Font : Tahoma

2  เมษายน  2555

รวมคุณสมบัติสมุนไพรแนะของหมอเทพวิทย์
Herbs for Health Property of Teppawit

ข้อแนะนำตามคุณสมบัติสมุนไพร

ก ข ค ฆ ง จ ฉ ช ซ ฌ ญ ฎ ฏ ฐ ฒ ณ ด ต ถ ท ธ น บ ป ผ  ฝ พ ฟ ภ ม ย ร ฤ ล ว ศ ส ห อ ฮ

คุณสมบัติสมุนไพรชนิดต่างๆ

สมุนไพรหมวดอักษร ก

สมุนไพรหมวดอักษร

ข่อย

กิ่งข่อย-คนโบราณนำกิ่งข่อยมาใช้ในการแปรงฟันแทนแปรงสีฟัน แต่ต้องทุบให้นิ่มก่อน
ใบ – เมื่อนำไปปิ้งให้กรอบ ใช้ชงกับน้ำ รับประทานเป็นยาระบายอ่อน ๆ หรือนำไปคั่ว แล้วชงกับน้ำแก้ปวดประจำเดือนได้
เปลือก – สามารถนำมารักษาแผล แก้ท้องร่วง แก้โรคผิวหนัง
ราก – ก็นำมาใช้รักษาแผลได้เช่นกัน
เมล็ด – ทำให้เจริญอาหาร เป็นต้น
ผล-ทรงกลมเล็ก ๆ เมื่อสุกมีสีเหลืองสด รสหวาน

ขมิ้นชัน
เหง้า มีสารเคอร์คิวมิน และน้ำมันหอมระเหย ใช้แต่งสีแต่งกลิ่นอาหาร สีหลืองส้ม  ใช้ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย จุกเสียด แน่นท้อง รักษาแผลในกระเพาะและลำไส้  แก้อาการวิงเวียน ขับปัสสาวะ ลดไข้  ขับพยาธิ ใช้ทาแก้กลากเกลื้อน แก้ผื่นคัน แก้โรคผิวหนังหลายชนิด  ช่วยเจริญอาหาร  ทำสารป้องกันแมลง

ขิง
เหง้า มีกลิ่นหอมเฉพาะ มีน้ำมันหอมระเหย ฤทธิอุ่น  ช่วยขับเหงื่อ  ไล่ความเย็น  ขับลม  แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ  จุกเสียดแน่นท้อง เมารถเมาเรือ ช่วยเจริญอาหาร  ทำให้ร่างกายอบอุ่น
คุณค่าทางยา ช่วยระบบทางเดินหายใจ เป็นหวัดคัดจมูก แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด ขับลม ช่วยบรรเทาอาการไอ ลดโคเลสเตอรอล
เหง้าขิงแก่ รสเผ็ดร้อนกว่า มีใยอาหารมาก แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน  ไข้หวัด แก้ปวดประจำเดือน แก้ท้องเสีย

นิยมนำมาทำอาหารทั้งคาวหวาน เช่น ไก่ผัดขิง ใบใช้กินกับซุปหน่อไม้ ส้มตำ หัวผสมกับกระชายทำน้ำยาขนมจีน หรือนำมาต้มทำน้ำขิงใส่น้ำตาล
เหง้าขิงแห้ง เป็นยาจำพวกอายุวัฒนะ บำรุงร่างกาย หัวใจ ไฟธาตุ ขับลมในลำไส้ให้ตด (ผายลม) ออกมา แก้ร้อนในกระหายน้ำ ช่วยย่อยอาหาร แก้ลมพรรดึก แก้อาการปวดท้อง คลื่นเหียนอาเจียน แก้บิดมีตัว บิดมูกเลือก แก้อุจจาระเป็นฟองเหลือง ขับละลายก้อนนิ่ว ตำรับยาแผนโบราณใช้แก้ลมพานไส้ แน่นหน้าอก นอนไม่หลับ โรคปากเปื่อย

ข่า
เหง้า ช่วยขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ท้องเดิน แก้คลื่นไส้อาเจียน  รักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน แก้ลมพิษ รักษาแผลสด แก้โรคปวดบวมตามข้อ  แก้โรคหลอดลมอักเสบ บำรุงธาตุ ใช้ไล่แมลง โดยการทุบแล้วให้น้ำมันหอมระเหยออกมา

ขึ้นฉ่าย
ทั้งต้น ฤทธิ์หวานเย็นเผ็ดเล็กน้อย มีกลิ่นหอม  ใช้ลดความดันโลหิต ลดอาการบวมน้ำ ทำให้นอนหลับ ดับร้อน  บำรุงสมอง  ช่วยขยายหลอดเลือด  ลดความดันโลหิต  ช่วยเจริญอาหาร ขับปัสสาวะ รักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ  กินเป็นผัก หรือคั้นน้ำมาดื่ม

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร
ตะไคร้หอม
เหง้า เป็นยาบีบมดลูก ขับประจำเดือนอย่างแรง ขับปัสสาวะ แก้ริดสีดวงในปาก
น้ำมันจากต้นและใบ  ใช้ไล่ยุงและแมลง  ใช้แต่งกลิ่นเครื่องสำอางค์สมุนไพร โดยตำกับสุรา จนได้กลิ่นแรงพอ

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร ผ 

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร
สะเดา
ยอดดอก รสขม บำรุงโลหิต บรรเทาริดสีดวงทวาร คันในคอ
ใบแก่ แก้โรคผิวหนังจากน้ำเหลืองเสีย
ดอก เจริญอาหาร ขับลม แก้ไข้หลายชนิด
เปลือกต้น แก้อาการท้องเดิน
ราก แก้ไข้ แก้อาเจียน
ทั่วไป มีสารแอนโทไซยานิน ขยายเส้นเลือด ช่วยหมุนเวียนโลหิต ชะลอความเสื่อมเซลล์ ลบสารก่อมะเร็ง ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ และอัมพาต

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร

สมุนไพรหมวดอักษร

 

 

 

 

ดาวเรือง
ดอก ใช้เป็นยาบำรุงสายตา ฟอกเลือด  ละลายเสมหะ ขับลม แก้เวียนหัว  ไอหวัด ไอกรน  เต้านมอักเสบ  คางทูม  แก้หลอดลมอักเสบ
ใบ ตำคั้นน้ำ  หยอดแก้อาการเจ็บหู  ทาแก้แผลเน่าเปื่อย  แก้ปวดท้องคล้ายไส้ติ่ง แก้ไส้ติ่งอักเสบ แก้ฝีลม

สาบเสือ
ก้านและใบ รสสุขุม ฉุนเล็กน้อย ใช้ฆ่าแมลง ห้ามเลือด  แก้แผลที่แมลงบางชนิดกัดแล้วเลือดไหลไม่หยุด 
ใบ ใช้ใบสดตำกับปูนกินหมากพอกแผลห้ามเลือด  ใช้ใบสดขยี้ปิดปากแผลเลือดออกเล็กน้อย

กากชา
ใบ มีสารซาโปนิน  มีพิษรุนแรงต่อสัตว์เลือดเย็น สัตว์ชั้นต่ำ ใช้เบื่อปลา กุ้ง หอย มีพิษต่อศูนย์ควบคุมการหายใจและทำให้เม็ดเลือดแดงแตก แต่ไม่มีผลต่อคน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และสัตว์เลี้ยง

พริก
ผล รสเผ็ด มีวิตามินซีสูง เป็นแหล่งกรด
ascorbic  ช่วยขยายเส้นเลือดในลำไส้และกระเพาะอาหาร ทำให้ดูดซึมอาหารดีขึ้น ช่วยขับถ่ายของเสีย  ช่วยนำธาตุอาหารไปหล่อเลี้ยงร่างกาย พริกมีสารสำคัญ Capsaicin และ Oleoresin ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและยา ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร ลดความเจ็บปวดกล้ามเนื้อ หัวไหล่ แขน เอว

 

ชุมเห็ดเทศ
ขับปัสสาวะ บำรุงธาตุ บำรุงสายตา ลดอาการปวดเมื่อย
บสดหรือแห้ง  รสเบื่อเอียน ตำทาแก้กลากเกลื้อนฝีและแผลทุกชนิด โรคผิวหนัง
ดอกและใบต้น 
มีสารแอนทราควิโนน ช่วยขับถ่าย แก้อาการท้องผูก

ดองดึง
หัวและราก เป็นพืชพิษ เป็นยาเบื่อสุนัข ทุบให้แหลกผสมข้าวเหนียวโยนให้สุนัขกิน  หากคนรับประทาน ภายใน
2 - 6 ชั่วโมง  จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้องรุนแรง ถ่ายเป็นเลือด

หนอนตายหยาก
ราก แก้โรคผิวหนัง น้ำเหลืองเสีย ผื่นคันตามร่างกาย ฆ่าเชื้อโรคพบาธิภายใน  มะเร็งตับ ลดน้ำตาลในเบาหวาน แก้ริดสีดวงทวาร  รักษาวัณโรค แก้ไอ
การใช้เป็นสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช พวกหนอนกัดใบ เพลี้ยอ่อน กำจัดโรคพืช กำจัดลูกน้ำ โดยการสกัดด้วยน้ำหรือแอลกอฮอล์
การทำลายพิษก่อนใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาคน  เริ่มจากล้างรากให้สะอาด ลวกหรือนึ่ง จนไม่เห็นแกนสีขาวในราก  ตากแห้ง แล้วจึงนำไปปรุงยา

ส้มแขก
เนื้อผล ลดความอ้วน  เร่งการใช้ไขมันส่วนเกิน ยับยั้งการสร้างไขมันส่วนเกิน

แปะก๊วย
ใบ  ช่วยความจำ บำรุงสมอง ลดความเครียด แก้ไมเกรน ยับยั้งสมองเสื่อม โรคอัลไซเมอร์

ดอกคำฝอย
ดอก  ช่วยลดคลอเลสเตอรอล  ป้องกันการอุดตันของไขมันในเลือด  บำรุงหัวใจ บำรุงประสาท ช่วยโลหิตไหลเวียน

หญ้าหนวดแมว
กิ่งใบดอก แก้นิ่ว ขับปัสสาวะ แก้โรคไต ปวดเอว ปวดหลัง ลดน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต ช่วยขับกรดยูริคจากโรคเกาต์

ฟ้าทะลายโจร
กิ่งใบดอก แก้ร้อนใน แก้ไข้ หลอดลมอักเสบ  ต่อมทอนซิลอักเสบ ลดความดันโลหิต ลดน้ำตาลในเลือด

เห็ดหลินจือ
ดอกเห็ด  บำรุงร่างกาย เสริมภูมิคุ้มกัน บำรุงอวัยวะภายใน  ป้องกันโรคภูมิแพ้

ชาเขียวใบหม่อน
ใบชา  ลดน้ำตาลในเลือด  ลดระดับคลอเรสเตอรอลในเลือด ปรับความดันโลหิตให้เป็นปกติ  ลดเสี่ยงมะเร็งตับ

พริกไทย
ผล  แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ บำรุงธาตุ ขับลม ละลายไขมัน ลดความอ้วน แก้ปวดประจำเดือน

หญ้าปักกิ่ง
ใบ  บำรุงร่างกาย แก้น้ำเหลืองเสีย  แก้ไอ  แก้หวัดเรื้อรัง แก้แพ้อากาศ

มะขามแขก
ผล ช่วยระบาย ลดไขมันส่วนเกิน บำรุงสุขภาพ

มะระขี้นก
ผล  ลดน้ำตาลในเลือด แก้เบาหวาน ช่วยเจริญอาหาร  แก้ไข้ ขับพยาธิ  บำรุงน้ำดี  ยับยั้งเชื้อไวรัส  ช่วยรักษาโรคของม้ามและตับ 

เหงือกปลาหมอ
ใบ รักษาโรคภูมิแพ้  ผื่นคัน  หวัดเรื้อรัง  หืดหอบ  แก้น้ำเหลืองเสีย  เป็นยาอายุวัฒนะ

ลูกใต้ใบ
ทั้งห้า  แก้ไข้  แก้ปวดหลัง ปวดเอว ปวดท้อง แก้ดีซ่าน ท้องเสีบ  แก้บิด  ขับปัสสาวะ

รางจืด
ใบ แก้อาการเมาค้าง  ถอนพิษเบื่อเมาต่างๆ  แก้ร้อนใน ช่วยขับสารพิษในร่างกาย
รางจืด มีแบบต้น แบบเถา และแบบเหง้า

กระเทียม
กลีบ  ช่วยลดคลอเลสเตอรอลในเลือด  ลดความดันโลหิต  แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ

เพชรสังฆาต
เถาใบ รักษาริดสีดวงทวารหนัก

กานพลู
ผล  บำรุงธาตุ ขับน้ำดี  ช่วยย่อยอาหาร  ลดกรดในกระเพาะ ขับลม  แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ

กระชาย
เหง้า  แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ขับลม บำรุงกำลัง

บอระเพ็ด
เถา แก้ไข้ ร้อนใน  กระหายน้ำ แก้อาการเบื่ออาหาร ช่วยเจริญอาหาร บำรุงร่างกาย

ขี้เหล็ก
ใบดอก  ช่วยคลายเครียด ทำให้นอนหลับ เจริญอาหาร แก้นิ่ว ขับปัสสาวะ  เป็นยาระบายอ่อนๆ

ขลู่
ใบดอก ขับปัสสาวะ ขับนิ่ว บำรุงไต ช่วยย่อยอาหาร ลดน้ำหนัก แก้ไข้ ขับเหงื่อ แก้ปวดเมื่อย

เก๊กฮวย(เบญจมาศ)
ดอก แก้ร้อนใน แก้กระหายน้ำ ทำให้ชุ่มคอ บำรุงหัวใจ บำรุงสมอง บำรุงตับ บำรุงสายตา แก้ปวดศีรษะ

กระเจี๊ยบแดง
กลีบดอก  แก้ร้อนในกระหายน้ำ ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ รักษาโรคนิ่ว ป้องกันการจับตัวของไขมันในเลือด

มะตูม
ผล  แก้กระหายน้ำ อ่อนเพลีย บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ ช่วยย่อยอาหาร เป็นยาอายุวัฒนะ

เถาวัลย์เปรียง
เถา แก้ปวดเมื่อย แก้กระษัยเหน็บชา  ทำให้เส้นเอ็นอ่อน แก้ไข้ แก้หวัด แก้บิด

เถาเอ็นอ่อน
เถาและใบ  แก้ปวดเมื่อย แก้เส้นตึง บำรุงเส้นเอ็น

ตะไคร้
โคนต้น  แก้อาการขัดเบาสำหรับผู้ที่ปัสสาวะขัด  ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด

หญ้าดอกขาว (หมอน้อย)
ทั้งห้า ลดความอยากบุหรี่ แก้ไข้ แก้ไอ แก้ดีซ่าน ท้องร่วง แก้ปวดท้อง แก้ริดสีดวงทวาร

ชะเอม
แก้ไอ ขับเสมหะ  รักษาแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ รักษาเส้นเลือดขอด

บัวบก
ใบ  แก้เจ็บคอ ร้อนใน กระหายน้ำ  รักษาโรคปากเปื่อย ลดไข้ แก้ท้องเสีย

หญ้าหวาน
ใบต้น ใช้แทนน้ำตาล หวานกว่าน้ำตาล
250 -300 เท่า  ไม่ให้พลังงาน จึงไม่อ้วน

เสลดพังพอนตัวเมีย

 

ผักหอมเป หรือ ผักชีฝรั่ง (Stink Weed) มีคุณค่าทางอาหารมาก นำไปกินใบสดหรือใช้เป็นส่วนประกอบในอาหาร ประเภทต้ม ลาบ ก้อย ป่น เพื่อดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ ส่วนคุณค่าทางยา จะได้วิตามินหลายชนิด เช่น วิตามิน ซี, บี 1, บี 2, ไนอาซีน และเบต้า-แคโรทีน ซึ่งเป็นสารเริ่มต้นของการสร้างวิตามินเอ




ตะไคร้ (Lemon grass) มีคุณค่ากับอาหารไทยมานานแล้ว ใส่ในต้มยำ แกงต่างๆ หรือจะหั่นฝอยใส่ยำ ใส่หม่ำ เพิ่มกลิ่นหอม เพิ่มรสชาติและดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ คุณค่าทางยา จะช่วยลดการบีบตัวของลำไส้บรรเทาอาการปวดท้อง ลดอาการจุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ใช้หัวนำมาคั่วไฟกินแก้ขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา แก้นิ่วในระยะแรกๆ แก้ปัสสาวะหยด และยังใช้ใบมาย่างไฟให้เหลือง แก้อาการปวดท้อง ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ บรรเทาอาการร้อนใน ริมฝีปากแห้ง
ตะไคร้หอม บางท้องถิ่นเรียก ตะไคร้แดง เพราะลำต้นสีแดง สรรพคุณแก้ริดสีดวง เป็นแผลในปาก ริมฝีปากแตก ร้อนในกระหายน้ำ สตรีมีครรภ์กินมากไม่ได้ กินแก้ขับเลือดเสีย ขับลมในลำไส้ ใช้ทาตามแขน ขา มือ เท้าป้องกันยุงและแมลงรบกวนได้ดี

สะระแหน่ (Kitchen mint) เป็นผักที่มีกลิ่นดี หอมเย็น เป็นผักกินสดๆ วิตามินจึงไม่ลดลงไปเพราะการใช้ความร้อน ใช้โรยหน้าต้มยำ ลาบ ก้อย คุณค่าทางอาหารและทางยาให้ความสดชื่น ความคิดแจ่มใส ตากแห้งผสมกับใบชาชงเป็นชาหอมได้ มีเบต้า-แคโรทีน และวิตามินซีสูง
ผักขะแยง (Balloon vine) ผักที่มีกลิ่นรสหอมฉุน ใช้ปรุงรสอาหารโดยเฉพาะแก่งอ่อมกบ แกงหน่อไม้ คุณค่าทางยา คั้นน้ำจากต้นแก้ไข้ ทั้งต้นเป็นยาขับน้ำนม ขับลมและเป็นยาระบาย มีวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด




ชะอม (Cha-om) ช่วยเพิ่มรสชาติให้อาหาร กินยอดอ่อนทั้งสดและลวก ยอดอ่อนแกงกับหน่อไม้ หรือทอดใส่ไข่จิ้มน้ำพริก คุณค่าทางยา แก้ท้องเฟ้อ ขับลมในลำไส้ แก้ปวดเสียวในลำไส้ มีเส้นใยอาหาร ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด และมีเบต้า-แคโรทีนสูง รากใช้ฝนกับน้ำหรือเหล้าขาวแก้ขับลมในกระเพาะอาหาร ท้องอืดเฟ้อ
ข่า (Greater galangal) เป็นพืชล้มลุก มีลำต้นอยู่ใต้ดินเรียกว่า เหง้า ใช้ประกอบอาหารช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ เป็นเครื่องแกง อาหารไทยหลายชนิดใช้ข่าเป็นเครื่องปรุงหลัก เช่น ต้มข่าไก่ แกงเผ็ด แกงเขียวหวาน คุณค่าทางยาในเหง้าจะมีน้ำมันหอมระเหยต่างๆ ทำให้ช่วยขับลม ท้องอืดท้องเฟ้อ ขับเสมหะ ใบใช้ตำพอกหรือทาโรคผิวหนัง หิด กลาก เกลื้อน ถ้าหญิงคลอดลูกใหม่ๆ เลือดขัดให้ใช้หัวข่าสดมาบดผสมน้ำมะขามเปียกและเกลือแกง บีบคั้นเอาแต่น้ำ ประมาณชามแกงย่อมๆ ให้ดื่มจนหมด จะช่วยขับเลือดเสียและทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น






