาการมักเป็นมากขึ้นตามลำตัว แขน และใบหน้า จนในที่สุดผู้ป่วยเด็กคนนั้นอาจมีอาการดิสโทเนียทั่วร่างกาย (Generalized dystonia) นอกเหนือจากสาเหตุทางพันธุกรรม Dopa-responsive dystonia หรือ DRD เป็นโรคดีสโทเนียที่มีการตอบสนองดีต่อยาลีโวโดปาในขนาดน้อย ๆ และสม่ำเสมอ ดังนั้นแพทย์จึงควรพิจารณาให้ยาลีโวโดปาเมื่อตรวจพบเด็กที่มีอาการดังกล่าว นอกจากนี้ โรควิลสัน (Wilson’s desease) เป็นอีกโรคหนึ่งที่ผู้ป่วยอาจมีอาการดิสโทเนียบริเวณใบหน้าร่วมกับปัญหาในการพูดและความผิดปรกติทางพฤติกรรม การตรวจหา KayserFleischer ring และการตรวจหาระดับ Ceruloplasmin ในเลือด เป็นการตรวจเบื้องต้นที่ช่วยในการวินิจฉัยโรควิลสันได้

       ดิสโทเนียที่เกิดในผู้ใหญ่ (Adult-onset dystonia, อายุมากกว่า 26 ปีขึ้นไป)

       อาการเริ่มต้นของดิสโทเนียในผู้ใหญ่ต่างจากดิสโทเนียในเด็ก คือผู้ใหญ่มักมีอาการเริ่มต้นที่บริเวณใบหน้า ลำคอ หรือหัวไหล่ และมีอาการเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ ในช่วง 5 ปีแรกของโรค โดยที่อาการมักคงที่หลังจากนั้น ส่วนใหญ่อาการดิสโทเนียในผู้ใหญ่มักเกิดขึ้นเฉพาะบางส่วนของร่างกาย (Focal or segmental dystonia) โดยที่สาเหตุของดิสโทเนียในผู้ใหญ่มักเกิดจากรอยโรคในสมองของส่วน Basal ganglia, ประวัติอุบัติเหตุ หรือไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด

       ยาหลายกลุ่มสามารถทำให้เกิดอาการดิสโทเนียได้ โดยเฉพาะยารักษาทางจิตเวชศาสตร์ ดังเช่น Haloperidol และ Chlorpromazine เป็นต้น ดังนั้น การใช้ยาในกลุ่ม Antipsychotic แพทย์จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง และผู้ป่วยควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางอย่างใกล้ชิด

โรคใบหน้ากระตุก (Hemifacial spasm)

       โรคใบหน้ากระตุกพบบ่อยในคนไทย โดยอาการเริ่มจากการกระตุกถี่ ๆ บริเวณรอบตาข้างใดข้างหนึ่ง เมื่อเวลาผ่านไปอาการกระตุกจะเพิ่มมากขึ้นในบริเวณแก้มหรือมุมปากข้างเดียวกัน อาการกระตุกมักเพิ่มขึ้นเมื่อผู้ป่วยเครียด อดนอน หรือตื่นเต้น ความจริงแล้วโรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีกไม่ใช่โรคดิสโทเนีย แต่เป็นไมโอโคลนัส (Myoclonus) ซึ่งสาเหตุโดยส่วนใหญ่เกิดจากรอยโรคที่เส้นประสาทใบหน้าเส้นที่ 7 (Facial nerve)

เราจะรักษาอาการดิสโทเนียได้อย่างไร

       การรักษาโรคดิสโทเนียสามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยารับประทาน ยาฉีด โบทูลินั่ม ท็อกซิน (Botulimum toxin) หรือการรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งส่วนใหญ่ถ้าผู้ป่วยที่มีอาการดิสโทเนียทั่วร่างกาย การรักษามักเริ่มต้นด้วยยารับประทาน โดยเฉพาะในกลุ่มของ Anticholinergics ในปัจจุบัน การผ่าตัด Deep Brain Stimulation (DBS) อาจสามารถใช้รักษาผู้ป่วยดิสโทเนียที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาหลาย ๆ ชนิด ในทางกลับกันผู้ป่วยที่มีอาการดิสโทเนียในบางส่วนของร่างกาย การรักษาควรเริ่มด้วยการฉีดโบทูลินั่ม ท็อกซิน ดังเช่นผู้ป่วยที่มีอาการดิสโทเนียที่มือ (Writer’s cramp)

โบทูลินั่ม ท็อกซิน (Botulinum toxin) ทำหน้าที่อย่างไร

       โบทูลินั่ม ท็อกซิน เป็นสารอินทรีย์ชนิดหนึ่ง ซึ่งเมื่อฉีดเข้าไปในกล้ามเนื้อที่มีอาการดิสโทเนีย ส่งผลให้กล้ามเนื้อนั้นคลายตัวและมีอาการเกร็งลดลงเป็นระยะเวลาชั่วคราว ในปัจจุบัน การรักษาด้วยการฉีดโบทูลินั่ม ท็อกซิน ได้รับการยอมรับและแพร่หลายในหลายประเทศ ซึ่งองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกาได้อนุญาตให้ใช้โบทูลินั่ม ท็อกซินในการรักษาอาการดิสโทเนียที่คอ (Cervical dystonia) รอบตา (Blepharospasm) และโรคใบหน้ากระตุก (Hemifacial spasm) องค์การอาหารและยาของประเทศไทยได้อนุญาตให้ใช้โบทูลินั่ม ท็อกซินเพื่อการรักษาในลักษณะเดียวกันรวมทั้งภาวะหดเกร็ง (Spasticity)