กระชายหรือโสมไทย (Chinese Deys) นิยมใช้แต่งรสชาติอาหาร เช่น แกงป่า ผัดเผ็ด แกงส้มเนื้อ น้ำยาขนมจีน ถือว่าเป็นเครื่องเทศอย่างหนึ่ง กระชายมี 3 ประเภท เช่น กระชายดำ กระชายแดง กระชายเหลือง ที่ใช้ประกอบอาหารคือ กระชายเหลือง คุณค่าทางยาเชื่อว่ามีสรรพคุณคล้ายโสมบำรุงกำลัง เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ เช่น กระชายดำ ซึ่งเป็นที่กล่าวขานกันมากในปัจจุบัน อาจจะเรียกว่าโสมไทย จะมีน้ำมันหอมระเหยสรรพคุณดับกลิ่นคาว ทำให้กระเพาะลำไส้เคลื่อนไหวดี สรรพคุณทางยาของกระชาย ถ้าใช้หัวปรุงแก้อาการปากเปื่อย ปากเป็นแผล ปากแตกแห้ง ร้อนในกระหายน้ำ แก้ปวดท้อง จุกเสียด แก้บิดมูกเลือด บำรุงกำลัง บำรุงน้ำดีฯ

บัวบก (Indian penny wort) กินได้ทั้งต้นเป็นผักสดหรือลวกกินกับอาหารเช่น ป่น ลาบ แจ่ว นำไปประกอบอาหารอื่นเช่น แกงหวาย ยำกับปลาแห้ง คุณค่าทางยา นำมาต้มกินแก้ฟกช้ำ ลดอาการอักเสบได้ ทำเป็นครีมลบรอยแผลเป็น รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยผ่อนคลายทำให้ความจำและสมองทำงานได้ดี

ผักหวานป่า (pagwan pa) เป็นผักพื้นบ้านมีบางฤดู ส่วนที่นำมาปรุงเป็นอาหารได้คือ ยอดอ่อนและใบอ่อน เช่น แกงเลียง แกงจืดใส่หมูบะช่อ แกงใส่ปลาย่าง ผัดใส่หมู หรือผัดไฟแดง คุณค่าทางยาเพราะมีใบสีเขียวจึงมีวิตามิน เกลือแร่และเบต้า-แคโรทีนมาก

ผักกระเฉด (Water mimosa) คุณค่าทางอาหารกินสดกับขนมจีน หรือน้ำพริกกะปิ ยำกระเฉด หรือผัดไฟแดง ใส่แกงส้ม คุณค่าทางยา ถ้ากินสดจะได้ วิตามินบี, วิตามินซี เบต้า-แคโรทีน ไนอาซีนและเกลือแร่ต่างๆ

ผักเสี้ยน (ดอง) (pagsian, Capparidaceae) นิยมนำมาดองเค็มหรือดองเปรี้ยวกินกับป่น หรือแจ่ว คุณค่าทางยาแม้จะผ่านการดองแล้วแต่ปริมาณเบต้า-แคโรทีน ซึ่งเป็นสารเริ่มต้นของวิตามินเอยังสูงอยู่ และมีวิตามินแร่ธาตุอื่นๆ อีก

มะขาม (Tamarind) สรรพคุณ เป็นยาระบาย แก้อาการท้องผูก แก้ไอ และแก้หวัดคัดจมูก มีวิตามินซี ช่วยให้ ฟันและเหงือกแข็งแรง และทำให้ผิวพรรณดี

กะถิน ยอดและฝักใช้กินเป็นผักสด แก้ร้อนในกระหายน้ำ ช่วยให้เจริญอาหาร บำรุงหัวใจ เมล็ดแก่ กินแก้ขับลม ขับระดูในสตรี บำรุงไตและตับ แก้อาการนอนไม่หลับ เป็นยาอายุวัฒนะ แต่มียูริกสูงต้องห้ามสำหรับคนเป็นโรคเก๊าท์

กะเพรา ใช้ใบดอกประกอบอาหาร เพิ่มรสชาด สรรพคุณทางยาบำรุงธาตุ แก้ปวดท้อง ท้องขึ้น แก้ลมตาล ลมทรางในเด็ก ใช้ปรุงผสมกับสมุนไพรอื่นๆ เป็นยาเขียว ยาลมธาตุ ยาแก้กษัย ส่วนรากใช้ฝนใส่ฝาหม้อดินผสมกับสุราขาวหยอดใส่ปากเด็กโต 3-5 ขวบขึ้นไป ช่วยไล่ลมในกระเพาะ ลำไส้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ

กระเทียม ใช้ปรุงอาหารต่างๆ ช่วยให้มีกลิ่นเผ็ดร้อน ชวนรับประทาน ใช้หัวสดตำทาแก้โรคผิวหนัง เช่น เกลื้อน กลาก ตลอดจนเม็ดผดผื่นคันตามตัวทั่วไป ปรุงผสมสมุนไพรอื่นๆ ช่วยแก้ริดสีดวงทวาร ริดสีดวงลำไส้ ขับลมในกระเพาะ เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยให้นอนหลับง่าย แก้โรคหืด

ขี้เหล็ก ใบอ่อนนำมาต้มจนเปื่อย หมดรสขม นำมาแกงใส่อุ้งตีนวัว หรือหนังวัว/ควายตากแห้ง ปิ้งไฟทุบให้นุ่ม ใส่น้ำ

ใบยานาง บางคนก็ชอบกะทิใส่ลงไปแซบอีหลีเด้อสิบอกให่ สรรพคุณทางยา แก่นต้นขี้เหล็กนั้นแก้ธาตุพิการ อาหารไม่ย่อย บำรุงธาตุไฟแก้หนองในและกามโรคในบุรุษ ราก แก้ไข้หัวลม อากาศเปลี่ยนฤดู แก้ปวดเมื่อย เหน็บชา แก้กษัย บำรุงไต ดอก แก้โรคประสาทอาการนอนไม่หลับ แก้หอบหืด บดผสมน้ำฟอกผมบนศรีษะขจัดรังแค เปลือก แก้ริดสีดวงทวาร ริดสีดวงลำไส้ แก้โรคเบาหวาน สมานแผลให้หายเร็ว ใบแก่ แก้ถอนพิษ ถ่ายพิษ กามโรค ตำพอกที่แข้งขา มือเท้าที่มีอาการบวมเนื่องจากเหน็บชา ดับพิษร้อนถอนพิษไข้ พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย กิ่ง-ใบ ทำเป็นยาระบายถ่ายพิษ ขับเสลดในคอ แก้ไข้จับสั่น (มาลาเรีย) ฯ

แคขาว แคแดง ยอดใบ ดอกและฝักเรานำมากินเป็นผัก นึ่งใส่ปลา ลวกจิ้มแจ่ว แซบแท้ๆ และยังเป็นยาแก้ท้องเดิน ท้องร่วง สมานแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ แก้บิด มูกเลือด แก้ไข้หัวลม เปลือกต้นแคนั้นมีสรรพคุณทางยาแก้ร้อนในกระหายน้ำ ขับเสมหะในลำคอ ใช้ฝนเอามาทาแผลเปื่อย แผลสดได้ผลดี ส่วนใบนำมาตำพอกแผลสดเพื่อสมานเนื้อให้หายเร็ว

ตำลึง ใบตำนิน (ก็ว่า) ใบเป็นผักใช้ทำอาหารได้หลายอย่างทั้ง ผัด ลวก นึ่ง หรือจะใส่ในแกงก็อร่อย มีสรรพคุณทางยาดังนี้ ใบ ใช้ตำหรือบดผสมแป้งดินสอพอง พอกแผล ฝี ช่วยบีบรีดหนองให้แตกออกมา เพื่อให้แผลฝีหายเร็ว ใช้ใบปรุงกับสมุนไพรอื่นๆ เป็นยาเขียว ยาเย็น แก้ขับอาการร้อนในและพิษไข้ให้ตัวเย็นลง หรือนำใบไปตำทาตามผิวหนังแก้ผด ผื่นคัน เถา ใช้ตัดมาคลึงให้นิ่ม บีบเอาน้ำภายในออกมา หยอดตา แก้ตาฝ้า ฟาง ตาแดง ตาแฉะ มีขี้ตามาก ราก แก้ตาเป็นฝ้า ติดเชื้อ ดับพิษปวดแสบปวดร้อนในตา บำรุงธาตุเจริญอาหาร บำรุงหัวใจ บำรุงดี ทำให้ระบบขับถ่ายสะดวก รักษาโรคลำไส้และกระเพาะอาหาร ผลสุก มีสีแดงเป็นยาบำรุงร่างกายฯ

มะเขือเทศ อีสานบ้านเฮามักเอาใส่ตำบักหุ่ง (แซบอีหลี) ให้วิตามินซี แก้เลือดออกตามไรฟัน (ลักปิดลักเปิด) หากกินสม่ำเสมอจะทำให้ไม่เป็นมะเร็งในลำไส้ แก้โรคนอนไม่ค่อยหลับ หรือมักนอนผวา สะดุ้ง หรืออาการตกใจง่ายๆ

มะละกอ หรือหมากหุ่ง หรือบักหุ่ง ผลไม้สารพัดประโยชน์ในด้านอาหารของชาวอีสาน จะแห้งแล้ง อุดมสมบูรณ์ ถ้ามีหมากหุ่งละก็รอดตายเลย ใช้ทำส้มตำรสแซบ แกง หรือผัด ผลสุกกินเป็นของหวาน ตัดเป็นชิ้นๆ ลงในต้มเนื้อจะทำให้เนื้อเปื่อยง่าย เร็ว สรรพคุณทางยา ราก รสฉุนเอียนใช้แก้โรคหนองใน ขับเลือด หนองในกระเพาะปัสสาวะ บำรุงไต ก้านใบ มีสรรพคุณเช่นเดียวกัน กับทั้งฆ่าพยาธิในลำไส้และในกระเพาะอาหาร แก้โรคมุตกิต ระดูขาว เหง้า ตรงที่ฝังดินมีรากงอบโดยรอบ ใช้ทำยาขับและละลายเม็ดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะได้ผลดี

มะระ ผักไห่ หรือหม่านอย ตามท้องถิ่น คนจีนเรียก โกควยเกี๊ยะ สรรพคุณทางยา ยอดและใบอ่อน แก้โรคปวดตามข้อ ตามกระดูก ที่เรียกว่า รูมาติซั่มและเก๊า แก้อาการร้อนในกระหายน้ำ เมล็ด ฆ่าพยาธิในลำไส้ เป็นยาระบายอ่อนๆ ระลายพิษต่างๆ ให้ออกทางปัสสาวะและอุจจาระ ขับฤดูเสียในสตรี บำรุงดี ตับและม้าม ยอดมะระ ใช้แก้อาการเจ็บคอ ดับพิษร้อนถอนพิษไข้ ในปัจจุบันวงการแพทย์ไทยได้วิจัยค้นพบว่า สามารถใช้แก้โรคเอดส์เบื้องต้นได้ ทำให้เม็ดผื่นคัน แผลในร่างกายไม่ลุกลาม ทำให้กินได้นอนหลับ มีกำลังดีขึ้น

มะรุม ผักอีฮุม นำฝักอ่อนมาแกงใส่ปลาอร่อยนักแล สรรพคุณทางยา เปลือก ถากมาต้มน้ำกินเป็นยาช่วยขับลมในกระเพาะและลำไส้ บำรุงธาตุ ราก รสเผ็ด หวานขม ใช้แก้อาการบวมน้ำ บำรุงธาตุไฟ เจริญอาหาร ยอดและฝักอ่อน ช่วยให้เจริญอาหาร แก้ไข้หัวลม (เปลี่ยนฤดู) ช่วยย่อยอาหาร




สะเดา (Neem Tree) เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ส่วนที่ใช้ประโยชน์ คือ ก้านใบ ผล เปลือก เมล็ดและราก มียอดใบอ่อนให้กินตลอดปีใช้เป็นอาหาร เป็นต้นไม้ที่แมลงไม่ชอบ จึงเป็นยาปราบศัตรูพืช ยอดของสะเดามีเบตา-แคโรทีนมากช่วยลดน้ำตาลในเลือด และใช้ประโยชน์ทางยาได้มากมาย

ขมิ้นชัน (Turmeric, Curcuma) เป็นพืชล้มลุกที่มีอยู่เหง้าอยู่ใต้ดิน มีประโยชน์ในการช่วยดับกลิ่นคาว มีสารสีเหลืองชื่อ เคอร์คูมิน (Curcuma) ฤทธิ์ทางยาแก้ปวดท้อง มีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำดี รักษาอาการนิ่วในถุงน้ำดี รวมทั้งโรคกระเพาะ

พริก (Chilli) เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก ผลใช้เป็นยา ปรุงอาหาร ช่วยเจริญอาหารรักษาอาการอาเจียน โรคหิด ปอดบวม โดยใช้ผลพริกทำเป็นขี้ผึ้งทา

คึ่นไช่ (Celery) เป็นพรรณไม้ล้มลุกกลิ่นหอมทั้งต้น ส่วนที่ใช้ประโยชน์ได้แก่ ต้น เมล็ด ราก สรรพคุณทางยา ต้นลดความดัน รักษานิ่ว ปัสสาวะเป็นเลือด เมล็ดขับลมและระงับปวด รากใช้รักษาอาการปวดตามข้อและขับปัสสาวะ

ใบยานาง คนที่รู้จัก "ใบย่านาง, ใบยานาง" ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นคนภาคอีสาน หรือชอบกินอาหารอีสาน เพราะใบย่านางมักถูกใช้เป็นส่วนประกอบหนึ่งของแกงหน่อไม้ และซุปหน่อไม้ คงมีหลายคนที่ชอบกินแต่คงไม่ทราบว่าน้ำสีออกดำๆ เขียวๆ ที่อยู่ในซุปหน่อไม้ หรือแกงหน่อไม้นั้นได้มาจากน้ำของ "ใบย่านาง" นั่นเอง
แม้ว่าสีของน้ำใบย่านางนั้นอาจจะดูไม่ค่อยน่ากินสักเท่าไร แต่น้ำจากใบย่านางนั้นจะช่วยทำให้หน่อไม้ดองมีกลิ่นหอมและมีรสชาติกลมกล่อม เพราะช่วยกำจัดกลิ่นเปรี้ยวและรสขมออกไป ทำให้อาหารจานนั้นแซบนัวหลายๆ หรือหากจะนำยอดอ่อนใส่ในแกงต่างๆ ก็เพิ่มความอร่อยได้ด้วยเช่นกัน
นอกจากความเเซบแล้ว ใบย่านางยังมีสรรพคุณในการช่วยถอนพิษ แก้ไข้และลดความร้อนในร่างกายได้ อีกทั้งยังเป็นพืชที่ให้แคลเซียมและวิตามินซีค่อนข้างสูง และยังให้สารอาหารอื่นๆ เช่น ฟอสฟอรัส เหล็ก และวิตามินเอ วิตามินบี 1 บี 2 และเบต้า-แคโรทีน หากกินทั้งใบก็จะมีเส้นใยมาก ส่วนรากของใบย่านางช่วยถอนพิษ แก้ไข้ แก้เมารถ เมาเรือ แก้โรคหัวใจและแก้ลมได้ด้วย ขอแถมให้อีกนิด หากนำน้ำใบย่านางมาสระผม จะช่วยทำให้ผมดกดำ ชลอผมหงอกได้อีกต่างหาก

ดาวเรือง (Marigold flower) เป็นไม้ดอกไม้ประดับ นอกจากมีความสวยงาม ยังมีสารแคโรทีนอยด์ ที่เป็นประโยชน์ช่วยบำรุงสายตา รักษาสภาพผิวพรรณ ฯลฯ

สาบเสือ (Bitter, bush, Siam weed) เป็นไม้ล้มลุก ส่วนที่ใช้ประโยชน์ทั้งต้นและใบ มีกลิ่นหอมใช้เป็นยาฆ่าแมลงได้

กากเมล็ดชา ชาเป็นพรรณไม้ขนาดย่อมถึงกลาง ส่วนใช้ประโยชน์ได้แก่ ใบ ดอก ผล ใบอ่อน กากชา กากเมล็ด ใช้เป็นยา มีสารซาโปนิน คุณสมบัติล้างสิ่งต่างๆ ใช้สระผม ชำระสิ่งสกปรก เส้นผมชุ่มชื่นเป็นมัน

ชุมเห็ดเทศ (Ringworm Bush) เป็นพรรณไม้ขนาดกลาง ส่วนที่ใช้ประโยชน์ได้แก่ ต้น ใบ ดอก ฝัก เมล็ด และราก ใช้เป็นยาขับพยาธิ รักษาผิวหนัง กลากเกลื้อน รักษาหูด ขับปัสสาวะ

ดอกดึง (Climbing Lily) เป็นพรรณไม้เถาชนิดหนึ่ง ลำต้นเกิดจากหัวหรือเหง้า ส่วนที่ใช้ประโยชน์คือเหง้า มีฤทธิ์ในการบำบัดโรคปวดข้อ โรคเก๊า ฯลฯ

หนอนตายยาก เป็นพรรณไม้ล้มลุก รากมีสารกำจัดแมลง เช่น หนอนผีเสื้อ หนอนกระทู้ แมลงวันทอง นำมาสกัดหรือบดแล้วพ่น

--------------------------------------------------------------------------------

ต้นไมยราบ
ไมยราบเป็นสมุนไพรที่รู้จักดีของบรรดาหมอยาพื้นบ้านทุกภาค
และมักนิยมนำมาใช้เกี่ยวกับสรรพคุณเด่น คือการขับนิ่ว ขับปัสสาวะ แก้บวม ไส้เลื่อน วิธีการใช้ก็ไม่ยุ่ง
ยากซับซ้อน เพียงแค่นำไมยราบทั้ง 5 มาต้มกิน จึงไม่น่าแปลกใจที่ปัจจุบันนี้พบเห็นกลุ่มแม่บ้านนำ
ไมยราพทั้ง 5 มาผลิตเป็นชาชงดื่ม เพื่อช่วยในการขับนิ่ว

นอกจากนี้สรรพคุณของไมยราบที่หมอยาพื้นบ้านรู้จักนำมาใช้อย่างแพร่หลายอีก คือ แก้ปวดหลังปวดเอว
ปวดเมื่อย ปวดหัว ขับปัสสาวะ ขับนิ่ว แก้ไตพิการ โดยนิยมใช้ไมยราบทั้งห้าต้มกิน และถ้าเจาะลึกในตำรับ
ยาบำรุงสุขภาพของหมอยาอีสานจะนิยมผสมไมยราบลงใน ใบหม่อน เตยหอม คำฝอยและทองพันชั่งโดย
ใช้ไมยราพเป็นตัวยาหลัก เพื่อเป็นชาสมุนไพรดื่มบำรุงสุขภาพและใช้แก้อาการปวดหลัง

ในตำรายาสมุนไพรไทยระบุว่า ไมยราพมีรสจืดเฝื่อน มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ระดูขาว แก้ไตพิการ และนอกจากนี้
ยังมีการนำใบของไมยราบไปตำพอกรักษาแผล ทั้งแผลสด แผลเรื้อรัง แผลพุพอง ผดผื่นคัน เริม งูสวัด เป็นต้น

ต้นปีบ
ชื่ออื่น : กาซะลอง กาดสะลอง (ภาคเหนือ) เต็กตองโพ่ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 5-10 เมตร ลำต้นตรง เปลือกมีสีเทาเข้มแตก
เป็นร่องลึก มีช่องอากาศ รากเกิดเป็นหน่อ เจริญเป็นต้นใหม่ได้ ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก 3 ชั้น กว้าง 13-20 ซม.
ยาว 16-26 ซม. ก้านใบยาว 3.5-6 ซม. ตัวใบประกอบด้วยแกนกกกลางยาว 13-19 ซม. มีใบย่อย 4-6 คู่ ใบย่อย 4-6 คู่
กว้าง 2.5-3 ซม. ยาว 4-5 ซม. มีรูปร่างเป็นรูปหอกแกมรูปไข่ ฐานใบรูปลิ่ม ขอบหยักเป็นซี่หยาบ ปลายเรียวแหลม เนื้อ
ใบบางคล้ายกระดาษ เกลี้ยง ดอกเป็นดอกช่อกระขุกแยกแขนง ยาว 10-25 ซม. ดอกย่อยประกอบด้วย กลีบเลี้ยง มีสีเขียว
กว้างประมาณ 0.5 ซม. ยาวประมาณ 0.5 ซม. เชื่อมกันเป็นรูประฆังปลายตัด กลีบดอกมีสีขาว กลิ่นหอม กว้างประมาณ
0.5 ซม. ยาว 6-10 ซม. เชื่อมกันเป็นหลอดปากแตร แยกเป็น 5 แฉก 3 แฉกรูปขอบขนาน 2 แฉกล่างค่อนข้างแหลม เกสร
เพศผู้มีจำนวน 4 อัน สองคู่ยาวไม่เท่ากัน เกสรเพศเมียมีจำนวน 1 อัน อยู่เหนือวงเกลีบ ออกดอกประมาณเดือนพฤศจิกายน
- พฤษภาคม ผล เป็นผลแห้งแตก ลักษณะแบนยาวขอบขนาน มีเนื้อ เมล็ดมีจำนวนมา เป็นแผ่นบางมีปีก

ส่วนที่ใช้ : ราก ดอก ใบ
สรรพคุณ : เป็นพืชที่นำมาใช้ในการรักษาโรคได้หลายชนิด ในตำรายาไทย เช่น

ราก - บำรุงปอด รักษาวัณโรค อาการหอบหืด

ดอก - ใช้รักษาอาการหอบหืด ไซนัสอักเสบ เพิ่มการหลั่งน้ำดี (cholagogue) เพิ่มรสชาติ นำดอกปีบแห้ง ผสมยาสูบมามวน
เป็นบุหรี่ สำหรับสูบสูด เพื่อรักษาอาการหอบหืด

ใบ - ใช้มวนบุหรี่สูบแทนฝิ่น ขยายหลอดลม ใช้รักษาอาการหอบหืดได้เช่นกัน

ตำลึง
ส่วนที่ใช้ : ใบสด สรรพคุณ : ตำลึงอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์สูง
เช่น สารเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง และหัวใจขาดเลือด มีแคลเซียมช่วยบำรุงกระดูก และฟัน
และยังมีฟอสฟอรัส เหล็ก ไนอาซิน วิตามินซีและอื่น ๆ นอกจากนี้ จากการค้นคว้าของสถาบันวิจัยโภชนาการ มหา
วิทยาลัยมหิดล พบว่า ตำลึงมีเส้นใยอาหารที่สามารถช่วยลดอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง ในกระเพาะอาหารอีก
ด้วย สำหรับตำรายาแผนโบราณ ตำลึงถือเป็นยาเย็น ใบช่วยขับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้อาการแพ้ อักเสบ แมลงมี
พิษกัดต่อย แก้แสบคัน เจ็บตา ตาแดงและตาแฉะ แก้โรคผิวหนัง และลดน้ำตาลในเลือด

ราก : แก้ดวงตาเป็นฝ้า ลดความอ้วน แก้ไข้ทุกชนิด ดับพิษทั้งปวง ฝนทาภายนอก แก้ฝีต่างๆ แก้ปวดบวม แก้พิษ
ร้อนภายใน แก้พิษแมลงป่องหรือตะขาบต่อย

ต้น : กำจัดกลิ่นตัว น้ำจากต้น รักษาเบาหวาน

เปลือกราก : เป็นยาถ่าย ยาระบาย

เถา : แก้ฝี ทำให้ฝีสุก แก้ปวดตา แก้โรคตา แก้ตาฝ้า ตาแฉะ แก้พิษอักเสบจากลูกตา ดับพิษร้อน ถอนพิษ เป็นยาโรค
ผิวหนัง แก้เบาหวาน

ใบ : เป็นยาพอกรักษาผิวหนัง รักษามะเร็งเพลิง แก้ท้องอืด แก้ท้องเฟ้อ แก้จุกเสียด แก้หืด รักษาผื่นคันที่เกิดจากพิษของ
หมามุ้ย ตำแย บุ้งร่าน ใช้เป็นยาเขียว แก้ไข้ ดับพิษร้อน ถอนพิษทั้งปวง แก้ปวดแสบปวดร้อน ถอนพิษคูน แก้คัน แก้
แมลงกัดต่อย แก้ไข้หวัด แก้พิษกาฬ แก้เริม แก้งูสวัด

ผล : แก้ฝีแดง

ทั้งห้า รักษาโรคผิวหนัง รักษาอาการอักเสบของหลอดลม รักษาเบาหวาน
Tips : ใช้เป็นรักษาอาการแพ้ อักเสบ แมลงกัดต่อย เช่น ยุงกัด ถูกตัวบุ้ง แพ้ละอองข้าว โดยเอาใบสด 1 กำมือ ล้างให้สะอาด ตำ
ให้ละเอียดผสมน้ำเล็กแล้วคั้นน้ำจากใบเอามาทาบริเวณที่มีอาการ พอน้ำแห้งแล้วทาซ้ำบ่อยๆจนกว่าจะหาย


ผักบุ้งทะเล
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้เลื้อยล้มลุก เลื้อยไปตามผิวทรายหรือดิน
ชอบขึ้นในพื้นที่ใกล้ทะเล ทั้งต้นมีน้ำยางสีขาว ใบ เดี่ยว แผ่นใบกว้าง โคนใบรูปหัวใจ ปลายใบเว้าลึก ดอก ช่อ มี
4-6 ดอก กลีบดอกสีชมพูอมม่วง กลีบดอกติดกันปลายบานคล้ายปากแตร ดอกบานตอนเช้า บ่ายๆ จะหุบเหี่ยว ผล
เป็นผลแห้งแตกได้
ส่วนที่ใช้เป็นยา ใบและเถาสด : ช่วงเวลาที่เก็บเป็นยา เก็บใบขนาดกลางที่สมบูรณ์เต็มที่
รสและสรรพคุณยาไทย : ถอนพิษลมเพลมพัด(อาการบวมเปลี่ยนที่ไปตามอวัยวะทั่วไป)ทำเป็นยาต้มอาบแก้คันตาม
ผิวหนังมีการบันทึกว่ายางมีพิษรับประทานแล้ว เมา คลื่นไส้ วิงเวียน

พิมเสนต้น
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุก สูง 30-75 ซม. ทุกส่วนมีกลิ่นหอม ใบเดี่ยว
เรียงสลับ รูปไข่ กว้าง 5-8 ซม. ยาว 7-10 ซม. ขอบใบหยักมน ดอกช่อ ออกที่ซอกใบและปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาวประม่วง
ผลแห้ง ไม่แตก
ส่วนที่ใช้ : ใบ
สรรพคุณ : ใบ - ปรุงเป็นยาเย็น ถอนพิษร้อน แก้ไข้ทุกชนิด ทำให้ความร้อนในร่างกายลดลง โดยมากมักปรุงเป็นยาเขียว
ถอนพิษไข้ และยาหอมก็เข้าใบพิมเสนต้นนี้

อบเชย
เป็นพันธุ์ไม้ยืนต้น ขนาดกลาง สูงประมาณ 15 - 20 เมตร ไม่ผลัดใบ
เรือนยอดเป็นพุ่มกลมรูปเจดีย์ต่ำทึบ เปลือก เรียบสีเทาแก่หรือเทาปนน้ำตาล
ใบ เป็นใบเดี่ยวรูปขอบขนานเนื้อใบหนาแข็งและกรอบมีเส้นแขนงจากโคนใบ
3 เส้น (เฉพาะใบอบเชยญวน เมื่อขยี้ จะมีกลิ่นหอม ) ดอก เล็กสีเหลืองอ่อน
หรือเขียวอ่อนออกรวมกันเป็นช่อโต ตามปลายกิ่ง ผล เล็กแข็งรูปไข่กลับผล
มีเมล็ดเดียว

ส่วนที่ใช้ประโยชน์ :
เนื้อไม้ (อบเชยญวน) มีกลิ่นหอม เนื้อหยาบแข็ง ค่อนข้างเหนียว ใช้ในการ
แกะสลักทำเครื่องเรือน,หีบใส่ของใส่เสื้อผ้า ช่วยป้องกันมดแมลง รากและใบ
ต้มให้หญิงที่คลอดบุตรใหม่ รับประทานรักษาไข้จากการอักเสบหลังคลอด
เปลือก มีรสหวานหอมใช้เป็นส่วนผสมยาหอม ยานัตถุ์ แก้ปวดศีรษะ เป็นยา
บำรุงกำลัง ขับลมแก้จุกเสียดแน่นท้อง บำรุงดวงจิต และใช้เป็นเครื่องเทศปรุง
อาหารน้ำมันที่กลั่นได้จากเปลือกใช้เป็นยาฆ่าเชื้อโรคและกันบูด

ข้อควรระวัง :
ให้งดใช้ในเด็กเล็ก อายุต่ำกว่า 2 ขวบ ผู้ที่มีปัสสาวะเป็นเลือด
ปัสสาวะขัด เป็นโรคริดสีดวง อุจจาระแห้งแข็ง และหญิงมีครรภ์ ไม่ควรกินอบ
เชยเพราะจะเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน และเป็นอันตรายต่อไตได้

ลูกจันทร์เทศ
ประโยชน์ ลูกจันทน์เป็นเครื่องเทศที่มีการนำไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางใน
เกือบทุกด้าน โดยเฉพาะในด้านการแพทย์นั้น ได้ใช้ลูกจันทน์เป็นยามาเป็นเวลานานแล้ว เช่น ใช้น้ำมันหอมระเหย รับประ
ทานแก้การอักเสบของทางเดินปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะ ใช้เป็นยาขับลม ในอินเดียนำไปผสม เป็นยารับประทานแก้
ปวดหัว เป็นไข้หรือทำให้ลมหายใจมีกลิ่นสะอาดและแก้อาการผิดปกติ ของระบบทางเดินอาหาร ชาวอาราเบียได้ใช้ลูก
จันทน์เป็นยาขับลมมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 นอกจากนี้ยังใช้เป็นยาเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ แก้การเจ็บปวดที่ไตและกระเพาะอาหาร

สำหรับในประเทศไทยนั้นได้ใช้ลูกจันทน์แก้ร้อนใน จุกเสียด กระหายน้ำ ขับลมในลำไส้ บำรุงโลหิต แก้ท้องร่วง แก้บิด แก้หืด
แก้เสมหะ และแก้ริดสีดวง นอกจากนี้ประชากรในภาคใต้ของไทย และมาเลเซียยังได้นำผล (ลูก) จันทน์มาแช่อิ่มเพื่อรับประทาน
เป็นอาหารหวาน หรือนำส่วนที่เป็นเนื้อของผล ไปทำเป็นผลไม้กวน เป็นต้น ในทางด้านอาหารได้นำลูกจันทน์และดอกจันทน์ไป
ใช้แต่งกลิ่นอาหารหลายชนิด เช่น พุดดิ้ง ขนมปัง ซอส แฮม เนย ไส้กรอก เค้ก ปลา เนื้อสัตว์และสัตว์ปีกต่างๆ ทำให้มีกลิ่นหอม
ชวนรับประทาน รวมทั้งได้นำไปใช้ในการถนอมอาหารอีกด้วย นอกจากนี้ยังได้นำลูกจันทน์ และดอกจันทน์ไปใช้ในอุตสาหกรรม
เครื่องหอมต่างๆ และเครื่องสำอางเช่นกัน

ว่านหางจระเข้
ดัน "ว่านหางจระเข้" เข้าบัญชียาหลักฯ

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พญ.วิลาวัณย์ จึงประเสริฐอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
กล่าวในการประชุมสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นว่าด้วยแผนยุทธศาสตร์ชาติ การพัฒนาภูมิปัญญาไท สุขภาพ
วิถีไท ฉบับที่ 2 ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)

ว่า ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างเตรียมผลักดันสมุนไพรว่านหางจระเข้ ที่มีสรรพคุณสมานแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก เข้า
สู่บัญชียาหลักแห่งชาติหลังจากคณะกรรมการบัญชียาหลักฯ พิจารณาเพิ่มยาสมุนไพรเป็น 72 รายการ จาก
เดิมที่มีเพียง 19 รายการ

"ว่านหางจระเข้เป็นสมุนไพรพื้นฐาน 1 ใน 5 รายการ ที่มีการใช้ประโยชน์ในการรักษาอาการ รวมทั้งโรคต่างๆ
มานาน เรียกว่าคนสมัยก่อนต้องมีติดบ้าน" พญ.วิลาวัณย์กล่าว

และว่า ในวันที่ 23 มีนาคมทางกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ จะมีการประชุมคณะกรรมการวิชาชีพการแพทย์
แผนไทย รวมทั้งผู้แทนจากกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพรว่ามีสมุนไพรชนิดใด
อยู่ในพื้นที่ใดบ้าง

พญายอ(เสลดพังพอนตัวเมีย)
“พญายอ” สมุนไพรฆ่าเชื้อไวรัส ชื่อท้องถิ่น : ผักมันไก่ ผักลิ้นเขียด (เชียงใหม่) หญ้าปล้องดำ (ลำปาง) เสลดพังพอนตัวเมีย พญาปล้องทอง (ภาคกลาง) ลิ้นมังกร โพะโซ่จาง (กะเหรี่ยง)

พญายอเป็นไม้พุ่งแกมเลื้อย เถาและใบมีสีเขียวใบไม้ไม่มีหนาม ใบยาวเรียวปลายแหลม ออกตรงข้ามเป็นคู่ ดอกออกเป็นช่อ อยู่ที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมี 3-6 ดอก กลีบดอกเป็นดอกปลายแยกสีแดงอมส้ม

พญายอขึ้นได้งามในดินที่สมบูรณ์ แสงแดดปานกลาง พบได้ทั่วไปตามป่าในประเทศไทย หรือปลูกกันตามบ้าน ปลูกโดยใช้ลำต้นปักชำ เป็นต้นไม้ที่ปลูกง่าย ตัดกิ่งออกมาซัก 2-3 คืบ ปักขำให้รากออกมาดีแล้วก็ย้ายไปปลูกในแปลง ดูแลรักษาเหมือน พืชไม้ทั่วไป

ใบ เป็นยา ให้เก็บขนาดกลางที่สมบูรณ์ ไม่แก่หรือไม่อ่อนจนเกินไป ใบของพญายอสามารถลดอาการักเสบของหูได้ดี โดยเฉพาะส่วนที่สกัดด้วยสารละลาย “บิวทานอล” วงศ์สถิต ฉั่วกุล และคณะได้ศึกษาพบว่าสารสำคัญตัวหนึ่งเป็น “เฟลโวนนอยต์” ส่วนด้านที่มีการต้านพิษงูยังไม่ชัดเจน แต่ปลอดภัยพอที่จะใช้

ใบพญายอรักษาอาการอักเสบเฉพาะที่ (ปวด, บวม, แดง ร้อนแต่ไม่มีไข้) จากแมลงที่มีพิษกัดต่อย เช่น ตะขาบ แมงป่อง ผึ้ง ต่อ แตน รักษาโดยการเอาใบสดจากพญายอนี้มาสัก 10-15 ใบ (มากน้อยตามบริเวณที่เป็น) ล้างให้สะอาด ใส่ลงในครกตำยา ตำให้ละเอียด เติมแอลกอฮอล์พอชุ่มยา ตั้งทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ หมั่นคนยาทุกวัน กรองน้ำยา ใช้น้ำ และกากทาบบริเวณที่เจ็บปวดบวม หรือที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อย

ข้อมูลจากงานวิจัยระบุว่า สารสกัดจากใบพญายอ สามารถฆ่าเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคอีสุกอีใส งูสวัด (Varicella zoster virus) ทั้งภายในและภายนอกเซลล์ คือ ยับยั้งไวรัสโดยตรง และยับยั้งการเพิ่มจำนสวนของไวรัส

ผู้ป่วยโรคเริมบริเวณอวัยยะสืบพันธุ์ที่ติดเชื้อครั้งแรกและติดเชื้อซ้ำ เมื่อรักษาโดยทาแผลของผู้ป่วยด้วยครีมพญายอ (5%) เปรียบเทียบกับยามาตรฐาน Acyclovir พบว่า แผลของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอและ Acyclovir จะตกสะเก็ดภายในวันที่ 3 และหายภายในวันที่ 7 แสดงว่าครีมพญายอและครีม Acyclovir มีประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยโรคเริมบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ให้หายได้เร็วพอกัน แต่ครีมพญายอ ไม่ทำให้เกิดอาการแสบระคายเคือง ในขณะที่ครีมทำให้แสบและราคาแพง

ผู้ป่วยโรคงูสวัด เมื่อรักษาโดยทาแผลด้วยครีมพญายอ (5%) วันละ 5 ครั้งทุกวัน ปรากฎว่าแผลจะตกสะเก็ดภายใน 1-3 วัน และหายภายใน 7-10 วัน พบว่าผู้ป่วยจะหายเร็วกว่าการใช้ยาชนิดอื่น และไม่พบอาการข้างเคียงใดๆ จากการใช้สารสกัดใบพญายอ

เห็นได้ชัดว่า สมุนไพรไทย พญายอ มีสรรพคุณมากมาย อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันอันตรายจากการใช้สมุนไพร คุณผู้อื่นต้องศึกษาให้ละเอียด และหาซื้อจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้เท่านั้น




สมุนไพรต้านหวัด
ตัวอย่างสมุนไพรไทยที่มีสรรพคุณในการป้องกันและบรรเทาอาการหวัด

- กระเทียม มีสาร "อัลลิซิน" (allicin) ซึ่งมีกลิ่นฉุน ฆ่าเชื้อได้ ส่วนกระเทียมโทน มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อได้ดีกว่า "เพนนิซิลลิน" และ "เตตร้าซัยคลิน" ที่เป็นยาฆ่าเชื้อ (ยาปฏิชีวนะ) ที่ใช้โดยทั่วไป นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อที่เป็นสาเหตุของท้องเสีย แผลติดเชื้อ วัณโรค ไทฟอยด์ และกลากเกลื้อน

- ขิง มีสารประกอบให้รสเผ็ดอร่อยอย่าง "จินเจอรอล" และ "โชกาออล" ช่วยบรรเทาหวัดและไข้หวัดใหญ่ ซึ่งสามารถนำมาปรุงผ่านความร้อนหรือรับประทานสด นอกจากนี้ยังบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ คลื่นไส้และวิงเวียนศีรษะได้อีกด้วย

- มะขามป้อม ในส่วนที่กินได้ 100 กรัม มะขามป้อมมีวิตามินซี 276 มิลลิกรัม สามารถนำเนื้อผลแห้งหรือสดมารับประทานเพื่อขับเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ นอกจากนี้ ถ้านำผลแห้งมาต้มดื่มจะช่วยแก้ไข้

- กะหล่ำปลี ถ้าดิบจะมีวิตามินซีสูงที่สุด โดยเฉพาะกะหล่ำดาวที่ 1 ถ้วย มีวิตามินซีถึง 97 มิลลิกรัม แถมยังมีสารต้านมะเร็งหลายตัว ช่วยลดโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ได้ โดยรับประทานได้ทั้งสดและปรุงสุก แต่ไม่ควรกินแบบสดๆ ในปริมาณมากๆ เพราะสาร "กอยโตรเจน" (Goitrogen) จะไปขัดขวางการทำงานของต่อมไทรอยด์ ทำให้ร่างกายขาดไอโอดีน หากปรุงสุกกอยโตรเจนจะสลายไป