ผลของการรักษา

       เมื่อทำการรักษาผู้ป่วยด้วยการฉีดโบทูลินั่ม ท็อกซินด้วยขนาดที่เหมาะสมโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะส่งผลให้กล้ามเนื้อคลายตัว และอาการดิสโทเนียลดลง ผู้ป่วยมักเริ่มสังเกตถึงอาการที่ดีขึ้นภายในสัปดาห์แรก และส่วนใหญ่ผลของการรักษาจะอยู่ได้นานประมาณ 3 เดือน อาการดิสโทเนียที่ดีขึ้นจะส่งผลให้ผู้ป่วยสามารถใช้ร่างกายส่วนนั้นทำงานได้ ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยนั้นดีและอาการปวดลดลง

       ผลข้างเคียง (อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้)

       อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการฉีดโบทูลินั่ม ท็อกซิน ได้แก่ อาการปวดขณะฉีด ผลข้างเคียงอื่น ๆ พบได้น้อย ในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับโบทูลินั่ม ท็อกซินในปริมาณที่ไม่เหมาะสม อาจส่งผลทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงชั่วคราว ดังนั้น ผู้ป่วยโรคดิสโทเนียจึงควรได้รับการฉีดในขนาดที่เหมาะสมสม่ำเสมอ (ระยะเวลาการฉีดต่อครั้งไม่น้อยกว่า 3 เดือน) จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ดีสโทเนีย ชื่อนี้อาจจะไม่คุ้นหูคนไทยมากนัก แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณมีอาการมือเกร็ง คอเกร็ง ใบหน้า หัวไหล่ หรือ แขน ขาเกร็ง ก็ขอให้นึกถึงโรคนี้เอาไว้ด้วย

ดังนั้นเพื่อให้ผู้อ่านได้รับทราบข้อมูลในเรื่องนี้ “X-RAY สุขภาพ” จึงมาพูดคุยกับ ผศ.นพ.รุ่งโรจน์ พิทยศิริ หัวหน้าศูนย์การรักษาโรคพาร์กินสัน และกลุ่มความเคลื่อนไหวผิดปกติ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และ นพ.ธีรเดช ศรีกิจวิไลกุล หน่วยประสาทศัลยศาสตร์ ฝ่ายศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มจาก ผศ.นพ.รุ่งโรจน์ อธิบายว่า โรคดีสโทเนีย เป็นอาการแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อที่พบได้ทุกช่วงอายุ เกิดได้ทุกส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า คอ แขน และขา มือ บางคนก็มีอาการเกร็งทั้งตัว ส่งผลให้ร่างกายส่วนนั้นมีรูปร่างผิดปกติไป

ดีสโทเนีย เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ถ้าเกิดในเด็ก มักเกิดจากพันธุกรรม หรือไม่ทราบสาเหตุ  (อันอาจเกิดผลจากแบคที่เรีย ไวรัส หรือปรสิต ที่เข้าไปฝังตัวในร่างกายในอวัยวะ นั้น ๆ หรือบริเวณที่ทำส่งผลให้แสดงอาการเกร็งแข็ง หรือเกิดพังพืด ยึดเกาะ ขึ้นได้ ) อาการแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อจะเริ่มที่ขาข้างใดข้างหนึ่ง พอนานเข้าอาการเป็นมากขึ้นมักเป็นตามลำตัว แขน ใบหน้า จนทั่วร่างกาย เด็กบางคนใช้มือทำอะไรไม่ได้ เดินก็หกล้มจนต้องใส่รองเท้าพิเศษ ส่วนดีสโทเนียที่เกิดในผู้ใหญ่อาการมักจะเกิดที่บางส่วนของร่างกาย เช่น ที่บริเวณลำคอ ใบหน้า หรือไหล่ ผู้ป่วยบางคนมีอาการเกร็งที่มือจนเขียนหนังสือไม่ได้ ในขณะที่ผู้ป่วยหลายรายมีอาการเกร็งที่ส่วนกลางของลำตัว ทำให้เดินไม่ได้ ลำตัวแอ่นมาก สาเหตุมักเกิดจากรอยโรคในสมอง การติดเชื้อในสมอง เส้นเลือดอุดตันในสมอง ประสบอุบัติเหตุ หรือ ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ขณะเดียวกันยารักษาโรคทางจิตเวชก็ทำให้เกิดอาการได้เช่นกัน ผู้ป่วยมักมาพบแพทย์เพราะมือบิดเกร็งเขียนหนังสือไม่ได้ ลำตัวเกร็งเดินไม่ได้ และนึกไม่ถึงว่าจะเป็นโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท บางคนคอเอียงไป รพ. แพทย์วินิจฉัยผิดว่าคอเอียงเนื่องจากมีปัญหากระดูกคอ และทำการผ่าตัดดามเหล็กให้ แต่ท้ายที่สุดคอก็เอียงเหมือนเดิม ที่ผ่านมาการวินิจฉัยผู้ป่วยค่อนข้างยาก ผู้ป่วยมักได้รับการวินิจฉัยค่อนข้างช้า ผู้ป่วยโรคนี้ในประเทศไทยได้รับการวินิจฉัยน้อย การรักษาโรคดีสโทเนียจึงค่อนข้างยาก เพราะการเริ่มให้ยารับประทานก็เริ่มช้า การฉีดโบทูลินั่ม ท็อกซิน ในบางส่วนของร่างกายเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัวลดอาการแข็งเกร็งก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควรผู้ป่วยมักจะได้รับการรักษาไม่เต็มที่ ดังนั้นทาง รพ.จุฬาลงกรณ์ จึงได้ นำการรักษาด้วยการผ่าตัดวิธีใหม่ คือ การผ่าตัดแบบกระตุ้นสมองส่วนลึกโดยไม่ใช้กรอบยึดศีรษะ ซึ่ง รพ.จุฬาเป็นที่เดียวในประเทศไทยที่ทำการผ่าตัดด้วย วิธีนี้