- ฟ้าทะลายโจร เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมในการบรรเทาและรักษาอาการเจ็บคอ ซึ่งเคยมีการศึกษาระบุถึงประสิทธิผลในการบรรเทาอาการหวัด ต่อมทอนซิลอักเสบ มีคุณสมบัติแก้ไข้ และต้านการอักเสบ เนื่องจากมีสาร "แอนโดรกราโฟไลด์" เป็นส่วนประกอบสำคัญ เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันการแพทย์แผนไทยทดลองให้ยาเม็ดสารสกัดฟ้าทะลายโจรแก่ผู้ป่วยไข้หวัด พบว่าอาการไอ เสมหะ น้ำมูกไหล ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดหู นอนไม่หลับและเจ็บคอลดลง

- พริก มีวิตามินซีและสารที่ทำให้เกิดรสเผ็ดที่เรียกว่า "แคปไซซิน" (Capsaicin) ช่วยบรรเทาให้ระบบทางเดินหายใจโล่งขึ้นและโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังลดลง

นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและกระตุ้นการสร้างสาร "ไนตริกออกไซด์" ที่ช่วยขยายและเสริมสร้างความแข็งแรงให้หลอดเลือด ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดด้วย

สูตรและเคล็ดลับสมุนไพรใกล้ตัวหายป่วยด้วยสมุนไพร

สูตรและเคล็ดลับสมุนไพรใกล้ตัวเล่มนี้ ผู้เขียนได้รวบรวมมาจากคำบอกเล่าของผู้เฒ่า ผู้แก่และหมอพื้นบ้านที่เก็บอำสูตรเอาไว้มานานเพราะไม่ค่อยมีใครสนใจ แต่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นประโยชน์และมีคุณค่ามากจึงสืบถามจากท่านทั้งหลายมาเผยแพร่ คงดีกว่าให้ความรู้นี้สูญสลายไปกับวัยและสังขารของท่าน ท่านใดอ่านแล้วช่วยบอกคนอื่นต่อๆไปด้วย คงได้ประโยชน์มากๆ

ใบพลูแก้ปวด ท่านคงจะเคยมีอาการปวดเมื่อย เคล็ด ขัด ยอกตามร่างกายหลังจากทำงานมาหนักๆ จะนอนพักก็รู้สึกว่าปวด หยูกยาก็ไม่มีกินถึงมีกินก็กลัวกัดกระเพาะ ลองใช้วิธีนี้ดูสิ ถ้าท่านรู้สึกปวดเมื่อยบริเวณไหน ให้เอาใบพลูไปอังไฟให้ร้อนได้ที่ แล้วเอาไปนาบตรงที่ปวด หายเป็นปลิดทิ้งเลยครับ

กระชายแก้ลมวิงเวียน อาการวิงเวียนศรีษะนี่ก็เป็นกันมาก ถ้าอาการกำเริบเมื่อไหร่บ้านพลิกไปพลิกมาน่าเวียนหัว แต่เรามีวิธีแก้ไข เอารากกระชายแก่ๆมาล้างให้สะอาดหั่นเป็นแว่นบางๆแล้วตากแห้งเก็บไว้ ให้ท่านชงรากกระชายกับน้ำร้อนแทนใบชา ดื่มเป็นประจำแก้ลมวิงเวียนดีนักแลหรือจะทำยาโด๊ป ก็ให้เอารากกระชายเผาไฟแล้วฝนกับน้ำปูนใส รับรองภรรยาไม่หนีไปไหน

ผักบุ้งดับพิษบุ้ง บุ้งคือหนอนชนิดหนึ่งที่ตัวอ้วนๆสั้นๆมีขนรอบตัว อาจจะดูน่ารักอยู่หรอก แต่ถ้าไปถูกตัวมันเมื่อไหร่แสบเข้าไปถึงทรวงแน่นอน เป็นผื่นคันปวดแสบปวดร้อน แต่ก็รักษาไม่ยากให้หาผักบุ้งมา 1 กำมือเด็ดเอาแต่ใบ โขลกให้ละเอียดผสมกับเหล้า 40 ดีกรี ถ้าไม่มีก็เอาเหล้าอะไรก็ได้ ใส่ให้พอแฉะๆแล้วเอามาทาตรงที่คัน สักพักอาการคันจะหายทันที

เปลือกกล้วยแก้ผื่นแพ้ลมพิษ เวลามดกัดแมลงต่อยหรือเป็นลมพิษ จะรู้สึกคันมากๆยิ่งเกาก็ยิ่งคัน บางทีเกาจนถลอกปอกเปิกไปเลยก็มี ลองใช้เปลือกกล้วยดูสิหายปลิดทิ้งภายในหนึ่งนาทีเลย เอาเปลือกกล้วยโดยเฉพาะกล้วยน้ำว้าดีที่สุด เอาด้านในของเปลือกกล้วยสุกมาทาตรงบริเวณที่มีผื่นคัน รับรองหายปลิดทิ้ง

ใบพลูห้ามเลือดกำเดา เลือดกำเดาหมายถึงเลือดที่ไหลออกจากรูจมูกเท่านั้นถ้านอกเหนือจากรูจมูกไม่เรียกว่าเลือดกำเดา ซึ่งอาจจะออกด้วยสาเหตุหลายประการเช่นถูกภรรยาตบเวลากลับบ้านดึกๆ มีวิธีห้ามเลือดกำเดาง่ายๆ ให้เอาใบพลูมา 1 ใบม้วนให้กลมกะให้พอดีรูจมูกระหว่างที่ม้วนก็ขยำใบพลูให้พอช้ำๆไปด้วยแล้วยัดใส่รูจมูก ทิ้งไว้สักหนึ่งชั่วโมงเลือดจะหยุดไหล

บวบขมกำจัดเหา คนที่ไม่หมั่นสระผมมักจะเป็นเหาโดยเฉพาะน้องๆนักเรียนประถมจะเป็นกันมาก วิธีกำจัดเหามีมากมายหลายวิธีลองวิธีนี้ดูสิรับรองทำครั้งเดียวได้ผลดี เหาตายหมด หาบวบขมมา 1 ลูก แกะเอาเปลือกออกเอาน้ำในลูกบวบทาให้ทั่วหัว ทิ้งให้แห้งแล้วจึงล้างออกให้สะอาด รับรองเหาจะหนีหน้าจากหัวไปอย่างเด็ดขาด

ผักแว่นบกแก้ไอและเจ็บคอ ถึงหน้าฝนแล้วโรคหวัดก็จะมาเยือนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่และโรคที่แฝงมากับหวัดก็คือไอและเจ็บคอ ผักแว่นช่วยให้หายได้ หาก็ไม่ยากแถบชนบท ให้เอาต้นกับใบล้างให้สะอาดขนาดพอคำ เอาเกลือเม็ดยัดตรงกลางแล้วอมเหมือนเมี่ยง อาการไอและเจ็บคอจะหายปลิดทิ้ง

เข็มไทยแก้ปากเปื่อย เวลาปากเปื่อยเป็นแผลร้อนในจะทรมานมาก กินน้ำพริก กินแกงเผ็ดก็ไม่ได้ แต่ใบเข็มช่วยรักษาให้หายได้โดยเอาใบเข็มสัก 5 ใบล้างให้สะอาดใส่หม้อกา ใส่น้ำให้ท่วมใบต้มให้เดือดแล้วเอาน้ำอุ่นจากในกามาอมกลั้วคอประมาณ 5 นาทีวันละ 2 ครั้งเช้า-เย็นราวๆ 3-4 วันก็หาย

หญ้าเจ้าชู้แก้ไข้ทับระดู ไข้ทับระดูจะเกิดกับผู้หญิงเท่านั้น ผู้ชายและกะเทยจะไม่เป็นโรคนี้เด็ดขาด จะมีก็คงไปทับแข้งทับขาใครเข้า การรักษาโรคไข้ทับระดู รักษาได้ง่ายๆดังนี้ ให้ไปถอนหญ้าเจ้าชู้มาหนึ่งกำมือ ล้างให้สะอาดมัดเป็นสามเปลาะใส่หม้อใส่น้ำให้ท่วมตัวยา ต้มสิบนาทีแล้วตักกินครั้งหนึ่งแก้ว ถ้ากินหนึ่งแก้วให้แก้มัดหนึ่งเปลาะพอกินครบสามเปลาะอาการจะหายทันที

เมล็ดมะละกอแก้ประจำเดือนไม่มา ประจำเดือนถ้ามาตรงตามนัดก็ดีไปแต่ถ้าไม่มาสิเป็นเรื่องต้องขวนขวายหาทางทำให้มันมาให้ได้ ลองวิธีนี้สิรักษาหายทุกราย เอาเมล็ดแก่ของมะละกอล้างน้ำให้สะอาดผึ่งลมให้แห้งแล้วเอาไปคั่วในกระทะให้กรอบแล้วบดเป็นผงไว้ เวลาจะกินก็ตักผงมะละกอมา 2 ช้อนกาแฟผสมกับเหล้า 1 ถ้วยชาดื่มรวดเดียวให้หมด ทำกินวันละสามเวลา ประจำเดือนจะมาตรงตามชื่อเลยล่ะ

ใบฝรั่งแก้ท้องร่วง เวลาท้องเสียขึ้นมา ทรมานเหลือเกินเดินเข้าเดินออกทั้งที่ไม่อยากจะเข้าแล้วแต่ก็ต้องไป แถมถ่ายจู๊ดๆจนแสบทวาร เวลาท้องร่วงให้เอาใบฝรั่งแก่ๆสัก 10 ใบมาตำคั้นเอาน้ำแล้วผสมกับน้ำผึ้งทานหลายๆครั้งอาการท้องร่วงและอ่อนเพลียจะค่อยๆหายไปในที่สุด แล้วต่อไปก็กินอาหารสะอาดปรุงเสร็จใหม่

มะเขือพวงแก้เบาหวาน มะเขือพวงไม่ใช่มะเขือเผาถ้าเป็นมะเขือเผาแล้วต้องปลดระวาง แต่มะเขือพวงใช้รักษาเบาหวานได้ดีและลดน้ำตาลแบบค่อยเป็นค่อยไปไม่ลดฮวบจนเป็นลม ให้เอามะเขือพวงหนึ่งมือกับน้ำ 6 แก้วใส่หม้อต้มจนเละแล้วกรองเอาแต่น้ำกินวันละ 1 แก้วจนหมด

มะกรูดแก้น้ำกัดเท้า เข้าหน้าฝนแล้วไปทางไหนก็เฉอะแฉะไปหมดยิ่งต้องเดินลุยน้ำเท้าเปล่าแล้วอาจจะเป็นโรคน้ำกัดเท้าต้องรีบรักษาให้เอามะกรูดผ่าซีกบีบน้ำให้ทั่วแผลน้ำกัดเท้า ให้ทำวันละ 2 ครั้งเช้า-เย็น ไม่เกิน 5 วันอาการน้ำกัดเท้าจะหาย

กระเทียมแก้หูอื้อลมออกหู เวลาลมออกหูหูอื้อไม่ว่าสาเหตุไหนก็ตาม ฟังภรรยาบ่นจนหูอื้อหรือโดนฝ่ามือที่บ้องหูเวลาเจรจาไม่ตกฟาก โบราณท่านว่าให้เอากระเทียม 2 กลีบตำแล้วคั้นน้ำหยอดลงในหู ทิ้งไว้สักครู่อาการจะหายปลิดทิ้งแต่อย่าใส่หลายกลีบท่านอาจจะแสบจนหูอื้อตาลายก็ได้

ผักขึ้นฉ่ายแก้โรคข้อโรคเก๊าท์ ผักขึ้นฉ่ายส่วนมากจะเอาใส่ในอาหารประเภทยำหรือก๋วยเตี๋ยวให้มีกลิ่นหอมน่าทานแต่ผักขึ้นฉ่ายยังมีสรรพคุณทางยาช่วยขับกรดยูริค แก้ปวดบวมหัวเข่า ถ้าผู้สูงอายุที่บ้านเป็นโรคเก๊าท์หรือปวดข้อ ข้อบวมให้ทำให้ท่านกินเป็นลูกกตัญญู ให้เอาผักขึ้นฉ่ายสดๆมาตำคั้นน้ำให้ได้น้ำสดๆให้ทำกินวันละ 1 แก้วทุกวันๆจนอาการหาย

หนุมานประสานกายแก้หืดหอบ โรคหืดหอบเป็นโรคประจำตัวที่ทรมานมากเหมือนกันยิ่งเวลาเจอฝน อากาศเย็น จะมีอาการหืดแล้วหอบหายใจแทบไม่ทันและต้องกินยาทุกวันแบบไม่รู้ว่าจะหายวันไหน มีสูตรเด็ดที่รักษาให้หายได้แต่ต้องตั้งใจมากๆหน่อย ให้เอาหนุมานประสาน กาย 7 ยอดใส่น้ำ 2แก้วต้มให้เหลือ 1 แก้ว ให้กินครั้งละครึ่งแก้วก่อนอาหาร 15 นาทีเช้า-เย็น ประมาณ 2 เดือนอาการหืดหอบจะหายไป

หัวไชเท้ารักษาโรคนิ่วในไต โรคนิ่วในไตใครเป็นแล้วต้องผ่าทุกราย ยิ่งในชนบทจะเป็นกันมากคงเพราะน้ำดื่มและอาหารไม่สะอาดพอ ผู้ป่วยกินหลายรายแล้วได้ผลดีมาก ไม่ต้องไปผ่านิ่วอีกเลยเพราะสูตรนี้จะช่วยสลายก้อนนิ่ว ให้เอาหัวไชเท้าขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่มาล้างปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นแว่นสัก 10 แว่นแช่น้ำผึ้งไว้ 12 ชั่วโมงแล้วเอามากิน กินทั้งน้ำผึ้งและหัวไชเท้าให้หมดพร้อมกัน ถ้าหมดแล้วก็ทำกินอีกแล้วให้สังเกตุดูน้ำปัสสาวะช่วงแรกจะขุ่นข้นมากต่อไปจะใสขึ้นเรื่อยๆจนสีปัสสาวะปกติ

พริกขี้หนูรักษาฝี ฝีไม่ว่าจะเป็นตรงไหนจะปวดและทรมานมาก ยิ่งฝีมะม่วงน่าอายเลยล่ะ รักษาได้ง่ายๆแต่ต้องทำตั้งแต่เริ่มเป็น เวลาเป็นฝีที่ตรงไหนให้เอาพริกขี้หนูสดหักครึ่งแล้วเอาทาที่หัวฝีโดยกลั้นใจทาวนให้ทั่ว 7 รอบ ภายใน 2 วันเห็นผลชะงัดนัก

มะนาวดับพิษปลาดุกยัก เวลาโดนปลาดุกยักแล้วปวดจนพูดไม่ออกต้องวิ่งโร่หายาหม่อง ยาแก้ปวด ทำให้วุ่นวายทั้งบ้านให้ลองใจเย็นแล้วเอามะนาวผ่าซีกแล้วกดหรือถูตรงรอยปลาดุกยัก รับรองเพียงครู่เดียวอาการปวดจะหายไปหมดสิ้น

บำรุงน้ำนม ในหญิงให้นมลูกหลายคนจะเจอปัญหาน้ำนมไม่เพียงพอจะเป็นเพราะพ่อเด็กดูดไปหมดหรือเปล่า อันนี้ต้องสืบเอาเองแต่ถ้าน้ำนมไม่พอหรือไหลไม่สม่ำเสมอ ให้หาหัวปลีมาแกงกินทุกวันประมาณ 10 วันหรือเอาเม็ดขนุนมาต้มกินเล่นเป็นอาหารว่าง กินสัก 10 วันน้ำนมจะไหลสม่ำเสมอเลยล่ะ

ผักสวนครัวรักษาโรคได้



กระถิน
สรรพคุณ ยอดและฝักใช้กินเป็นผักชนิดหนึ่ง แก้ร้อนใน กระหายน้ำ
ช่วยให้เจริญอาหาร บำรุงหัวใจ // เมล็ดแก่ แก้ขับลม ขับระดูในสตรี
บำรุงไตและตับ แก้อาการนอนไม่หลับ เป็นยาอายุวัฒนะ ฯ

กะเพรา
สรรพคุณ ดอก ใบ กิ่ง ใช้ปรุงเป็นยาบำรุงธาตุ แก้ปวดท้อง ท้องขึ้น เฟ้อ เรอ
เหม็นเปรี้ยว แก้ลมตาล ลมทรางในเด็ก แก้ลมตีป่วนในท้อง ช่วยขับลม
ใช้ผายลมและเรอออกมา แก้ลมจุกเสียด ทั้งเด็กและผู้ใหญ่
ใช้ปรุงผสมกับสมุนไพรอื่นๆ เป็นยาเขียว ยาลม ยาธาตุ และยาแก้กษัย // ราก
ใช้ฝนใส่ฝาหม้อดินผสมกับสุราขาว หยอดใส่ปากเด็กโตอายุ 3-5 ขวบขึ้นไป
ช่วยให้ลมในกระเพาะลำไส้ เด็กเล็กกว่านี้ใช้เป็นยาแก้ถ่ายขี้เทา
ช่วยให้ผายลมในกรร๊เด็ดท้องอืด ท้องเฟ้อ มักจะเรอน้ำนม ฯ

กระเทียม
สรรพคุณ กระเทียม มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามสภาพท้องถิ่น มักลิ่นเผ็ดร้อน
ทางเหนือเรียก หอมเทียม ภาคอีสานเรียก หอมขาว ปักษ์ใต้เรียก หัวเทียม
ใช้หัวสดตำทาแก้โรคผิวหนัง เช่น เกลื้อน กลาก เรื้อนกวาง
ตลอดจนผดผื่นคันตามตัวทั่วไป ปรุงผสม สมุนไพรอื่น แก้ริดสีดวงทวาร
ริดสีดวงลำไส้ แก้ขับลมปัสสาวะ แก้กษัยบำรุงไต แก้ขับระดูในสตรีพิการ
มีกลิ่นคาว เหม็นเน่า แก้อาการโรคประสาทอ่อนๆ อาการนอนไม่หลับ อาหารเหม่อลอย
สะดุ้งผวาตกใจง่าย แก้ขับเนื้อร้ายภายใน สมานแผลในกระเพาะและแผลในลำไส้
แก้โรคหืด อัมพาต ลมตีขึ้นทำให้หน้ามืดตาลาย ลมตีลงทำให้ปั่นป่วนในท้อง
และลำไส้ เกิดอาการคลื่นเ***ยน อาเจียน อาการปวดตามบั้นเอว
สันหลังและชายดครงทั้งสองข้าง ใช้ทุบโขลกสระผม แก้โรคผิวหนัง
ขจัดรังแคบนศรีษะ ป้องกันผมหงอกก่อนวัย เป็นยาอายุวัฒนะ

กระชาย
สรรพคุณ ตำรับยาใช้หัวปรุง แก้อาการปากเปื่อย ปากเป็นแผล ปากแตกแห้ง
ร้อนในกระหายน้ำ แก้ใจคอหวาดหวิวผวา แก้ปวดท้อง ลงท้อง จุกเสียด แก้บิด
มูกเลือด บำรุงกำลัง บำรุงน้ำดี ฯ

กระเจี๊ยบ
สรรพคุณ ใบ ใช้เป็นยากัดเสมหะ แก้ไอคันคอ ขับไขมัน
และเมือกในลำไส้ให้ออกทางทวารหนัก // เมล็ด ใช้ปรุงยาแก้ดีพิการ บำรุงธาตุ
บำรุงกำลัง ขับปัสสาวะ บำรุงไต ฝักหรือผล กำลังดิบๆ ไม่แก่เกินไป
ต้มกินบำรุงธาตุ บำรุงไต ขับปัสสาวะ ทำให้คอชุ่มเย็นๆ

กล้วยน้ำว้า
สรรพคุณ กล้วยชนิดอื่นๆ ที่กินไม่ได้ มักจะปลูกไว้ทำยากล้วยน้ำหว้า
ใช้กินผลสุกวันละ 2-3 ลูก ช่วยให้บำรุงกำลังเจริญอาหาร ช่วยระบบขับถ่าย
แก้ท้องผูก แก้โรคกระเพาะ ลำไส้เป็นแผล และเป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงธาตุ
ทำให้กระเพาะและลำไส้ไม่ค้างกากอาหารเก่าๆ