ด้าน นพ.ธีรเดช ศรีกิจวิไลกุล หน่วยประสาทศัลยศาสตร์ ฝ่ายศัลยศาสตร์ อธิบายถึงวิธีการผ่าตัดว่า เป็นการผ่าตัดเพื่อฝังอิเลกโตรดในสมองส่วนลึกแล้วต่อกับเครื่องกระตุ้นเหมือนกับการผ่าตัดรักษาโรคพาร์กินสัน แต่เทคนิคที่เราใช้ คือ ไม่ใช้กรอบยึดศีรษะ คือ เราฝังหมุดเข้าไปที่กะโหลกศีรษะก่อนผ่าตัด เพื่อมีพิกัดบอกตำแหน่งที่จะผ่าตัดในคนไข้ที่เคลื่อนไหวมาก อยู่ไม่นิ่ง เช่นในผู้ป่วยคอเกร็ง คนไข้ดีสโทเนีย การใช้วิธีการผ่าตัดที่ไม่ใช้กรอบยึดศีรษะจะทำให้ทำการผ่าตัดได้ง่ายขึ้น คนไข้นอนบนเตียงผ่าตัดได้อย่างสะดวกสบาย ในการผ่าตัดจำเป็นต้องให้คนไข้รู้สึกตัว จึงไม่ต้องดมยาสลบ เพื่อที่เวลากระตุ้นสมองสามารถหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงจากการกระตุ้นสมองได้ จะได้รู้ว่าตำแหน่งที่ฝังอิเลกโตรดอยู่ส่วนไหน ในการผ่าตัดจะมีการวางแผนโดยใช้คอมพิวเตอร์ ก่อนผ่าตัดจะมีการฝังหมุดโดยเปิดแผลประมาณ 5 เซนติเมตร และเจาะรูฝังเครื่องอิเลกโตรดประมาณ 14 มิลลิเมตร หลังจากใส่อิเลกโตรดเข้าไปแล้วจะทำเอ็มอาร์ไอ ดูตำแหน่งอิเลกโตรดที่ฝังว่ามีความแม่นยำแค่ไหน การผ่าตัดจะใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง หลังผ่าตัดจะทำการปรับค่าไฟฟ้าที่กระตุ้นซึ่งมีตัวปรับที่หน้าอกของคนไข้ ในช่วงแรกคนไข้จะต้องมาปรับค่าไฟฟ้าทุก 2 สัปดาห์ จะมีวิธีประเมินคนไข้อย่างไรว่าจะต้องใช้วิธีการผ่าตัดแบบกระตุ้นสมองส่วนลึกโดยไม่ใช้กรอบยึดศีรษะ? ผศ.นพ.รุ่งโรจน์ ตอบว่า การรักษาผู้ป่วยจะเริ่มจากการให้ยารับประทานก่อน แต่การให้ยารับประทานค่อนข้างมีผลข้างเคียงเยอะ ผู้ป่วยจะง่วงมาก ปากแห้ง ปัสสาวะลำบาก ทำให้ไม่สามารถปรับขนาดยาตามที่แพทย์หวังได้ เพราะร่างกายคนไข้ไม่ไหว การฉีดโบทูลินั่ม ท็อกซิน ในบางส่วนของร่างกายเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัวลดอาการแข็งเกร็งก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะจะได้ผลบางส่วนเท่านั้น ผู้ป่วยต้องมาฉีดยาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และราคายาฉีดค่อนข้างแพงขวดหนึ่งราคาเป็นหมื่น ดังนั้นจึงต้องประเมินดูหลาย ๆ อย่าง หากไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยารับประทานและยาฉีด ก็จะพิจารณารักษาคนไข้ด้วยวิธีการผ่าตัด.

            สรุป

       อาการดิสโทเนียสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ดิสโทเนียในปัจจุบันสามารถรักษาได้และได้ผลดี โดยเฉพาะถ้าผู้ป่วยมาพบแพทย์ทางระบบประสาทแต่แรกเริ่ม ในปัจจุบัน การรักษามีทั้งยารับประทาน การผ่าตัด และการฉีดโบทูลินั่ม ท็อกซิน โบทูลินั่ม ท็อกซิน เป็นการรักษาหลักในผู้ป่วยดิสโทเนียที่มีอาการเพียงบางส่วนของร่างกาย (Focal dystonia) เช่น อาการดิสโทเนียที่ลำคอหรือรอบดวงตา เป็นต้น เมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ผลของการรักษาส่วนใหญ่เป็นที่น่าพอใจ อาการดิสโทเนียลดลงเป็นเวลาหลายเดือนส่งผลให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัวดีขึ้นโดยรวม ผู้ป่วยบางคนสามารถลดหรือหยุดยาที่ใช้รับประทานร่วมได้ ถ้าผู้ป่วยมีข้อสงสัยในเรื่องของอาการดิสโทเนีย รวมถึงการรักษา สามารถขอคำแนะนำหรือควรปรึกษาแพทย์อายุรกรรมทางระบบประสาท

 

medicthai.com

แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เมื่อ : 2007-07-30

video : www.youtube.com

 

 

Sunday, December 20, 2009

ใบหน้ากระตุก

 

ใบหน้า ถือเป็นอวัยวะที่สำคัญส่วนหนึ่งของร่างกาย เป็นปราการด่านแรกในการเสริมสร้างบุคลิกภาพให้ดูดี ดังนั้นทุกคนจึงพยายามดูแลรักษาใบหน้าของตนเอง ให้สดใสสวยงาม แต่หากใครบางคนมีใบหน้าอยู่ในสภาวะ “กระตุก” คงทำให้เกิดความรู้สึกขาดความมั่นใจไปเลย

อาการใบหน้ากระตุก ส่วนใหญ่มักเป็นข้างเดียว และส่วนที่กระตุก จะอยู่นอกเหนือการควบคุม บางครั้งก็เห็นได้ชัด บางครั้งมองไม่เห็น เพียงแค่เจ้าตัวรู้สึกเท่านั้น มีทั้งแบบที่เป็นชั่วคราวแล้วหายเอง และแบบที่เป็นถาวร พบได้ทั้งหญิงและชาย แต่จะพบในผู้หญิงมากกว่า โดยเฉลี่ยอายุประมาณ 40-70 ปี

ลักษณะของใบหน้ากระตุก คือ การที่กล้ามเนื้อ ที่ใบหน้าซีกใดซีกหนึ่ง เกิดอาการกระตุกนอกเหนือการควบคุม โดยอาการแรกเริ่ม จะเริ่มจากการกระตุกของใบหน้าด้านใดด้านหนึ่งเพียงเล็กน้อย ก่อนเริ่มจากที่เปลือกตาด้านล่างก่อน แล้วกระจายมาที่เปลือกตาด้านบน จากนั้นจะลามมาที่แก้ม และมุมปาก ในบางครั้งเป็นมากขึ้น อาจจะลามไปถึงคอได้ หรือในบางรายอาจจะไม่ได้เรียงลำดับการเกิดอย่างที่กล่าวมาก็ได้



ใบหน้ากระตุก เป็นโรคที่ส่วนใหญ่เกิดจากหลอดเลือดแดงในสมอง บริเวณแถบก้านสมอง เกิดการคดงอ เนื่องจากอายุที่มากขึ้น จึงทำให้หลอดเลือดมีการแข็งตัว หลอดเลือดที่คดงอนี้ จะไปสัมผัสกับเส้นประสาทที่มาควบคุมกล้ามเนื้อบริเวณใบ หน้า ซึ่งเป็นเส้นประสาทสมอง คู่ที่ 7 ที่อยู่ติดกับก้านสมอง

เมื่อเส้นเลือดเต้นตามจังหวะหัวใจ หลอดเลือดจะกระแทกเส้นประสาทนี้ ทำให้เส้นประสาทส่งกระแสประสาทนอกเหนือการสั่งของสมอง ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า เปลือกตา ริมฝีปาก ในด้านนั้นเกิดอาการเขม่น กระตุกอย่างต่อเนื่อง โดยที่ไม่สามารถควบคุมได้

โรคนี้ไม่ได้ทำได้เกิดการเป็นอัมพาต และอัมพฤกษ์ รวมทั้งไม่ได้เป็นโรคอันตรายร้ายแรงแต่อย่างใด แต่อาจจะทำให้ผู้ที่เป็นเกิดความรำคาญ เสียบุคลิก รบกวนการทำงานในชีวิตประจำวัน เมื่อมาตรวจ แพทย์จะซักประวัติ เพื่อแยกโรคใบหน้ากระตุกออกจากกลุ่มที่เป็นโรคนอกเหนือจาก หลอดเลือดที่ไปสัมผัส หรือกระตุ้นเส้นประสาทคู่ที่ 7 เช่น โรคเนื้องอกในสมอง โรคเนื้องอกบริเวณก้านสมอง โรคเปลือกตากระตุก หรือกล้ามเนื้อเปลือกตาเขม่น เพราะสาเหตุ และปัจจัยในการเกิดโรคแตกต่างกัน โดยเริ่มจากการให้ยาไปทาน ถ้าทานยาแล้วไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์ แพทย์จะทำการเอกซเรย์ เอ็ม อาร์ ไอ สมองเพื่อแยกโรค

สำหรับโรคที่คล้าย ๆ กัน ได้แก่ เปลือกตาเขม่น ซึ่งมีปัจจัยภายนอกกระตุ้นได้หลายปัจจัย เช่น ร่างกายอ่อนล้า เครียด มีภาวะการอดนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ รวมทั้ง การใช้สายตามากเกินไป ดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนมากไป จะเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดอาการได้ โดยโรคสามารถหายเองได้ เมื่อตัดปัจจัยกระตุ้น

การรักษาโรคใบหน้ากระตุก สามารถทำได้ 3 วิธีด้วยกัน

   เริ่มจากการรักษาด้วยยา โดยใช้ยาชนิดเดียว หรือหลายชนิดร่วมกัน ซึ่งยาที่รักษาได้ผลดีจะเป็น กลุ่มยากันชัก รวมทั้งยากดการทำงานของเส้นประสาท เพื่อลดการส่งกระแสที่ผิดปกติ ซึ่งอาจจะมีฤทธิ์ข้างเคียงที่พบบ่อย คือ ทำให้ง่วงนอนได้ ผู้ป่วยจะต้องทานยาไปเรื่อย ๆ เพื่อลดอาการจนกระทั่งดีขึ้น มีอาการใบหน้ากระตุกน้อยลง สำหรับปริมาณยาที่แพทย์จะให้กับผู้ป่วยนั้น จะเริ่มให้จากปริมาณน้อยก่อน จากนั้นจะเพิ่มยาขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงในระดับที่สามารถควบคุมโรคได้ หรือ บางรายอาจจะต้องเพิ่มยามากกว่า 1 ชนิดขึ้นไป