ขมิ้น
สรรพคุณ ใช้ขับระดูสำหรับสตรี ที่มีกลิ่นเหม็น และเลือดจับกันเป็นก้อนดำ
จะช่วยละลายให้แตกเป็นลิ่มๆ ออกมา แก้บิดเป็นมูกเลือด แก้น้ำดีพิการ
ขับลมให้ผายออกมาทางทวารหนัก หรือให้เรอออกมาทางปาก แก้น้ำดีพิการ
ขับลมให้ผายออกมาทางทวารหนัก หรือให้เรอออกมาทางปาก ฝนหยอดตา แก้อาหารตาแดง
ตาเปียกแฉะมีขี้ตาเป็นประจำในฤดูแล้ง ยังแก้ธาตุพิการ ท้องร่วง ใช้ดมแก้หวัด
ขับเสมหะในลำคอ ผสมสมุนไพรอย่างอื่นๆ เป็นยาคุมธาตุยังแก้ฟกช้ำ
ดำเขียวตามร่างกาย ด้วยการเอาหัวสดๆ
มาตำพอกบรรเทาอาการอักเสบและเคล็ดยอกได้ด้วยๆ

ข่า
สรรพคุณ แก้ท้องเสีย ไล่ลมในท้อง หรือมีอาการปวดมวนหรือแน่น จุกที่หน้าอก
ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ เวลากินอาหารมากๆ จะไม่ท้องเสียหรือปวดท้อง
ช่วยขับลมในลำไส้และลมในกระเพาะ ใบใช้ตำพอกหรือทาโรคผิวหนัง หิด กลาก เกลื้อน
ถ้าหญิงคลอดลูกใหม่ๆ เลือดขัดใช้หัวข่าสดมาบด ผสมน้ำมะขามเปียกและเกลือแกง
บับคั้นเอาแต่น้ำๆ ประมาณชามแกงย่อมๆ ให้ดื่มเข้าไปจนหมด
จะสามารถขับเลือดเสียออกมาจนหมด และยังช่วยทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วยิ่งขึ้น ฯ

ขี้เหล็ก
สรรพคุณ แก่น แก้ธาตุพิการ อาหารไม่ย่อย บำรุงธาตุไฟ
แก้หนองในและการมโรคในบุรุษ ราก แก้ไข้หัวลม เมื่ออากาศเปลี่ยนฤดูกาล
แก้ปวดเมื่อย เหน็บชา แก้กษัย บำรุงไต ดอก แก้โรคประสาท อาการนอนไม่หลับ
แก้หอบ หืด บดผสมน้ำฟอกผมบนศรีษะขจัดรังแค เปลือก แก้ริดสีดวงทวาร
ริดสีดวงลำไส้ แก้โรคเบาหวาน สมานแผลให้หายเร็ว ใบแก่ แก้ถอนพิษ ถ่ายพิษ
แก้กามโรค
ตำพอกที่แข้งขา มือเท้าที่มีอาการบวมเนื่องจากเหน็บชา ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้
และพิษจากแมลง สัตว์ กัดต่อย กิ่งใบ ทำเป็นยาระบาย ถ่ายพิษ ขับเสลดในคอ
แก้ไข้จับสั่น (มาเลเรีย) จนม้ามย้อย แก้โรคเหน็บชา แก้ร้อนในกระหายน้ำ ดีนัก


แคขาว แคแดง
สรรพคุณ เปลือกแค แก้ร้อนในกระหายน้ำ ขับเสมหะในลำคอ บำรุงกระเพาะและลำไส้
นอกจากนี้ แค ทั้งเปลือกที่นำมาต้ม ยอด
ดอกและฝักที่เรานำมากินเป็นผักประจำวันนั้น แก้ท้องเดินท้องร่วง
สมานแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ แก้บิดมูกเลือด แก้ไข้หัวลม
(คือก่อนเข้าฤดูหนาว) แก้ริดสีดวงจมูก ใบใช้ตำพอกแผลสด
เพื่อสมานเนื้อให้หายเร็ว เปลือกนอดของต้นแค ใช้ฝนเอามาทาแผลเปื่อย
แผลสดได้ผลดี ฯ

เหง้าขิงแห้ง
สรรพคุณ เป็นยาจำพวกยาอายุวัฒนะ บำรุงร่างกาย บำรุงหัวใจ บำรุงธาตุไฟ
ขับลมในลำไส้ ให้ผายลมออกมา แก้ร้อนในกระหายน้ำ ช่วยย่อยอาหาร แก้ลมพรรดึก
แก้อาการปวดท้อง คลื่นเ***ยนอาเจียน แก้บิดมีตัว บิดมูกเลือด
แก้อุจจาระเป็นฟองเหลือง ขาวและมีกลิ่นเหม็นคาวจัด
แก้และบำรุงหลอดคอให้ชุ่มเย็น ขับละลายก้อนนิ่วฯ ตำรับยาแผนโบราณ แก้ลมพานไส้
แน่นหน้าอก แก้นอนไม่หลับ แก้โรคปากเปื่อย คอเปื่อย ฯ

ตะไคร้
สรรพคุณ นิยมใช้หัวนำมาคั่วไฟ แก้ขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา แก้นิ่วในระยะแรกๆ
แก้ปัสสาวะหยด และยังใช้ใบมาย่างไฟให้เหลือง แก้อาการปวดท้อง ท้องขึ้น
ท้องเฟ้อ ลมมากในลำไส้ บรรเทาอาการร้อนใน ริมฝีปากแห้ง

ตะไคร้หอม บางท้องถิ่นเรียก ตะไคร้แดง เพราะลำต้นสีแดง
สรรพคุณ ตะไคร้หอม แก้ริดสีดวงที่เป็นแผลในปาก ริมฝีปากแตก ร้อนในกระหายน้ำ
สตรีมีครรภ์กินมากไม่ได้ แก้ขับเลือดเสีย แก้ขับลมในลำไส้ ใช้ทาตามแขน ขา มือ
เท้า ป้องกันยุงและแมลงไม่ให้มารบกวนได้ดี ฯ

ตำลึง
สรรพคุณ ใบ ใช้ตำหรือบดผสมแป้งดินสอพอง พอกแผลฝี ช่วยบีบรีดหนองให้แตกออกมา
เพื่อให้แผลฝีหายเร็ว ใช้ใบปรุงผสมกับสมุนไพรอื่นๆ เป็นยาเขียว ยาเย็น
แก้ขับอาการร้อนในและพิษไข้ให้ตัวเย็นลง ตำใบทาตามผิวหนังแก้ผด ผื่นคัน
และใช้ถอนพิษตามผิวหนังที่ถูกขนหมามุ่ย ให้หายคันคะเยอได้ ขับพิษร้อนพิษแสบ
ปวด และคันตามตัวให้หาย เถา ใช้ตัดมาคลึงให้นิ่ม บีบเอาน้ำภายในออกมา หยอดตา
แก้ตาฟ่าง ฟาง ตาแดง ตาแฉะ มีขี้ตามาก ราก แก้ตาเป็นฟ่า ตาติดเชื้อ
ดับพิษปวดแสบ ปวดร้อนในตา บำรุงธาตุ เจริญอาหาร บำรุงหัวใจ บำรุงน้ำดี
ทำให้ระบบขับถ่ายสะดวก รักษาโรคลำไส้และกระเพาะอาหาร ทำให้ตาแจ่มใส ผลสุก
จะมีสีแดง ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย ฯ

ชะอม
สรรพคุณ รากใช้ฝนกับน้ำหรือเหล้าขาว แก้ขับลมใน ลำไส้และลมในกระเพาะอาหาร
ให้ผายลมออกมา แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อเรอเหม็นเปรี้ยว แก้ปวดมวน
ปวดแสบปวดร้อน ยอดกินแทนผักมากๆ ช่วยระบบขับถ่ายได้ดี นำมาเป็นยาบำรุงธาตุ
ช่วยย่อยอาหาร เจริญอาหาร ฯ

มะกรูด มัน
สรรพคุณ ใบ แก้ขับเสมหะ แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้พิษ ฝีภายใน
แก้เลือดออกตามไรฟัน ที่เรียกว่า ลักเปิดลักปิด ผล
ใช้แก้ขับลมในลำไส้กระเพาะอาหาร แก้ขับระดูเสีย และบำรุงเลือดในสตรี

แก้ลมจุกเสียดภายในท้อง ตามซี่โครงทั้งสองข้าง ราก
ใช้ถอนพิษสำแดงสุมรากและลูกให้เกรียม ทำผงละลายน้ำผึ้ง
ใช้ป้ายลิ้นเด็กทารกแรกคลอด แก้ลิ้นเป็นฝ้าขาว ช่วยขับขี้เทา
ขับลมให้ผายลมในทารก ฯ

มะนาว
สรรพคุณ ใบ ใช้แก้ให้กัดและฟอกเลือดในสตรีที่มีระดูเสีย ใช้ใบต้มกินให้
ขับเลือด ขับลม เมล็ดใน คั่วให้เหลืองเกรียมใช้ผสมสุราขาว
เป็นยาขับเสลดในลำคอ ในลำไส้ แก้โรคตาลทรางในเด็กทารก ราก
ใช้ถอนพิษไข้ทับระดู ไข้กลับ ๆ ซ้ำ ๆ ไม่รู้จักหายฝนผสมกับสุราทาแก้ฝี
แก้ปวดหัวฝี เร่งให้บีบให้แตกเร็วขึ้น น้ำใช้ผสมน้ำผึ้งแท้
กวาดคอเด็กที่เป็นตาลทราง ตาลขโมย หรือลิ้นมีฝ้าขาวหนาจัด
ช่วยขับลมในท้องเด็กทารก มะนาว ใช้กระทุ้งพิวถอนไข้ผิดสำแดง
แก้เลือดออกตามไรฟัน และแก้นอนสะดุ้ง หนังตาแข็ง นอนไม่ค่อยหลับ แก้ประสาท
มีสติหลงๆ ลืม ๆ หน้ามืดตามัวความจำเสื่อม ฯ

มะเขือพวง
สรรพคุณ ทำให้เจริญอาหาร บำรุงธาตุ ฯ

มะเขือเทศ
สรรพคุณ ให้มีวิตามินซี แก้เลือดออกตามไรฟัน (ลักปิดลักเปิด)
หากกินสม่ำเสมอจะทำให้ไม่เป็นมะเร็งในลำไส้ แก้โรคนอนไม่ค่อยหลับ
หรือมักนอนผวก สะดุ้ง หรืออาการตกใจง่าย ฯ

มะละกอ
สรรพคุณ ราก รสฉุนเอียน ใช้แก้โรคหนองใน ขับเลือด หนองในกระเพาะปัสสาวะ
บำรุงไต ก้านใบ
มีสรรพคุณเช่นเดียวกันกับทั้งฆ่าพยาธิในลำไส้และในกระเพาะอาหาร แก้โรคมุตกิด
ระดูขาว เหง้า ตรงที่ฝังดิน มีรากงอกโดยรอบ
ใช้ทำยาขับและละลายเม็ดนิ่ว ในกระเพาะปัสสาวะได้ผลดี

มะระ
สรรพคุณ มะระ ชาวจีนเรียก "โก***เกี๋ยะ" บางท้องถิ่นเรียกผักไห่
ภาคเหนือเรียก หม่านอยยอกและใบอ่อน แก้โรคปวดตามข้อตามกระดูก ที่เรียกว่า
รูมาติซั่ม และเก๊า ซึ่งทำให้คนไทยเราส่วนมากเป็นโรคปวดตามข้อมือ ข้อเท้า
ตามหัวเข่า
จะมีอาการปวดบวม และยังแก้อาการร้อนในกระหายน้ำ ธาตุพิการ บำรุงไต เมล็ดถอน
แก้ฆ่าพยาธิในลำไส้และกระเพาะ เป็นยาระบายอ่อนๆ ทำให้ตัวชุ่มเย็น แก้ไข้
ละบายพิษต่างๆ ให้ระบายออกทางปัสสาวะและอุจจาระ แก้ปวดเมื่อย
ขับฤดูเสียในสตรี บำรุงน้ำดี บำรุงตับและม้ามให้ปกติ ยอดมะระ
ใช้แก้อาการเจ็บคอ
ดับพิษร้อนแก้ไข้เปลี่ยนฤดู และแก้ข้อบวม เข่าบวม ข้อนิ้วปวด
ช่วยให้มีระดูปกติ บำรุงมดลูกให้ปกติ บำรุงเลือดให้ปกติ
หากเอาใบแก่และเถามาต้มน้ำดื่มกินแทนน้ำหรือน้ำชาได้จะช่วยขับพยาธิในลำไส้และใน
กระเพาะ แก้กระหายน้ำ ทำให้อกและหัวใจชุ่มเย็น ช่วยให้เจริญอาหาร
และช่วยระบบขับถ่ายให้สะดวกสบาย ในปัจจุบันนี้ วงการแพทย์ไทยได้วิจัยค้นพบว่า
สามารถใช้แก้โรดเอดส์เบื้องต้นได้ เมื่อทดอลงกับผู้ป่วยทำให้เม็ดผื่นคัน
และแผลในร่างกายไม่ลุกลามต่อไป หัวผดผื่นคันยุบลง และทำให้กินได้ นอนหลับ
ผิวพรรณและมีกำลังดีขึ้น ฯ

มะรุม
สรรพคุณ เปลือกลำต้น ใช้ถากมาต้นน้ำกิน
เป็นยาช่วยขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ ช่วยให้ผายลมและเรอ บำรุงธาตุ ราก
รสเผ็ด หวานขม ใช้แก้อาการบวมน้ำ บำรุงธาตุไฟ เจริญอาหาร ยอดและฝักอ่อน
ช่วยให้เจริญอาหาร แก้ไข้หัวลม (เปลี่ยนฤดู จากฝนเข้าสู่หนาว...)
ช่วยย่อยอาหาร ฯ

มะแว้ง
สรรพคุณ ใบและราก ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ เมื่อปรุงกับสมุนไพรอื่นๆ บดเป็นผง
ทำเป็นลูกกลอน แก้วัณโรคปอด วัณโรคในลำไส้ และวัณโรคในกระดุก เป็นยาแก้ไข้
แก้ไอเป็นเสมหะ ผลหรือลูกมะแว้ง ใช้บำบัดโรคเบาหวาน บำรุงน้ำดี น้ำตับอ่อน
คนที่มีความดันสูงหรือเป็นโรคเบาหวาน หากกินผลมะแว้งเสมอๆ
จะทำให้อาการโรคค่อยทุเลาบรรเทาลง เจริญอาหาร จะรู้สึกชุ่มคอและชุ่มปอด
หญ้าอกเย็น และยังช่วยแก้ไข้สันนิบาต แก้คอมีเสลดเหนียว
ทำให้ระคายคอและมีอาการไออยู่เสมอๆ แก้ขับและละลายเสลดในลำไส้
ช่วยให้ระบายออกทางทวารหนัก กินเป็นประจำ จะไม่ค่อยเป็นหวัด คัดจมุก
และความดันโลหิต มะแว้งยังใช้ปรุงยาอื่นเป็นยาเขียว ยาแก้เบาหวาน และอื่นๆ
อีกหลายขนาน ผลแก่ ใช้บดผสมสุราขาว ใช้กวาดคอเด็กทารก แก้เด็กร้องเด็กอ้อน
เพราะลำคอมีพิษไข้ขึ้น ร้อนในกระหายน้ำ และมีเม็ดเล็กๆ รอบในลำคอ ฯ

แมงลัก
สรรพคุณ แก้ขับลมในกระเพาะและลำไส้ บำรุงธาตุแก้โรคลำไส้พิการ
แก้พิษตาลทรางในเด็กทารก ช่วยให้เจริญอาหาร
เมล็ดใช้ผสมกับน้ำหวานหรือน้ำเชื่อม กินแล้วช่วยดับร้อนในกระหายน้ำ
ทำให้ชุ่มคอ บำรุงหัวในให้ชุ่มฉ่ำ อารมณ์แจ่มใส ช่วยสมานแผล
ช่วยให้แผลหายเร็ว และโรคกระเพาะลำไส้ ฯ

สัปปะรด
สรรพคุณ เหง้า แก้ขัดเบา ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว ช่วยละลายก้อนนิ่ว แก้หนองใน
แก้ระดูขาวมีอาการคันในช่องคลอดของสตรี ผล ใช้ปลอกเปลือก เอาตาออกเสีย
ใช้กินจิ้มเกลือ ช่วดกัดเสลดในลำคอและลำไส้ ช่วยให้ปัสสาวะสะดวก
บำรุงกระเพาะปัสสาวะได้ดีมาก แกนในผล ถ้าคนฟันดี
สมควรกัดเคี้ยวกินให้หมดเพราะมีประโยชน์เช่นเดียวกับเหม้าและเนื้อผลของมันและยังเอาผลไปทำเหล้าไวน์สับปะรด ดื่มกินบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง
บำรุงไตแก้กษัย เป็นยาจำพวกอายุวัฒนะ เสริมอวัยวะเพศชายให้แข็งแรง ชายใดที่มีอวัยวะเพศตายด้านควรทำกินประจำ
สำหรับสตรีก็เช่นกันควรกินเนื้อผลสับปะรดสัปดาห์ละครั้งจะช่วยเสริมมดลูกให้แข็งแรงไม่เป็นตกเลือด ระดูขาวอีกต่างหาก ฯ

บวบ
สรรพคุณ บวบหอม ใช้แก้อาการท้องเดิน เจริญอาหาร บวบขม
นำเอาผลแห้งไปปรุงยาสมุนไพร เมล็ดและผลใช้แก้ขับเสมหะ ขับเสลด แก้ไอคันคอรากและใบ ใช้บนกับเส้นยาสูบ แก้ริดสีดวงจมูก บวบเหลี่ยม ช่วยให้เจริญอาหารบำรุงธาตุ ฯ

ใบบัวบก
สรรพคุณ เป็นยาบำรุงหัวใจ แก้เมื่อยล้า เมื่อยขบ แก้อ่อนเพลีย แก้ท้องเดินท้องเสีย แก้บิดเริ่มเป็น ขับปัสสาวะ แก้อาการอิดโรย คลายเครียดในยามเช้า สายบ่าย เย็น ได้ดีมากๆ คนที่ทำงานหนัก ช้ำใน หรือดื่มเครื่องดองของเมาหนักให้ดื่มน้ำใบบัวบกนี้ จะมีอาการกระปรี้กระเปร่า หูตาสว่าง จิตใจเบิกบานจะกระจายละลายเลือดภายในให้หายได้รวดเร็วดีนัก แล ฯ

พริกไทย
สรรพคุณ เม็ด มีรสเผ็ด ฉุน เม็ดแห้ง ที่มีเปลือกดำติดอยู่ เรียกว่า พริกไทยดำ
ใช้พริกไทยดำ หรือพริกไทยร่อน จะต้องเอาอย่างนั้น
หมอแผนโบราณคงมีเหตุผลของท่านแน่นอน แก้อาการจุกเสียดแน่นหน้าอก ปวดมวนในท้อง
ท้องขึ้น เฟ้อ เรอ เหม็นเปรี้ยว บำรุงธาตู เมื่อปรุงผสมกับสมุนไพรอื่นๆ เช่นแห้วหมู ดีปลี โด่ไม่รู้ล้ม สะค้าน เถาคันแดง เป็นต้น ท่านว่าเป็นยาอายุวัฒนะ