   การรักษาอีกวิธีหนึ่ง คือ การฉีดยาเฉพาะที่ เพื่อระงับการแพร่กระจายของกระแสประสาท ที่ไปสู่กล้ามเนื้อ เป็นการยับยั้งกล้ามเนื้อกระตุกชั่วคราว ซึ่งเป็นยาชนิดเดียวกันกับยาที่ฉีดให้หน้าตึง การฉีดยาลบรอยย่น หรือลดการเกร็งแขน ขา โดยระยะเวลาในการฉีด จะห่างกันประมาณ 3-6 เดือน ซึ่งการฉีดในแต่ละครั้ง จะต้องฉีดหลายจุด ตามตำแหน่งที่มีการกระตุก การรักษาด้วยการฉีดยา มีข้อจำกัดอยู่ที่ หากมีการฉีดยามากเกินไป ก็อาจทำให้หน้าเบี้ยว หนังตาตกได้ รวมทั้งมีค่าใช้จ่าย ในการรักษาที่ค่อนข้างสูง

   สุดท้ายของการรักษาโรคใบหน้ากระตุก คือ การผ่าตัดสมอง เป็นการรักษา เพื่อเขี่ยหลอดเลือดที่สัมผัสกับเส้นประสาทออก โดยจะทำการผ่าตัดที่บริเวณหลังใบหู การรักษาด้วยวิธีนี้ เป็นการแก้ไขที่ตรงจุด และถาวร แต่ผู้ป่วยที่เป็นมักรู้สึกไม่ดีกับการผ่าตัด และอาจมีความเสี่ยงเหมือนการผ่าตัดสมองทั่ว ๆ ไป เช่น มีเลือดออกหลังผ่าตัด แผลติดเชื้อ การได้ยินลดลง เพราะทำการผ่าตัดที่บริเวณใกล้เส้นประสาทหู โดยรวมอาการแทรกซ้อนพบได้ประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม อัตราการหายขาดเป็นที่น่าพอใจมาก อยู่ที่ประมาณ 70-90 เปอร์เซ็นต์

การดูแลตัวเองสามารถทำได้ โดยหากพบว่าตนเองมีอาการในลักษณะ เช่นนี้ควรรีบพบแพทย์ ประการแรก คือ มี การเขม่นของใบหน้า หรือตา เป็นเวลาติดต่อกันมากกว่า 1-3 สัปดาห์ ประการต่อมา ใบหน้า ตา กระตุกหรือเขม่น ร่วมกับอาการผิดปกติทางระบบประสาทอื่น ๆ เช่น หนังตาบน หนังตาล่าง แก้ม ใบหน้าชา หรือแสบ ใบหน้าเบี้ยว หนังตาตก ใบหน้าเคลื่อนไหวผิดปกติ บิดเบี้ยว รวมทั้งมีการกระตุกของส่วนอื่นในร่างกายร่วมด้วย ตลอดจนอาการที่มีลักษณะเปลือกตาปิดสนิท เมื่อมีอาการตาเขม่น รวมทั้ง ใบหน้า หรือตากระตุก หรือเขม่น ร่วมกับตาบวมแดง



ถ้ามีอาการใบหน้ากระตุกอย่าตกใจ ต้องทำการแยกโรคก่อนเป็นลำดับแรก ว่าเราจัดอยู่ในกลุ่มโรคใด เพื่อจะได้รักษาอย่างถูกต้อง แม้จะเป็นโรคที่ต้องใช้เวลาในการรักษา อาจก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้ป่วยได้ แม้ไม่ใช่โรคที่อันตรายร้ายแรง แต่ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะการแพทย์ในปัจจุบันสามารถรักษาได้ โดยที่ผู้ป่วยสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้หลังจากการรักษา.


ที่มา
พันเอก นายแพทย์ สิรรุจน์ สกุลณะมรรคา
ประสาทศัลยแพทย์ รพ.พระมงกุฎเกล้าฯ า-ใบหน้ากระตุก สัญญาณร้ายต่อสุขภาพ

โดย kittipanan | วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554

 

 

“ตากระตุกหน้ากระตุก” คุณเคยเป็นอาการแบบนี้หรือไม่ เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีอาการแบบนี้กันแน่ แต่ทว่าคนส่วนใหญ่ถ้ามีอาการตากระตุก หน้ากระตุกคงคิดกันไปว่าเป็นเรื่องของสัญญาณการบอกเหตุโชคลางเสียมากกว่า จึงไม่ได้เอะใจกับอาการดังกล่าว แต่ใครจะทราบหรือไม่ว่าอาการดังกล่าวอาจจะไม่ใช่ อาการทำธรรมดาๆ อย่างที่คิดเสียแล้ว ดังนั้น วันนี้เราจะมาทราบถึงสาเหตุของอาการตากระตุก ใบหน้ากระตุกว่าเกิดจากสาเหตุอะไร

 

โรคตากระตุก (Blepharospasm) หรือที่เรียกว่า ตาเขม่น เป็นภาวะที่มีการกระตุกของกล้ามเนื้อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงกลุ่มเดียว เช่น ใต้หนังตา มุมปากหรือเฉพาะกล้ามเนื้อรอบลูกตาข้างใดข้างหนึ่งเท่านั้น ภาวะนี้ในบางรายอาจเกิดเป็นประจำ จนอาจติดเป็นนิสัยได้ มักจะมีอาการกระตุกมากเวลาเครียดหรือกังวลใจ รวมทั้งการพักผ่อนไม่เพียง พอก็อาจก่อให้เกิดอาการตาเขม่นได้บ่อยๆ และถ้าได้รับการพักผ่อนที่เพียงพออาการ เหล่านี้ก็จะหายได้เอง โดยพบได้ในวัยผู้ใหญ่ อายุเฉลี่ย 45-50 ปี พบในผู้หญิง มากกว่าผู้ชาย