ใบและราก แก้ลมตีขึ้น ทำให้มีอาการหน้ามืด ตามัว ปวดหัวตัวร้อน เครียดหนัก นัยน์ตาฟ่าฟาง แก้กษัย ไตพิการ บำรุงธาตุ ราก ถ้าปลูกตามต้นไม้ เช่น มะม่วงป่า ยิ่งดี ให้เก็บราก ตามโคนต้นและตามข้อเถา ใช้แก้ลมจุกเสียด แก้ลมในท้อง มีอาการท้องลั่นท้องร้องโครกคราก และมีอาการปั่นป่วน จนเบื่ออาหารและนอนไม่หลับ เครือเถา แก้อติสาร คือ
อาการท้องร่วงอย่างแรงและท้องเดินหลายๆ ครั้ง แก้ลมในทรวงอก ใช้ปรุงยาได้ทั้ง ราก เถา เมล็ด ใบดอก ฯ

ผักบุ้ง
สรรพคุณ ผักบุ้งขาว หรือผักบุ้งจีน ช่วยให้เจริญอาหาร เป็นยาถอนพิษ บำรุงธาตุ
สรรพคุณของผักบุ้ง โดยเฉพาะผักบุ้งไฟแดง คนที่ชอบเป็นตาต้อ ตาแดง
หรือคันนัยน์ตาบ่อยๆ ตลอดจนมีอาการตาฟ่าฟาง จำพวกคนสายตาสั้น
จะทำให้สายตาที่แจ่มใส บำรุงสายตา ทำให้ไม่เป็นโรคกระเพาะ ฯ

โหระพา
สรรพคุณ ใช้ปรุงเป็นยาขับลมในกระเพาะและลำไส้ แก้ท้องอืด เฟ้อ เรอ เหม็นเปรี้ยว ช่วยขับลมทำให้เรอและผายลม คือ ทำให้เลือดลมเดินดี

สำหรับเมล็ดแห้งใช้แก้บิดมีตัว และบิดมูกเลือด ล้างของเสียภายในลำไส้และในกระเพาะ ไม่ทำให้เป็นแผลในกระเพาะและตามลำไส้ สำหรับโหระพาทั้ง 5 คือ ราก ต้น ใบ ดอก เม็ด ใช้กินแก้บิด แก้ไขทรพิษตาลทรางในเด็กทารก แก้นอนไม่หลับ นอนสะดุ้งผวายอดโหระพา ช่วยให้เจริญอาหาร บำรุงธาตุ ฯ

ทับทิม
สรรพคุณ ดอกใช้ผสมยาอื่นๆ ปรุงธาตุ บำรุงธาตุ ปรุ่งเครื่องเทศ เช่นอบเชยและกานพลู ฯลฯ เป็นยาสมาน ไล่ลมในกระเพาะ ลำไส้ ช่วยให้เจริญอาหาร ราก ใช้ต้มกินสมานลำไส้ ฆ่าพยาธิตัวตืด พยาธิปากขอ พยาธิไส้เดือน ตลอดจนพยาธิเส้นด้ายได้ดี เปลือกต้นและเปลือกผลทับทิม แก้โรคบิดเป็นตัว และบิดมูกเลือด กินต้มแก้ขับถ่ายของเสียเรื้อรัง และขับพยาธิทุกชนิดในลำไส้ แก้ล้างไขมัน (คอเลสโตรอล) ในลำไส้ ขับลมทุกอย่างอันเกิดจากพิษไข้

ยอดทับทิมอ่อน ใช้ต้มกินน้ำ แก้บำรุงธาตุ แก้ร้อนในกระหายน้ำ บำรุงหัวใจ แก้ท้องร่วงในเด็ก ใช้ยอดอ่อน 5-7 ยอด ต้มกับน้ำให้เดือด ยกลงให้เย็นแล้ว

ให้เด็กเล็กดื่มกิน แก้อาการท้องเดิน ท้องร่วงเป็น้ำซาวข้าว
สำหรับผู้ใหญ่ให้เอา ยอดอ่อน 7 ยอด ต้มน้ำกิน ประมาณ 1-2 แก้ว
จะทำให้อาการท้องเดิน ท้องร่วง หรืออาเจียน ปวดมวนในท้องมีอาการบรรเทา

เปลือกผลทับทิม ใช้เปลือกแห้งฝนผสมกับสุราหรือน้ำสะอาด ใช้ทาแผลให้ทั่ว

ยาจะช่วยสมานและรัดแผลให้แห้งหายในเร็ววัน ทับทิมในเมืองไทยมี 2 ชนิด คือ
(1) ทับทิมชนิดดอกขาว
(2) ทับทิมชนิดดอกแดง มีสรรพคุณทางยาเสมอกัน ฯ

กานพลู



ชื่อวิทยาศาสตร์ : Syzygium aromaticum (L.) Merr.& L.M.Perry
ชื่อพ้อง : Caryophyllus aromatica L. ; Eugenia aromatica (L.) Baill; E.Caryophylla (Spreng.) Bullock et Harrison; E.caryophyllata Thunb.
ชื่อสามัญ : Clove Tree
วงศ์ : Myrtaceae
ชื่ออื่น : -
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้น สูง 9-12 เมตร อาจสูงได้ถึง 20 เมตร เรือนยอดเป็นรูปกรวยคว่ำ แตกกิ่งต่ำ ลำต้นตั้งตรง เปลือกเรียบ สีเทา ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปใบหอก รูปรี หรือรูปไข่กลับแคบๆ กว้าง 8-11 ซม. ยาว 32-37 ซม. ปลายแหลมหรือเรียวแหลม โคนสอบแคบ ขอบเรียบ แผ่นใบด้านบนเป็นมัน มีต่อมน้ำมันมาก เส้นแขนงใบข้างละ 15-20 เส้น ปลายเส้นโค้งจรดกับเส้นถัดไปก่อนถึงขอบใบ ก้านใบยาว 1-2.5 ซม. ช่อดอกแบบช่อเชิงหลั่น ออกที่ปลายยอด ยาวประมาณ 5 ซม. ก้านช่อดอกสั้นมาก แต่อาจยาวได้ถึง 1 ซม. ใบประดับรูปสามเหลี่ยม ยาว 2-3 มม. กลีบเลี้ยง 4 กลีบ โคนติดกันเป็นหลอดยาว 5-7 มม. เมื่อเป็นผลขยายออกเป็นรูปกรวยยาวประมาณ 1 ซม. ปลายแยกเป็นแฉกรูปไข่ ยาว 3-4 มม. กลีบดอก 4 กลีบ รูปขอบขนานหรือกลม ยาว 7-8 มม. มีต่อมมน้ำมันมาก ร่วงง่าย เกสรเพศผู้จำนวนมาก ร่วงง่าย ก้านชูอับเรณูยาวประมาณ 7 มม. ก้านเกสรเพศเมียยาวประมาณ 4 มม. ผล รูปไข่กลับกามรูปรี ยาว 2-2.5 ซม. แก่จัดสีแดง มี 1 เมล็ด กานพลูเป็นพรรณไม้พื้นเมืองของหมู่เกาะโมลุกกะ น้ำไปปลูกในเขตร้อนทั่วโลก ในปะเทศไทยนำมาปลูกบ้างแต่ไม่แพร่หลาย ชอบขึ้นในดินร่วนซุย การระบายน้ำดี ความชื้นสูง ฝนตกชุก ขึ้นได้ดีบนพื้นที่ราบถึงที่สูงจากระดับน้ำทะเล 800-900 เมตร
ส่วนที่ใช้ : เปลือกต้น ใบ ดอกตูม ผล น้ำมันหอมระเหยกานพลุ
สรรพคุณ :
เปลือกต้น - แก้ปวดท้อง แก้ลม คุมธาตุ
ใบ - แก้ปวดมวน
ดอกตูม - รับประทานขับลม ใช้แต่งกลิ่น

ดอกกานพลูแห้ง ที่ยังไม่ได้สกัดเอาน้ำมันออก และมีกลิ่นหอมจัด มีน้ำมันหอมระเหยมาก รสเผ็ด ช่วยขับลม แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้อง และแน่นจุกเสียด แก้อุจจาระพิการ แก้โรคเหน็บชา แก้หืด แก้ไอ แก้น้ำเหลืองเสีย แก้เลือดเสีย ขับน้ำคาวปลา แก้ลม แก้ธาตุพิการ บำรุงธาตุ ขับเสมหะ แก้เสมหะเหนียว ขับผายลม ขับลมในลำไส้ แก้ท้องเสียในเด็ก แก้ปากเหม็น แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้รำมะนาด กับกลิ่นเหล้า แก้ปวดฟัน
ผล - ใช้เป็นเครื่องเทศ เป็นตัวช่วยให้มีกลิ่นหอม
น้ำมันหอมระเหยกานพลู - ใช้เป็นยาชาเฉพาะแห่ง แก้ปวดฟัน ฆ่าเชื้อทางทันตกรรม เป็นยาระงับการชักกระตุก ทำให้ผิวหนังชา

วิธีและปริมาณที่ใช้ :
แก้อาการท้องขึ้น ท้องอืดเฟ้อ ขับลม และปวดท้อง

ใช้ดอกกานพลูโตเต็มที่ ที่ยังตูมอยู่ 4-6 ดอก หรือ 0.25 กรัม

ในผู้ใหญ่ - ใช้ทุบให้ช้ำ ชงน้ำดื่มครั้งละครึ่งถ้วยแก้ว

ในเด็ก - ใช้ 1 ดอก ทุบแล้วใส่ลงในขวดนม
เด็กอ่อน - ใช้ 1 ดอก ทุบใส่ในกระติกน้ำที่ไว้ชงนม ช่วยไม่ให้เด็กท้องขึ้นท้องเฟ้อได้
ยาแก้ปวดฟัน

ใช้นำมันจากการกลั่นดอกตูมของดอกกานพลู 4-5 หยด ใช้สำลีพันปลายไม้ จุ่มน้ำมันจิ้มในรูฟันที่ปวด จะทำให้อาการปวดทุเลา และใช้แก้โรครำมะนาดก็ได้

หรือใช้ทั้งดอกเคี้ยว แล้วอมไว้ตรงบริเวณที่ปวดฟันเพื่อระงับอาการปวด หรือใช้ ดอกกานพลูตำพอแหลกผสมกับเหล้าขาวเพียงเล็กน้อยพอแฉะใช้จิ้มหรืออุดฟันที่ปวด
ระงับกลิ่นปาก

ใช้ดอกตูม 2-3 ดอก อมไว้ในปาก จะช่วยทำให้ระงับกลิ่นปากลงได้บ้าง
สารเคมี : Eugenol, Cinnamic aldehyde Vanillin น้ำมันหอมระเหย Caryophylla - 3(12)-6-dien-4-ol
ที่มา http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_06.htm


กระวาน




ชื่อวิทยาศาสตร์ : Amomum krervanh Pierre
ชื่อสามัญ : Siam Cardamom, Best Cardamom, Clustered Cardamom, Camphor Seed
วงศ์ : Zingiberaceae
ชื่ออื่น : กระวานดำ กระวานแดง กระวานขาว (ภาคกลาง, ภาคตะวันออก) กระวานจันทร์ กระวานโพธิสัตว์
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุก มีเหง้า สูงประมาณ 2 เมตร กาบใบหุ้มซ้อนกันทำให้ดูคล้ายลำต้น ใบเดี่ยว แคบยาว รูปขอบขนาน ยาว 15-25 ซม. ปลายแหลม ช่อดอกออกจากเหง้าชูขึ้นมาเหนือพื้นดิน รูปทรงกระบอก ยาว 6-15 ซม. ก้านช่อดอกยาว 5-15 ซม. ใบประดับสีเหลืองนวล มีขนคาย เรียงซ้อนสลับกันตลอดช่อ ในซอกใบประดับมีดอก 1-3 ดอก ปลายกลีบเลี้ยงมี 3 หยัก กลีบดอกสีเหลือง เป็นหลอดแคบ เกสรเพศผู้ไม่สมบูรณ์แปรสภาพเป็นกลีบขนาดใหญ่ สีขาว มีแถบสีเหลืองตรงกลาง ผลค่อนข้างกลม สีนวล มี 3 พู ผลอ่อนมีขนและจะร่วงไปเมื่อแก่ ผลแก่จะแตก มีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก เมล็ดอ่อนสีขาวมีเยื่อหุ้ม เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีดำ ทั้งผลและเมล็ดมีกลิ่นหอม
ส่วนที่ใช้ : ราก หัวและหน่อ เปลือก แก่น กระพี้ ผลแก่ที่มีอายุ 4-5 ปี (เก็บในช่วงเดือนสิงหาคม-มีนาคม) เมล็ด
สรรพคุณ :
ราก - แก้โลหิตเน่าเสีย ฟอกโลหิต แก้ลม เสมหะให้ปิดธาตุ รักษาโรครำมะนาด
หัวและหน่อ - ขับพยาธิในเนื้อให้ออกทางผิวหนัง
เปลือก - แก้ไข้ ผอมเหลือง รักษาโรคผิวหนัง แก้ไข้อันง่วงเหงา ขับเสมหะ บำรุงธาตุ แก้ไข้อันเป็นอชินโรค และอชินธาตุ
แก่น - ขับพิษร้าย รักษาโรคโลหิตเป็นพิษ
กระพี้ - รักษาโรคผิวหนัง บำรุงโลหิต
ใบ - แก้ลมสันนิบาต แก้สันนิบาตลูกนก ขับผายลม ขับเสมหะ แก้ไข้เพื่อลม รักษาโรครำมะนาด แก้ลมเสมหะให้ปิดธาตุ แก้ไข้เซื่องซึม แก้ลม แก้จุกเสียด บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ แก้ไข้อันง่วงเหงา
ผลแก่ - รสเผ็ดร้อน กลิ่นหอม ประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหย (Essential oil) 5-9 เปอร์เซนต์ มีฤทธิ์ในการขับลม (Carminative) และฤทธิ์ในการยับยั้ง การเจริญของเชื้อแบคทีเรียบางชนิด ขับโลหิต บำรุงธาตุ แก้ลมในอกให้ปิดธาตุ แก้ลมเสมหะให้ปิดธาตุ แก้ลมเจริญอาหาร รักษาโรค รำมะนาด แก้ลมจุกเสียดแน่นเฟ้อ แก้ลมสันนิบาต ผลแก่ของกระวานตากแห้ง ใช้เป็นเครื่องเทศ
เมล็ด - แก้ธาตุพิการ อุจจาระพิการ บำรุงธาตุ
เหง้าอ่อน - ใช้รับประทานเป็นผักได้ มีกลิ่นหอมและเผ็ดเล็กน้อย
วิธีและปริมาณที่ใช้ :
ผลกระวาน ขับลม แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และแน่นจุกเสียด ใช้ผลกระวานแก่จัดประมาณ 6-10 ผล (0.6-2 กรัม) ตากแห้งบดเป็นผง รับประทานครั้งละ 1-3 ช้อนชา ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว เคี่ยวให้เหลือครึ่งถ้วยแก้ว ใช้รับประทานครั้งเดียว ผลกระวาน ยังใช้ผสมยาถ่าย เช่น มะขามแขกเพื่อบรรเทาอาการไซ้ท้อง
สารเคมี : ในน้ำมันหอมระเหย กระวาน (Essential oil) พบสารเคมีคือ Borneol, Cineol, Camphor
ที่มา http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_06_1.htm




กุ่มน้ำ





ชื่อวิทยาศาสตร์ : Crataeva magna (Lour.) DC.
วงศ์ : CAPPARACEAE
ชื่ออื่น : กุ่มน้ำ (ภาคกลาง), รอถะ (ละว้า-เชียงใหม่, ภาคเหนือ), เหาะเถาะ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี), อำเภอ (ภาคตะวันตกเฉียงใต้, สุพรรณบุรี)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้นขนาดกลาง สูง 5-20 ม. ใบประกอบแบบนิ้วมือ มีใบย่อย 3 ใบ ก้านใบประกอบยาว 4-14 ซม. หูใบเล็ก ร่วงง่าย ใบย่อยรูปใบหอกหรือรูปขอบขนาน กว้าง 1.5-6.5 ซม. ยาว 4.5-18 ซม. ปลายค่อยๆ เรียวแหลม ยาวประมาณ 2.5 ซม. โคนสอบ ใบย่อยที่อยู่ด้านข้างโคนใบเบี้ยวเล็กน้อย แผ่นใบค่อนข้างหนาเป็นมัน ด้านล่างสีอ่อนกว่าด้านบน เส้นแขนงใบข้างละ 9-20 เส้น บางครั้งพบมีถึงข้างละ 22 เส้น เห็นชัดทางด้านล่าง ใบแห้งสีค่อนข้างแดง ใบย่อยไม่มีก้านหรือถ้ามียาวไม่เกิน 5 มม. ช่อดอกแบบช่อกระจะถี่ ออกที่ยอด ช่อหนึ่งมีหลายดอก ก้านดอกยาว 4-7 ซม. กลีบเลี้ยงรูปไข่ ปลายแหลม กว้างประมาณ 2 มม. ยาว 2-4 มม. กลีบดอกสีขาว ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลือง รูปค่อนข้างกลมหรือรูปรี กว้าง 1-2.5 ซม. ยาว 1.5-3 ซม. โคนกลีบเป็นเส้นคล้ายก้าน ยาว 0.5-1.2 ซม. เกสรเพศผู้สีม่วง มี 15-25 อัน ก้านชูอับเรณูยาว 3.5-6.5 ซม. อับเรณูยาว 2-3 มม. ก้านชูเกสรเพศเมียยาว 3.5-8 ซม. รังไข่รูปรีหรือทรงกระบอก มี 1 ช่อง ผลสีนวล รูปรี กว้าง 1.5-4.5 ซม. ยาว 5-8 ซม. เปลือกผลมีนวล ก้านผลยาว 8-13 ซม. หนา 3-5 มม. มีเมล็ดมาก เมล็ดสีน้ำตาลเข้ม รูปเกือกม้า ขนาดกว้างและยาวเท่าๆ กันคือ 6-9 มม.
ส่วนที่ใช้: ใบ เปลือก กระพี้ แก่น ราก ดอก ผล
สรรพคุณ :
ใบ - ขับเหงื่อ
เปลือก - แก้สะอึก
กระพี้ - แก้ริดสีดวงทวาร
แก่น - แก้นิ่ว
ราก - ขับหนอง
ดอก - แก้เจ็บตา และในลำคอ
แก้ไข้
ที่มา http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_06_2.htm