 

ตากะพริบค้าง (Blepharo spasm) ภาวะนี้ถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวผิดปกติของร่างกายที่เรียกว่า ดีย์สโทเนีย (Dystonia) ผู้ป่วยจะมีตากะพริบทั้งสองข้างพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นผลมาจากกล้ามเนื้อ รอบลูกตาหดเกร็งตัวตลอดเวลา ในผู้ป่วยกลุ่มนี้เราสามารถแบ่งเป็น 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ กะพริบตาถี่ๆ หรือกะพริบตาปิดค้างและลืมตาไม่ขึ้น

 

ใบหน้ากระตุกครึ่งซีก (Hemifacial Spasm) ภาวะนี้เป็นความเคลื่อนไหวผิดปกติที่พบบ่อยในคนไทย โดยจะพบว่ากล้ามเนื้อใบหน้าทั้งซีกที่เลี้ยงด้วยประสาทสมองคู่ที่ 7 จะมีการกระตุกถี่ๆ และเกร็งค้าง อาการของโรคนี้จะก่อให้เกิดความรำคาญและทำให้ผู้ป่วยอายไม่กล้าเข้าสังคม ซึ่งเป็นโรคที่ไม่รุนแรงแต่รักษาไม่หาย อาการกระตุกจะเป็นมากขึ้น เมื่อผู้ป่วยตื่นเต้น ตกใจ หรือกังวล

 

อาการหดเกร็งตัวของกล้ามเนื้อใบหน้าบริเวณแนวตรงกลางทั้งหมด (Meige Syndrome) ซึ่งจะประกอบด้วยอาการตากะพริบค้างร่วมกับการเคลื่อน ไหวผิดปกติของปาก จมูกและคิ้วร่วมด้วย กลุ่มอาการนี้ถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวผิดปกติชนิดดีย์สโทเนีย

 

การเคลื่อนไหวผิดปกติของกล้าม เนื้อบริเวณรอบปาก คาง และลิ้น (Oro facial Dyskinesia) จะมีผลทำให้เกิดการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาของปาก คาง และลิ้น ภาวะนี้ส่วนมากเกิดจากการแพ้ยากลุ่มยากล่อมประสาทหลัก หรือยากลุ่มที่ใช้รักษาโรคพาร์กินสัน ซึ่งโดยมาก มักจะพบในผู้สูงอายุ ส่วนสาเหตุของอาการดังกล่าวเชื่อว่าเกิดจากเส้นเลือดที่เลี้ยงก้านสมอง เกิดคดเคี้ยวและไปกดเบียดเส้นประสาท สมองเส้นที่ 7 ทำให้เกิดการนำกระแสประสาทที่ผิดปกติขึ้นมา

 

ไม่ว่าคุณจะมีอายุเท่าไร โรคต่างๆ ก็สามารถถามหาคุณได้ ก่อนที่อะไรจะสายเกินแก้หันมาใส่ใจ ดูแลรักษาสุขภาพ ของเราให้แข็งแรงตลอดไปกันดีกว่า  เพียงแค่ตรวจร่างกายประจำปีอย่างสม่ำเสมอ ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และพักผ่อนให้เพียงพอ เท่านี้คุณก็มีร่างกายที่แข็งแรงไปอีกนาน

ที่มา : หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ 

 

 

เมื่อใบหน้ากระตุกครึ่งซีก / ศ.นพ.นิพนธ์ พวงวรินทร์ ประสาทอายุรแพทย์

on Friday, May 8, 2009

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์


หน้าตาคนเรา ถือเป็นส่วนสำคัญของร่างกาย
ที่ทุกคนต่างทำให้ใบหน้าของตนดูงามเป็นที่น่าพบเห็น
แต่มีบางคนที่ประสบภาวะใบหน้ากระตุกครึ่งซีก
ทำให้รู้สึกไม่มั่นใจเสียบุคลิก แล้วจะทำอย่างไร เรามีคำตอบให้คุณค่ะ

 

รู้จักอาการ
ภาวะใบหน้ากระตุกครึ่งซีก เป็นโรคที่พบมากในชาวเอเชีย
สาเหตุยังไม่มีใครทราบแน่ชัด พบได้ทั้งหญิงชาย โดยเฉลี่ยอายุประมาณ 20-60
ปี คน ไข้จะเริ่มด้วยอาการเหมือนตาเขม่น
อาจจะมีการกระตุกของกล้ามเนื้อบริเวณใต้ลูกตาข้างใดข้างหนึ่ง
จากนั้นอาจเป็นมากขึ้นจนทำให้เกิดการกระตุกที่มุมปากและในที่สุดจะมีการ
กระตุกทั้งซีกบริเวณใบหน้าจนทำให้ตาตี่หรือตาหลิ่ว และปากเบี้ยวเป็นพักๆ

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้มีภาวะใบหน้ากระตุกครึ่งซีกเป็นมากขึ้น ได้แก่
1.
อดนอน
2.
เครียด วิตกกังวล
3.
ใช้สายตามากติดต่อกันระยะเวลานาน

 

การวินิจฉัย
แพทย์จะซักประวัติและตรวจร่างกายตามปกติ
โดยไม่จำเป็นต้องตรวจค้นด้วยวิธีพิเศษทางคอมพิวเตอร์สแกนสมอง
หรือตรวจด้วยแม่เหล็กไฟฟ้าของสมองแต่อย่างใด
เพราะการตรวจด้วยวิธีดังกล่าวมักจะไม่พบพยาธิสภาพหรือข้อบ่งชี้ว่าคนไข้
เหล่านี้เกิดอาการด้วยพยาธิสภาพใด อันตรายหรือไม่