ดีปลี




ชื่อวิทยาศาสตร์ : Piper retrofractum Vahl
ชื่อสามัญ : long pepper
วงศ์ : Piperaceae
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้เถารากฝอยออกบริเวณข้อเพื่อใช้ยึดเกาะ ใบ เดี่ยวรูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง 3-5 ซม. ยาว 7-10 ซม. สีเขียวเข้มเป็นมัน ดอก ช่อ ออกที่ซอกใบ ดอกย่อยอัดกันแน่น แยกเพศ ผล เป็นผลสด มีสีเขียว เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีแดง รสเผ็ดร้อน
ส่วนที่ใช้ : ราก เถา ใบ ดอก ผลแก่จัด แต่ยังไม่สุก หรือตากแดดให้แห้ง
สรรพคุณ :
ราก - แก้พิษอัมพฤกษ์ อัมพาต พิษปัตคาด แก้ตัวร้อน แก้พิษคุดทะราดให้ปิดธาตุ แก้ท้องร่วง ขับลมในลำไส้ แก้คุดทะราด
เถา - แก้พิษงู ขับเสมหะ แก้ปวดฟัน ปวดท้อง จุกเสียด แก้เสมหะพิการ แก้ลมอัมพฤกษ์ แก้มุตฆาต
ใบ - แก้ปวดเมื่อย แก้เส้นเอ็น
ดอก - แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน แก้จุกเสียดแน่นท้อง ขับลมในลำไส้ให้ผายและเรอ แก้หืด ไอ แก้ริดสีดวง คุดทะราด แก้ลมวิงเวียน แก้เสมหะ น้ำลายเหนียว แก้ไอ บำรุงธาตุ แก้ท้องเสีย แก้ปถวีธาตุ 20 ประการ แก้อัมพาต และเส้นปัตคาด
ผลแก่จัด - รสเผ็ดร้อน แก้ลม บำรุงธาตุไฟ แก้หืดไอ แก้เสมหะ(หลังเป็นหวัด) แก้หลอดลมอักเสบ ยาขับระดู ยาธาตุ ทาแก้ปวดเมื่อยและอักเสบของกล้ามเนื้อ แก้อาการท้องขึ้น ท้องอืดเฟ้อแน่นจุกเสียด ขับลม บำรุงธาตุ ใช้ประกอบตำรายาที่ใช้รักษาโรคเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ธาตุไม่ปกติ (ใช้เป็นยาขับลม แต่ไม่นิยมใช้ โดยมากนำมาเป็นเครื่องเทศ)
วิธีและปริมาณที่ใช้
อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และปวดท้อง และแก้อาการคลื่นไส้อาเจียนที่เกิดจากธาตุไม่ปกติ
โดยใช้ผลดีปลีแก่แห้ง 1 กำมือ (ประมาณ 10-15 ผล) ต้มเอาน้ำดื่ม ถ้าไม่มีผลใช้เถาต้มแทนได้
อาการไอ และขับเสมหะ
ใช้ผลแห้งแก่ ประมาณครึ่งผล ฝนกับน้ำมะนาวแทรกเกลือเล็กน้อย กวาดคอ หรือจิบบ่อยๆ
ผลดีปลีแห้งใช้เป็นเครื่องเทศ ประกอบอาหาร มีรสเผ็ดร้อน ขม
สารเคมีที่พบ
มีน้ำมันหอมระเหย และแอลคาลอยด์ ชื่อ P-Methoxy acetophenone, Dihydrocarveol, Piperine, Pipelatine Piperlongumine, Sylvatine และ Pyridine alkaloids อื่นๆ
ที่มา http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_06_3.htm





เทพธาโร

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cinnamomum porrectum (Roxb.) Kosterm.
วงศ์ : Lauraceae
ชื่ออื่น : จวง จวงหอม (ภาคใต้) จะไคต้น จะไคหอม (ภาคเหนือ) พลูต้นขาว (เชียงใหม่) มือแดกะมางิง (มลายู-ปัตตานี) การบูร (หนองคาย)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้น สูง 10 – 30 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่ม ทึบ กิ่งอ่อนเกลี้ยงและมักจะมีคราบขาว เปลือกสีเทาอมเขียวหรือสีน้ำตาลคล้ำ แตกเป็นร่องยาวตามลำต้น ใบ เดี่ยว เรียงตรงข้าม แผ่นใบรูปรีแกมรูปไข่ ยาว 7 – 20 เซนติเมตร ปลายแหลม โคนสอบ ก้านใบเรียวเล็ก ยาวประมาณ 2.5 – 3.5 เซนติเมตร ดอก สีขาว เหลืองอ่อน ออกเป็นช่อประจุกตามปลายกิ่ง ผลกลมเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.7 เซนติเมตร สีเขียว
ส่วนที่ใช้ : ใบ เปลือก ต้น
สรรพคุณ :
ใบ - รสร้อน ใช้ปรุงเป็นยาหอมแก้ลม จุกเสียดแน่นเฟ้อ แก้อาการปวดท้อง ขับผายลมได้ดี ขับลมในลำไส้และกระเพาะอาหารให้เรอ เป็นยาบำรุงธาตุ ขับเสมหะ
เปลือก - รสร้อน มีน้ำมันระเหย 1-25 % และแทนนิน แก้ลมจุกเสียด แน่นเฟ้อ แก้ปวดท้อง ขับลมในลำไส้และกระเพาะอาหาร บำรุงธาตุ
วิธีการใช้ : เนื้อไม้สีขาว มีกลิ่นหอมฉุนเหมือนกลิ่นการะบูน อาจกลั่นเอาน้ำมันระเหยออกมาจากเนื้อไม้นี้ได้ และอาจดัดแปลงทางเคมี ให้เป็นการะบูนได้ ใบมีกลิ่นหอมเป็นเครื่องเทศตามร้านขายยาสมุนไพรในประเทศไทย ใช้ใบนี้เป็นใบกระวานสำหรับใส่เครื่องแกงมัสหมั่น ทุกร้านถ้าเราไปขอซื้อใบกระวานจะได้ใบไม้นี้ ส่วนใบกระวานจริงๆ เราไม่ได้ใช้กัน (ใบกระวานจริงๆ ลักษณะเหมือนใบข่า)
ที่มา http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_06_4.htm



พริกไทย




ชื่อวิทยาศาสตร์ : Piper nigrum L.
ชื่อสามัญ : Black Pepper
วงศ์ : Piperaceae
ชื่ออื่น : พริกน้อย (ภาคเหนือ)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้เลื้อยมีทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย ลำต้นมีข้อและป้องชัดเจน ใบเดี่ยวออกสลับ รูปไข่หรือรี ปลายใบแหลม โคนใบมนกลมหรือแหลมเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้าง 3.5 - 6 ซม. ยาว 7 - 10 ซม. เส้นใบที่บริเวณโคนใบมี 3 - 5 เส้น ดอกออกเป็นช่อและออกตรงข้ามกับใบ ช่อรูปก้านใบยาว 10 - 20 มม. ติดอยู่ตามแกนช่อดอกรองรับดอก รังไข่กลมปลายเกสรแยก 3 - 6 แฉก ช่อดอกตัวผู้มีดอกที่มีเกสรตัวผู้ 2 อัน ผลรวมกันบนช่อยาว 5 - 15 ซม. ผลรูปทรงกลมขนาด 4 - 5 ซม. แก่แล้วมีเมล็ดสีดำ ภายในมี 2 เมล็ด
ส่วนที่ใช้ : ใบ ผล เมล็ด ดอก
สรรพคุณ :
ใบ - แก้ลมจุกเสียดแน่น ท้องอืดเฟ้อ
ผล - ผลที่ยังไม่สุกนำมาเป็นเครื่องเทศ แต่งกลิ่นอาหาร
เมล็ด - ขับลม ขับเสมหะ ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ บำรุงธาตุ อาหารไม่ย่อย
ดอก - แก้ตาแดง ถนอมอาหารหลายชนิด เช่น มะม่วงดอง
วิธีและปริมาณที่ใช้ : ใช้เมล็ด 0.5-1 กรัม ประมาณ 15-20 เมล็ด บดเป็นผง ชงรับประทาน 1 ครั้ง
สารเคมี : มีน้ำมันหอมระเหย 2-4 % มีแอลคาลอยด์หลักคือ piperine 5-9% ซึ่งเป็นตัวทำให้มีความเผ็ด นอกจากนี้ยังพบ piperidine, pipercanine เป็นตัวทำให้มีกลิ่นฉุนและรสเผ็ด (ซึ่งเดิมคิดว่าเป็น chavicine) พริกไทยอ่อนนั้นมีน้ำมันหอมระเหยต่ำกว่า พริกไทยดำ และมีโปรตีน 11% คาร์โบไฮเดรต 65%
ที่มา http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_06_5.htm





ไพล




ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zingiber montanum (Koenig) Link ex Dietr.
ชื่อพ้อง : Z.purpureum Roscoe
วงศ์ : Zingiberaceae
ชื่ออื่น : ปูลอย ปูเลย (ภาคเหนือ) ว่านไฟ (ภาคกลาง) มิ้นสะล่าง(ฉาน-แม่ฮ่องสอน)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุกสูง 0.7-1.5 เมตร มีเหง้าใต้ดิน เปลือกสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีเหลืองถึงเหลืองแกมเขียว แทงหน่อหรือลำต้นเทียมขึ้นเป็นกอ ซึ่งประกอบด้วยกาบหรือโคนใบหุ้มซ้อนกัน ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนานแกมใบหอก กว้าง 3.5-5.5 เซนติเมตร ยาว 18-35 เซนติเมตร ดอกช่อ แทงจากเหง้าใต้ดิน กลีบดอกสีนวล ใบประดับสีม่วง ผลเป็นผลแห้งรูปกลม
ส่วนที่ใช้ : เหง้าแก่จัด เก็บหลังจากต้นไพลลงหัวแล้ว
สรรพคุณ :
เหง้า
- เป็นยาแก้ท้องขึ้น ท้องอืดเฟ้อ ขับลม
- แก้บิด ท้องเดิน ขับประจำเดือนสตรี ทาแก้ฟกบวม แก้ผื่นคัน
- เป็นยารักษาหืด
- เป็นยากันเล็บถอด
- ใช้ต้มน้ำอาบหลังคลอด
น้ำคั้นจากเหง้า - รักษาอาการเคล็ดขัดยอก ฟกบวม แพลงช้ำเมื่อย
หัว - ช่วยขับระดู ประจำเดือนสตรี เลือดร้าย แก้มุตกิตระดูขาว แก้อาเจียน แก้ปวดฟัน
ดอก - ขับโลหิตกระจายเลือดเสีย
ต้น - แก้ธาตุพิการ แก้อุจาระพิการ
ใบ - แก้ไข้ ปวดเมื่อย แก้ครั่นเนื้อครั่นตัว แก้เมื่อย
วิธีและปริมาณที่ใช้
1. แก้ท้องขึ้น ท้องอืดท้องเฟ้อ ขับลม
ใช้เหง้าแห้งบดเป็นผง รับประทานครั้งละ ½ ถึง 1 ช้อนชา ชงน้ำร้อน ผสมเกลือเล็กน้อย ดื่ม
2. รักษาอาการเคล็ดขัดยอก ฟกช้ำบวม ข้อเท้าแพลง
ใช้หัวไพลฝนทาแก้ฟกบวม เคล็ด ขัด ยอก
ใช้เหง้าไพล ประมาณ 1 เหง้า ตำแล้วคั้นเอาน้ำทาถูนวดบริเวณที่มีอาการ หรือตำให้ละเอียด ผสมเกลือเล็กน้อยคลุกเคล้า แล้วนำมาห่อเป็นลูกประคบ อังไอน้ำให้ความร้อน ประคบบริเวณปวดเมื่อยและบวมฟกช้ำ เช้า-เย็น จนกว่าจะหาย หรือทำเป็นน้ำมันไพลไว้ใช้ก็ได้ โดยเอาไพล หนัก 2 กิโลกรัม ทอดในน้ำมันพืชร้อนๆ 1 กิโลกรัม ทอดจนเหลืองแล้วเอาไพลออก ใส่กานพลูผงประมาณ 4 ช้อนชา ทอดต่อไปด้วยไฟอ่อนๆ ประมาณ 10 นาที กรองแล้วรอจนน้ำมันอุ่นๆ ใส่การบูรลงไป 4 ช้อนชา ใส่ภาชนะปิดฝามิดชิด รอจนเย็น จึงเขย่าการบูรให้ละลาย น้ำมันไพลนี้ใช้ทาถูนวดวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หรือเวลาปวด (สูตรนี้เป็นของ นายวิบูลย์ เข็มเฉลิม อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา)
3. แก้บิด ท้องเสีย
ใช้เหง้าไพลสด 4-5 แว่น ตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำเติมเกลือครึ่งช้อนชา ใช้รับประทาน หรือฝนกับน้ำปูนใส รับประทาน
4. เป็นยารักษาหืด
ใช้เหง้าไพลแห้ง 5 ส่วน พริกไทย ดีปลี อย่างละ 2 ส่วน กานพลู พิมเสน อย่างละ ½ ส่วน บดผสมรวมกัน ใช้ผงยา 1 ช้อนชา ชงน้ำร้อนรับประทาน หรือปั้นเป็นลูกกลอนด้วยน้ำผึ้ง ขนาดเท่าเม็ดพุทรา รับประทานครั้งละ 2 ลูก ต้องรับประทานติดต่อกันเวลานาน จนกว่าอาการจะดีขึ้น
5. เป็นยาแก้เล็บถอด
ใช้เหง้าไพลสด 1 แง่ง ขนาดเท่าหัวแม่มือ ตำให้ละเอียดผสมเกลือและการบูร อย่างละประมาณครึ่งช้อนชา แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็นหนอง ควรเปลี่ยนยาวันละครั้ง
6. ช่วยทำให้ผิวหนังชุ่มชื่น และเป็นยาช่วยสมานแผลด้วย
ใช้เหง้าสด 1 แง่ง ฝานเป็นชิ้นบางๆ ใช้ต้มรวมกับสมุนไพรอื่นๆ เนื่องจากไพลมี่น้ำมันหอมระเหย
สารเคมี - Alflabene : 3,4 - dimethoxy benzaldehyde, curcumin, beta-sitosterol, Volatile Oils
ที่มา http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_06_6.htm


มะรุม




ชื่อวิทยาศาสตร์ : Moringa oleifera Lam.
ชื่อสามัญ : Horse radish tree, Drumstick
วงศ์ : Moringaceae
ชื่ออื่น : กาเน้งเดิง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) ผักเนื้อไก่ (ฉาน-แม่ฮ่องสอน) ผักอีฮึม ผักอีฮุม มะค้อนก้อม (ภาคเหนือ) เส่ช่อยะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้นสูง 3-6 เมตรหรือใหญ่กว่าเปลือกสีขาว รากหนานุ่ม ใบสลับแบบขนนก 2 หรือ 3 ชั้น ยาว 20-60 ซนติเมตร ใบชั้นหนึ่งมีใบย่อย 8-10 คู่ ใบแบบรูปไข่รูปไข่หัวกลับรูปคู่ขนาน ใต้ใบสีเขียวอ่อน ใบอ่อนมีขนสีเทาขนาดใบยาว 1-3 เซนติเมตร ช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ออกตามซอกใบ กลีบดอก 5 กลีบ สีขาวหรือขาวอมเหลืองแต้มสีแดงเข้าที่ใกล้ฐานด้านนอกยาว 1.4-1.9 เซนติเมตรกว้าง 0.4 เซนติเมตรปลายกลีบดอกกว้างกว่าโคน 4 กลีบ ตั้งตรง เกสรตัวผู้แยกจากกันสมบูรณ์ 5 อันไม่สมบูรณ์ 5 อันเรียงสลับกันมีขนสีขาว ที่โคนอับเกสรสีเหลืองเกสรตัวเมีย 1 อัน ผลยาวเป็นฝัก 3 เหลี่ยม เมล็ดมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร 3 ปีก
ส่วนที่ใช้ : เปลือกต้น ราก ฝัก
สรรพคุณ :
ฝัก - ปรุงเป็นอาหารรับประทาน
เปลือกต้น - มีรสร้อน รับประทานเป็นยาขับลมในลำไส้ ทำให้ผายหรือเรอ คุมธาตุอ่อนๆ (ตัดต้นลมดีมาก)
ราก - มีรสเผ็ด หวานขม แก้บวม บำรุงไฟธาตุ มีคุณเสมอกับกุ่มบก
- แก้พิษ ฝี แก้ปวด แก้อักเสบ
แพทย์ตามชนบท ใช้เปลือกมะรุมสดๆ ตำบุบพอแตกๆ อมไว้ข้างแก้ม แล้วรับประทานสุราจะไม่รู้สึกเมาเลย
ที่มา http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_06_7.htm




เร่ว




ชื่อวิทยาศาสตร์ : Amomum xanthioides Wall.
ชื่อสามัญ : Bustard cardamom, Tavoy cardamom
วงศ์ : Zingiberaceae
ชื่ออื่น : หมากแหน่ง (สระบุรี) หมากเนิง (อีสาน) มะอี้ หมากอี้ มะหมากอี้ (เชียงใหม่) หน่อเนง (ชัยภูมิ)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นพืชล้มลุก มีเหง้าหรือลำต้นอยู่ในดิน จัดเป็นพืชสกุลเดียวกับ กระวาน ข่า ขิง ใบมีลักษณะยาวเรียว ปลายใบแหลมและห้อยโค้งลง ก้านใบมีขนาดสั้น ออกดอกเป็นช่อจากยอดที่แทงขึ้นมาจากเหง้า ดอกมีสีขาวก้านช่อดอกสั้น ผลมีขนสีแดงปกคลุม เมล็ดมีสีน้ำตาล เร่วมีหลายชนิด เช่น เร่วหอม เร่วช้าง เร่วกอ ซึ่งเร่วเหล่านี้มีลักษณะต้นแตกต่างกันไป
ส่วนที่ใช้ : เมล็ดจากผลที่แก่จัด ราก ต้น ใบ ดอก ผล
สรรพคุณ :
เมล็ดจากผลที่แก่จัด
- เป็นยาแก้ท้องขึ้น ท้องอืดเฟ้อ ขับลม
- แก้คลื่นเหียนอาเจียน ขับน้ำนมหลังจากคลอดบุตร
ราก - แก้หืด แก้ไอ แก้ไข้เซื่องซึม
ต้น - แก้คลื่นเหียน อาเจียน
ใบ - ขับลม แก้ปัสสาวะพิการ
ดอก - แก้พิษอันเกิดเป็นเม็ดผื่นคันตามร่างกาย
ผล- รักษาโรคริดสีดวงทวาร แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้ปวดท้อง
วิธีและปริมาณที่ใช้
แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลมแน่นจุกเสียด
โดยนำเมล็ดในของผลแก่มาบดเป็นผง รับประทานครั้งละ 1-3 กรัม (ประมาณ 3-9 ผล) วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร
ใช้เป็นเครื่องเทศ โดยใช้เมล็ด
สารเคมี - Essential Oil น้ำมันหอมระเหยจากผล P-Methyloxy- trans ethylcinnamate
ที่มา http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_06_8.htm



ว่านน้ำ


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Acorus calamus L.
ชื่อสามัญ : Mytle Grass, Sweet Flag
วงศ์ : Araceae
ชื่ออื่น : คงเจี้ยงจี้ ผมผา ส้มชื่น ฮางคาวน้ำ ฮางคาวบ้าน (ภาคเหนือ) ตะไคร้น้ำ (เพชรบุรี) ทิสีปุตอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ว่านน้ำ ว่านน้ำเล็ก ฮางคาวผา (เชียงใหม่)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ว่านน้ำมีลำต้นเป็นเหง้าอยู่ใต้ดินลักษณะเป็นแท่งค่อนข้างแบน มีใบแข็งตั้งตรง รูปร่างแบนเรียวยาวคล้ายใบดาบฝรั่ง ปลายใบแหลม แตกใบเรียงสลับซ้ายขวาเป็นแผง ใบค่อนข้างฉ่ำน้ำ ดอกมีสีเขียวมีขนาดเล็กออกเป็นช่อ มีจำนวนมากอัดกันแน่นเป็นแท่งรูปทรงกระบอก มีก้านช่อดอกลักษณะคล้ายใบ ทั้งใบ เหง้า และรากมีกลิ่นหอมฉุน ชอบขึ้นตามที่น้ำขัง หรือที่ชื้นแฉะ
ส่วนที่ใช่ : ราก เหง้า น้ำมันหอมระเหยจากต้น
สรรพคุณ :
ราก

- รับประทานมาก ทำให้อาเจียน แต่มีกลิ่นหอม รับประทานน้อย เป็นยาแก้ปวดท้อง ธาตุเสีย บำรุงธาตุ แก้จุก ขับลมในลำไส้ ปรุงลงในยาขมต่างๆ ทำให้ระงับอาการปวดท้องได้ดี
- ในว่านน้ำมีสารชนิดหนึ่งเรียกว่า อาโกริน acorine มีรสขมและแอลคาลอยด์ คาลาไมท์ อยู่ในนี้เป็นยาแก้บิด เป็นยารักษาบิดของเด็ก (คือมูกเลือด) และหวัดลงคอ (หลอดลมอักเสบ) ได้อย่างดี เป็นยาขับเสมหะอย่างดี ชาวอินเดียใช้ฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ เคี้ยว 2-3 นาที แก้หวัดและเจ็บคอ และใช้ปรุงกับยาระบายเพื่อเป็นยาธาตุด้วยในตัว