หลายคนกังวลว่าโรคนี้เกิดจากเนื้องอกของสมอง
หรือเป็นความผิดปกติที่ร้ายแรง
แต่โดยทั่วไปคนไข้กลุ่มใบหน้ากระตุกครึ่งซีกจะไม่มีอาการของโรครุนแรงเป็น
อันตรายถึงชีวิต ดังนั้น ถือว่าเป็นภาวะที่ไม่รุนแรง แต่มีข้อเสีย คือ
ผู้ป่วยจะเกิดความรำคาญ
หรือไม่มั่นใจเมื่อต้องอยู่ในสังคมจนเกิดเป็นปมด้อยได้

แม้ในปัจจุบันจะไม่รู้ว่าสาเหตุแน่ชัด
แต่มีข้อสันนิษฐานว่าอาจจะมีหลอดเลือดบริเวณก้านสมองที่ผิดปกติไปแตะอยู่บน
ประสาทสมองคู่ที่ 7
ซึ่งเป็นประสาทที่มาควบคุมกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าตลอดเวลา
จึงทำให้มีการปล่อยกระแสไฟฟ้ามากเกินไป ทำให้เกิดใบหน้ากระตุกครึ่งซีก

อย่างไรก็ตาม พบว่า
คนไข้บางรายไม่เคยมีพยาธิสภาพของหลอดเลือดผิดปกติดังกล่าวมาแตะบริเวณเส้น
ประสาทเลย และยิ่งกว่า
นั้นคนไข้จำนวนหนึ่งที่ได้รับการผ่าตัดแยกหลอดเลือดที่มาแตะบนประสาทสมองคู่
ที่ 7 นี้ออกไปแล้ว อาจทำให้หายชั่วคราว
แต่คนไข้เกินกว่าครึ่งมักกลับมาเป็นอีกภายหลังการผ่าตัด 3-5 ปี ดังนั้น
การแก้ปัญหาโดยวิธีดังกล่าวจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการรักษา

 

ประเทศไทยมีการรักษาอย่างไร
คนไข้จะได้รับการบำบัดรักษาหลายวิธี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค
1.
ยา

อาจใช้ยากลุ่มออกฤทธิ์กล่อมประสาทบำบัดรักษาได้เช่นกัน
แต่ผลข้างเคียงค่อนข้างสูง ผู้ป่วยจะง่วงนอน
และไม่สามารถปฏิบัติภารกิจประจำวันได้ ขณะเดียวกัน
ผลของการควบคุมการกระตุกของกล้ามเนื้อใบหน้าพบว่ามีประสิทธิผลเพียงร้อยละ
30
เท่านั้น

2.ฉีดสารโบทูลินัม
ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่สร้างจากเชื้อแบคทีเรีย Clostidium botulinum
ซึ่งขณะนี้เป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุด
ออกฤทธิ์โดยสกัดกั้นกระแสไฟฟ้าที่ส่งออกมาจากปลายประสาทมายังบริเวณ
presynaptic site
ของกล้ามเนื้อใบหน้าโดยตรง ทำให้ไม่สามารถหลั่งสาร
acetyl choline
ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทออกมาได้

ดังนั้น คำสั่งที่มายังกล้ามเนื้อจึงลดปริมาณลง
มีผลให้การกระตุกของกล้ามเนื้อลดลง อย่างไรก็ตาม
วิธีดังกล่าวเป็นการรักษาตามอาการ ผู้ป่วยต้องมาฉีดสารโบทูลินัมทุกๆ 3-6
เดือน ตามระยะเวลาของยาที่ออกฤทธิ์ ซึ่งการรักษาโดยวิธีนี้ได้ผลราวร้อยละ
85

3. วิธีรักษาอื่นๆ เช่น การผ่าตัด

ถือเป็นวิธีที่มีความเสี่ยงสูง
เพราะอาจเกิดผลแทรกซ้อน เช่น หูหนวก ปากเบี้ยว มีเลือดออกที่ก้านสมอง
เลือดออกในสมองน้อยจนทำให้หมดสติ เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต
เกิดภาวะเจ้าชายนิทรา หรือเสียชีวิต เพราะตำแหน่งของเส้นประสาทสมองคู่ที่
7
อยู่ใกล้กับก้านสมองและสมองน้อย ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญของสมองนั่นเอง
แม้การรักษาด้วยวิธีนี้จะได้ผลราวร้อยละ 85 แต่ราว ร้อยละ 50
อาจมีอาการเกิดซ้ำได้อีกหลังผ่าตัดแล้ว 5 ปี

 

แต่ ไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีใด อย่าเพิ่งกังวลเกินไป
เพราะหากทำจิตใจให้สบาย พักผ่อนเพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
รวมทั้งลดการใช้สายตาและความกังวลลงได้ อาการก็จะค่อยๆ ทุเลาลงครับ

เรียบเรียง: ยุพดี ห่อเนาวรัตน์

 

โรคที่มีผู้มารักษาฝังเข็ม10อันดับแรก

อาการป่วยที่มีผู้มาใช้บริการฝังเข็มมากที่สุดในประสบการณ์ของผู้เขียนเองวิเคราะห์ได้ดังนี้(ไม่ได้เรียงลำดับ)

1.กลุ่มอาการปวด  เป็น กลุ่มใหญ่ที่สุดที่มารับบริการ เช่น ปวดเข่า ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดต้นคอ ปวดข้อมือ ข้อเท้า ปวดสะโพก ปวดต้นขา ปวดส้นเท้า นอกจากอาการปวดในลักษณะปวดกระดูก ปวดกล้ามเนื้อข้างต้นแล้ว ก็ยังมีอาการปวดศรีษะ ปวดประจำเดือน และปวดท้องอยู่ด้วย

2.กลุ่มแพ้อากาศ เป็นกลุ่มที่มีอาการน้ำมูกไหลและจามบ่อยๆพบได้ทั้งในเด็กและ ผู้ใหญ่

3.กลุ่มอาการไอ เป็น กลุ่มที่มีอาการไอทั้งแบบ ไอแห้งๆไอแบบรำคาญและที่ไอเป็นเลือด ซึ่งต้องแยกแยะให้ดีก่อนฝังเข็มว่าไม่ได้มีสาเหตุมาจากวัณโรคปอดหรือก้อน เนื้อในปอด

4.กลุ่มเสียงดังในหู เป็นกลุ่มที่เป็นกันมากพบทั้งในเพศชายและหญิง มักจะเป็นผู้ป่วยที่รักษาจากแผนปัจจุบันแล้วไม่หายจึงมาฝังเข็ม

5.กลุ่มอัมพาตและใบหน้าเบี้ยว เป็น ผู้ป่วยกลุ่มใหญ่มากที่การรักษาแผนปัจจุบันมักจะทำอะไรต่อไม่ได้แล้วจึงมา รักษาแบบฝังเข็ม ยกเว้นอาการใบหน้าเบี้ยวไปข้างหนึ่งที่ผู้ป่วยมักจะมารักษาฝังเข็มเลยทันที ไม่รอนานเหมือนกลุ่มอัมพาต

6.กลุ่มท้องผูก  เป็นกลุ่มที่มีปัญหาพบได้บ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย การรักษาร่วมกับยาสมุนไพรจีนจะให้ผลเร็วมาก (ไม่น่าเชื่อว่าผู้ป่วยบางท่านต้องทานยาระบายยาขับอุจจาระชนิดกระตุ้นลำไส้ใหญ่ เช่น Bisacodyl ทุกวันมาเป็นเวลานานเป็นปี ต้องทานถึงวันละ 10 เม็ด)

7.กลุ่มรอยย่นบนใบหน้าและฝ้า เป็นกลุ่มที่ใช้เวลาในการรักษานาน จำเป็นต้องการความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย เพราะเป็นกลุ่มที่ไม่ได้มีอาการเจ็บป่วยใดๆ

8.กลุ่มเหนื่อยอ่อนล้า เป็นกลุ่มที่ไม่ได้เจ็บป่วยแต่มาปรึกษาแพทย์เพื่อต้องการให้ฝังเข็มกระตุ้นให้ร่างกายกระชุ่มกระชวย หายอ่อนล้า

9.กลุ่มลดน้ำหนัก เป็นกลุ่มคนท้วมถึงอ้วนที่ต้องการลดน้ำหนัก มักเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบออกกำลังกาย ชอบกินจุกจิก

10.กลุ่มกล้ามเนื้อใบหน้ากระตุก เป็นกลุ่มที่มีปัญหาใบหน้ากระตุกข้างใดข้างหนึ่ง ที่เรียกว่า Tics เป็นกลุ่มผู้ป่วยที่เริ่มพบได้มากขึ้นและให้การตอบสนองดีต่อการฝังเข็มและสมุนไพรยาจีน

 

 

บทเรียนรู้

 

Keyword 1 : หลอดเลือดแข็งตัว คดงอ ทับเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7

 

ใบหน้ากระตุก เป็นโรคที่ส่วนใหญ่เกิดจากหลอดเลือดแดงในสมอง บริเวณแถบก้านสมอง เกิดการคดงอ เนื่องจากอายุที่มากขึ้น จึงทำให้หลอดเลือดมีการแข็งตัว หลอดเลือดที่คดงอนี้ จะไปสัมผัสกับเส้นประสาทที่มาควบคุมกล้ามเนื้อบริเวณใบ หน้า ซึ่งเป็นเส้นประสาทสมอง คู่ที่ 7 ที่อยู่ติดกับก้านสมอง

 

Keyword 2 : ยากันชัำก ยากดประสาท ยาฉีดหน้าตึง

ยาที่รักษาได้ผลดีจะเป็น กลุ่มยากันชัก รวมทั้งยากดการทำงานของเส้นประสาท

ยาชนิดเดียวกันกับยาที่ฉีดให้หน้าตึง การฉีดยาลบรอยย่น หรือลดการเกร็งแขน ขา โดยระยะเวลาในการฉีด จะห่างกันประมาณ 3-6 เดือน

 

 

Keyword 3 :  แพ้ยา เครียดกังวลใจ พักผ่อนไม่เพียงพอ ประสาทคู่ที่ 7

ภาวะนี้ส่วนมากเกิดจากการแพ้ยากลุ่มยากล่อมประสาทหลัก หรือยากลุ่มที่ใช้รักษาโรคพาร์กินสัน

มักจะมีอาการกระตุกมากเวลาเครียดหรือกังวลใจ รวมทั้งการพักผ่อนไม่เพียงพอ

กล้ามเนื้อใบหน้าทั้งซีกที่เลี้ยงด้วยประสาทสมองคู่ที่ 7 จะมีการกระตุกถี่ๆ และเกร็งค้าง

 

Keyword 4 : ลองอ่านวิธีแผนปัจจุบัน

มีวิธีีฝังเข็มด้วย

บางคนก็แนะนำให้กินวิตามินบี มากๆ เช่นข้าวกล้อง

ทางสมุนไพรหาตัวเฉพาะได้ยาก  คงต้องเน้น บำรุงประสาท บำรุงหลอดเลือด การกินที่ทำให้ผ่อนคลาย

 

 

 

 


ภูมิปัญญาอภิวัฒน์
Budding Wisdom

กลับขึ้นบน