- เป็นยาเบื่อแมลงต่างๆ เช่น แมลงวัน

- เป็นยาแก้เส้นกระตุก แก้หืด ขับเสมหะ แก้ปวดศีรษะ แก้ Hysteria และ Neuralgia แก้ปวดกล้ามและข้อ แก้โรคผิวหนัง
เหง้า - ใช้ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้โรคผิวหนัง เป็นยาหอม
น้ำมันหอมระเหยจากต้น - แก้ชัก เป็นยาขมหอม ขับแก๊สในท้อง ทำให้เจริญอาหาร ช่วยการย่อย
วิธีใช้และปริมาณที่ใช้ :
บำรุงธาตุ - ใช้เหง้าสด 9-12 กรัม หรือแห้ง 3-6 กรัม ชงด้วยน้ำร้อน 2 ถ้วยแก้ว ดื่มครั้งละ 1 ถ้วยแก้ว ก่อนอาหารเย็น ติดต่อกันจนกว่าธาตุจะปกติ
แก้ปวดท้องและจุกแน่น -ใช้รากว่านน้ำ หนัก 60 กรัม โขลกให้ละเอียด ชงลงในน้ำเดือด 420 ซีซี. รับประทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3 ครั้ง
เป็นยาดูดพิษ แก้อาการอักเสบของหลอดลมและปอด - ใช้รากฝนกับสุรา เจือน้ำเล็กน้อย ทาหน้าอกเด็ก
เป็นยาแก้ไอ - ใช้ชิ้นเล็กๆ ของรากว่านน้ำแห้ง อมเป็นยาแก้ไอ มีกลิ่นหอมระเหยทางลมหายใจ
เป็นยาถอนพิษของสลอด และแก้โรคลงท้องปวดท้องของเด็ก - ใช้รากว่านน้ำเผาจนเป็นถ่าน ทำผงรับประทานมื้อละ 0.5 ถึง 1.5 กรัม ใช้ใบว่านน้ำสดตำละเอียดผสมน้ำสุมศีรษะแก้ปวดศีรษะได้ ตำพอกแก้ปวดกล้ามและข้อ ตำรวมกับชุมเห็ดเทศ แก้โรคผิวหนัง
เป็นยาขมหอม เจริญอาหาร ขับแก๊ส ช่วยย่อยอาหาร - ในน้ำมันหอมระเหยมีวัตถุขมชื่อ acorin และมีแป้งและแทนนินอยู่ด้วย ทำเป็นยาชง (1 ใน 10) รับประทาน 15-30 ซีซี. หรือทิงเจอร์ (1 ใน 5) รับประทาน 2-4 ซีซี. ขนาดใช้ 1-4 กรัม
สารเคมี : มีน้ำมันหอมระเหย (Calamus oil) 2-4% ในน้ำมันประกอบด้วย Sesquiterpene เช่น asarone, Betasalone (มี 70-80 %) และตัวอื่นๆ ยังมี glucoside รสขมชื่อ acorin
ที่มา http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_06_9.htm


โหระพา


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ocimum basilicum L.
ชื่อสามัญ : Sweet Basil
วงศ์ : Labiatae
ชื่ออื่น : ห่อกวยซวย ห่อวอซุ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) อิ่มคิมขาว (ฉาน-แม่ฮ่องสอน)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นพืชล้มลุก ลำต้นมีขนาดเล็ก มีลักษณะหรือลักษณะพิเศษของโหระพาดังนี้ เป็นพืชที่มีอายุได้หลายฤดู มีลักษณะลำต้นเป็นสี่เหลี่ยมและเป็นพุ่ม ลำต้นจะแตกแขนงได้มากมาย กิ่งก้านมีสีม่วงแดง มีขนอ่อนๆ ที่ผิวลำต้น ใบมีรูปร่างแบบรูปไข่ปกติจะยาวไม่เกิน ๒ นิ้ว ใบจะเรียงตัวแบบตรงกันข้ามกัน ขอบใบหยักแบบฟันเลื่อย ใบมีสีเขียวอมม่วงและมีก้านใบยาว ดอกโหระพา ดอกมีขนาดเล็กสีขาวหรือม่วงจะออกเป็นช่อคล้ายฉัตรที่ยอด ดอกมีทั้งสีม่วง แดงอ่อน และสีขาว ในแต่ละดอกจะมีเกสรตัวผู้ ๔ อัน รังไข่แต่ละอันจะมีสีม่วง เมล็ดมีสีดำมีกลิ่นหอมทั้งต้น
ส่วนที่ใช้ : ทั้งต้น เมล็ด และราก
ทั้งต้น - เก็บเมื่อเริ่มเข้าฤดูหนาว ขณะเจริญเต็มที่ มีดอกและผลล้างให้สะอาด หั่นเป็นท่อนตาแห้งเก็บไว้ใช้
เมล็ด - นำต้นไปเคาะ แยกเอาเมล็ดตากแห้งเก็บไว้ใช้ (ระวังไม่ให้ถูกน้ำเพราะจะจับกันเป็นก้อน)
ราก - ใช้รากสด หรือตากแห้ง เก็บไว้ใช้
สรรพคุณ :
ทั้งต้น
- รสฉุน สุขุม ขับลม ทำให้เจริญอาหาร
- แก้ปวดหัว หวัด ปวดกระเพาะอาหาร
- จุกเสียดแน่น ท้องเสีย
- ประจำเดือนผิดปกติ
- ฟกช้ำจากหกล้ม หรือกระทบกระแทก งูกัด
- ผดผื่นคัน มีน้ำเหลือง
เมล็ด
- รสชุ่ม เย็น สุขุม ถูกน้ำจะพองตัวเป็นเมือก
- ใช้แก้ตาแดง มีขี้ตามาก ต้อตา
- ใช้เป็นยาระบาย (ใช้เมล็ด 4-12 กรัม แช่น้ำเย็นจนพอง ผสมน้ำหวาน เติมน้ำแข็งรับประทาน)
ราก - แก้เด็กเป็นแผล มีหนองเรื้อรัง
วิธีและปริมาณที่ใช้
ทั้งต้น - แห้ง 6-10 กรัม ต้มน้ำดื่ม หรือใช้สดคั้นเอาน้ำดื่ม ใช้ภายนอก ตำพอก หรือต้มน้ำชะล้าง หรือเผาเป็นเถ้า บดเป็นผง ผสมทา
เมล็ด - แห้ง 2.5-5 กรัม ต้มน้ำหรือแช่น้ำดื่ม ใช้ภายนอก บดเป็นผงแต้มทา
ราก - เผา เป็นเถ้าพอก
ใบ
- ใช้ใบคั้นเอาน้ำ 2-4 กรัม ผสมน้ำผึ้ง จิบแก้ไอและหลอดลมอักเสบ
- ใช้สำลีก้อนเล็กๆ ชุบน้ำคั้นจากใบอุดโพรงฟันที่ปวด แก้ปวดฟัน
สารเคมี
น้ำมันหอมระเหยจากใบ ประกอบด้วย Ocimine, alpha-pinene, 1,8- cineole, eucalyptol ,linalool, geraniol,limonene, eugenol, methyl chavicol, eugenol methyl ether.methyl cinnaminate, 3- hexen -1- ol, estragol

ที่มา http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_06_10.htm


อบเชยเทศ


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cinnamomum verum J.Presl
ชื่อสามัญ : Cinnamon Tree
วงศ์ : Lauraceae
ชื่ออื่น : -
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ไม่ผลัดใบ เปลือกลำต้นมีสีเทาและหนา กิ่งขนานกับพื้นและตั้งชันขึ้น ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกลับกันตามลำต้น ลักษณะใบคล้ายรูปไข่ ปลายใบแหลม มีเส้นใบสามเส้น ดอก ออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ขนาดเล็ก สีเหลือง มีกลิ่นหอม ผลมีสีดำคล้ายรูปไข่
ส่วนที่ใช้ : เปลือกต้น ใบ
สรรพคุณ :
เปลือกต้น
- ใช้บำรุงดวงจิต แก้อ่อนเพลีย ทำให้มีกำลัง
- ใช้ขับลม บำรุงธาตุ
- บดเป็นผงใช้เป็นเครื่องเทศใส่อาหาร
- ใส่เครื่องสำอาง
- ใช้ปรุงเป็นยาหอม แก้ลมวิงเวียน และจุกเสียด
ใบ
- มีน้ำมัน ใช้แต่งกลิ่น
- ฆ่าเชื้อ
ที่มา http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_06_11.htm

อบเชยต้น (เชียด)


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cinnamomum iners Reinw. ex Blume
ชื่อสามัญ : Cinnamon
วงศ์ : Lauraceae
ชื่ออื่น : กระแจะโมง กะเชียด กะทังนั้น (ยะลา) กระดังงา (กาญจนบุรี) กะพังหัน โกเล่ เนอม้า (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) เขียด เคียด เฉียด ชะนุต้น (ภาคใต้) มหาปราบตัวผู้ อบเชย อบเชยต้น (ภาคกลาง) ดิ๊กซี่สอ (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่) บอกคอก (ลำปาง) ฝักดาบ (พิษณุโลก) พญาปราบ (นครราชสีมา) สะวง (ปราจีนบุรี)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้น ใบและเปลือกหอม ใบ เดี่ยว เรียงตรงข้าม เมื่อขยี้ใบจะมีกลิ่นหอม ดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่ง สีเหลืองอ่อนหรือเขียวอ่อน เหม็น กลีบรวมชั้นนอก 3 กลีบ คล้ายกลีบเลี้ยง กลีบรวมชั้นใน 3 กลีบ แยกกันแต่ติดตรงโคน ผลสด แก่สีม่วงดำ
ส่วนที่ใช้ : เปลือก ใบ
สรรพคุณและวิธีใช้
เปลือก
- หอมหวาน บำรุงดวงจิต แก้อ่อนเพลัน ทำให้มีกำลัง ขับผายลม
- เปลือกต้ม หรือทำเป็นผง แก้โรคหนองในและแก้โทษน้ำคาวปลา
- ใช้เป็นยานัตถุ์ แก้ปวดศีรษะ ปรุงรับประทานเป็นยาบำรุงกำลัง และปรุงเป็นยาแก้บิด และไข้สันนิบาต
ใบ - เป็นสมุนไพรหอม ปรุงเป็นยาหอม แก้ลมวิงเวียนและจุกเสียดแน่นและลงท้อง เป็นยาบำรุงกำลัง และบำรุงธาตุ
รากกับใบ - ต้มน้ำรับประทาน แก้ไข้เนื่องจากความอักเสบของสตรีที่คลอดบุตรใหม่ๆ
ที่มา http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_06_12.htm
เขียนโดย อนุสรณ์ ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แบ่งปันไปที่ Twitterแบ่งปันไปที่ Facebook

ดอกไม้ไหว้ครู-เครื่องบูชาครู



การไหว้ครูมีความหมาย เป็นการแสดงความคารวะ และกตัญญูกตเวทิตาต่อครูอาจารย์ ในพิธีไหว้ครูของไทย ทั่วไปมักจะเห็นเด็กนักเรียนถือสวยประกอบด้วยดอกไม้ธูปเทียน ดอกไม้นั้น จะเป็นดอกเข็ม ดอกมะเขือ หญ้าแพรก ซึ่งมีความหมายอย่างที่ทราบกันทั่วไป ในสวย ยังประกอบด้วยเทียนเล่มเล็กสองเล่ม นำมาไหว้ครูบาอาจารย์ สวย คือกรวย หมายถึงภาชนะที่ใช้บรรจุ มักทำจากวัสดุธรรมชาติเช่นใบตอง เป็นทรงกรวยปากกรวยประดิษฐ์ด้วยใบตองพับเป็นรูปทรงหูแมว หรือทรงปากนกแก้ว เย็บติดกับปากกรวยซึ่งการทำกรวยหรือสวยใบตองที่มีการประดับปากกรวยอาจต้องทำสวยสองชั้นเพื่อความสวยงามและทนทานเวลาใช้งาน การเย็บสวยมักใช้ไม้กลัด แต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นการใช้ลวดเย็บกระดาษ เว้นแต่จะชำนาญมากจึงใช้ไม้จะอนุรักษ์ดีกว่า

สมัยก่อนเวลาจะไปนิมนต์พระมาทำพิธีที่บ้าน หรือเชิญพ่อหมอมารักษาคนป่วย มักจะใช้สวยดอก หรือสวยดอกไม้แต่สมัยโบราณจริงๆ จะไม่ใช้ธูป การใช้ธูปนำมาจากอินเดีย ( 1 ) ใช้เทียนสองเล่ม

วิธีการประดิษฐ์สวยและการใช้ดอกไม้ที่ใช้ในพิธีไหว้ครูแบบล้านนาจะแตกต่างไปเล็กน้อย ได้แก่สวยใบตอง ไม่นิยมตัดหรือเจียนทิ้ง ใช้ขนาดเท่าฝ่ามือ ดึงให้หลุดจากใบตองตามเส้นใบ นิยมเอาปลายด้านที่แข็งกว่าขึ้นด้านบน และให้ด้านปากสวยมีเพียงปลายใบตอง เพียงใบเดียวที่ยื่นออกมาเป็นรูปสามเหลี่ยม นอกนั้นต้องเก็บส่วนของใบอื่นให้หมด ส่วนล่างปลายแหลมของกรวยต้องมีช่องว่างเล็กน้อย ใบตองที่ประดิษฐ์ขึ้นมา ต้องไม่แตก ไม้กลัดที่เย็บ ต้องแทงเป็นแนวตรงขึ้นด้านบนปาก

ส่วนดอกไม้นิยมใช้ดอกไม้หอม เช่นเกดถะวา ไม่นิยมใช้ดอกชบาหรือใบไม้ การไหว้ครูในพิธีกรรมที่เกี่ยวเนื่องเช่น การไหว้ครูแพทย์ การไหว้ครูบาอาจารย์ทั่วไป พาน กาละมัง หรือขันโตก (ต้องไม่เคยใช้มาก่อน) ที่จัดไหว้เรียก ขันตั้ง หรือขันครูแล้วแต่จะทำขันอะไร ขันดังกล่าวจะแตกต่างในเครื่องบูชาเล็กน้อย แต่ขันครู ก็ยังมีหลายระดับ เช่นขันครู 12 เป็นระดับปฐม สวยดอกไม้ต้องมีสิบสองสวย ซึ่งภายในสวยดอกจะมีข้าวตอกบรรจุอยู่ สวยหมากและพลู สิบสองสวย เครื่องบูชาอื่นๆได้แก่ผ้าแดง ม้วนหุ้มหมากสาย 13 สายเป็นวงกลมอยู่ข้างใน ม้วนหุ้มภายนอกด้วยผ้าขาว มัดด้วยสายสิญจน์แล้ววางตั้งตรงกลางขัน ผ้าแดงหมายถึงครูอาจารย์ที่ล่วงลับไปแล้ว ผ้าขาวหมายถึงครูอาจารย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ น้ำผึ้ง ข้าวสารและข้าวเปลือก ที่บรรจุในขวดพัน (คือขวดขนาด 750 ซีซี) หมากขดเป็นวง สี่ขด เบี้ย ที่มาจากหอย ถุงบรรจุเงิน 108 บาท ร่วมอยู่ภายในขัน โดยที่มีพานดอกไม้ต่างหากอีกพานสำหรับวางดอกไม้และเทียน ห้าเล่มธูปเจ็ดดอกและสลุงบรรจุน้ำที่มีแว่นส้มป่อย เจ็ดแว่นและดอกไม้หอมสำหรับการคำขอตั้งขัน ในการนี้พิธีกรรมต่างๆเน้นการทำให้ถูกต้อง เพื่อแสดงถึงความตั้งใจในการบูชาคุณครูอาจารย์ การร่วมกันตั้งขัน ยังแสดงถึงความสามัคคี มีจิตใจแด่ครูอาจารย์คนเดียวกัน

เครื่องบูชามีความหมายเชิงคุณค่าทางจิตใจ ยังมีคุณค่าทางยาได้แก่

• ข้าวเปลือก และข้าวสาร เมล็ดข้าวสารมีรสมันเย็น แก้พิษร้อนใน กระหายน้ำ ทำให้ชุ่มชื่นใจ บดเป็นผงแป้ง แก้พิษร้อนอักเสบ ฟกบวมทั่วไป ตัวข้าวเปลือก ทางล้านนา นิยมใช้ในการเตรียมยาต้ม รวมทั้งในยาไทย ใช้ใส่ในยาต้ม ต้มจนเมล็ดข้าวเปลือกพอง จึงจะได้ที่สำหรับการต้ม ส่วนข้าวสาร นิยมใส่ในยาฝน ทำให้ยาตำรับนั้นเป็นยาเย็น ข้าวที่เปลี่ยนแปลงสภาพใช้เป็นยา

• ข้าวงอก รสหวานเย็น บำรุงกำลัง

• ข้างตังก้นหม้อ แก้หิวกระหายน้ำ บำรุงกำลัง

• ข้าวสาร บำรุงกำลัง เจริญธาตุ

• ข้าวตอก บำรุงกำลัง เจริญธาตุ

• ข้าวเม่า บำรุงกำลัง เจริญธาตุ

• ข้าวบูด พอกหัวฝี แก้ปวด

• ข้าวกระยาคู แก้หิวกระหาย ชูกำลัง แก้อ่อนเพลีย

• ข้าวกล้องบำรุงกำลัง เลือดเนื้อ ป้องกันโรคเหน็บชา



• ดอกเข็มแดง ดอกเข็มแดง ราก รสเย็นหวาน ใช้ราก แก้บวม แก้โรคตา แก้เสมหะและกำเดา บำรุงไฟธาตุ

• ฝักส้มป่อย ใช้ถ่ายเสมหะ ฟอกผม จะเห็นผักส้มป่อยในพิธีกรรมตอนสงกรานต์ ดำหัว ขึ้นบ้านใหม่

• หญ้าแพรก ทางล้านนาเรียก หญ้าแพรด ทั้งต้นมีรสขมเย็น ตำสุราพอกหรือทาแก้พิษอักเสบ ปวด บวม ต้มดื่มแก้ไข้พิษ ไข้กาฬ ไข้เหือด หัด สุกใส ดำแดง แก้ไข้ ร้อนในกระหายน้ำ แก้ตกโลหิต ระดูมากเกินไป แก้อาเจียนเป็นเลือด ขับลม แก้อัมพาต ปวดเมื่อยตามกระดูก ขับปัสสาวะ แก้ริดสีดวงทวาร ทางยาล้านนา ใช้ราก-ต้น แก้ฝีดาษ และพิษฝีดาษ ถอนพิษเจ็บปวด ทั้งต้นแก้สันนิบาด แก้เสื่อม

• หมาก ใบหมาก รสจืดเย็น มีสรรพคุณล้อมตับดับพิษ ขับพิษภายในและภายนอก ถอนพิษปรอทตามไรฟัน ต้มอาบแก้ผดผื่นคัน ลูกอ่อน รสฝาดหวาน เจริญอาหาร ขับปัสสาวะ แก้เมา แก้อาเจียน แก้ไอ สมานแผล เปลือกลูกแก่ รสจืดหวาน ขับลม ขับปัสสาวะ แก้ท้องอืด ท้องแน่น เมล็ด รสฝาด สมานทั้งภายใน ภายนอก แก้บิด ปวดเบ่ง ฆ่าพยาธิ์ ขับปัสสาวะ ฝนทาแก้แผลเน่าเปื่อย รักษาโรคในปาก ขจัดรอยแผลเป็น หมากแก่ แก้เสมหะในลำไส้เป็นพิษ ราก รสฝาดเย็น แก้พิษไข้ร้อน สมานลำไส้ ถอนพิษบาดแผล

• ใบพลู น้ำคั้นของใบพลูสด เป็นยาช่วยกำลังกระเพาะอาหาร น้ำมันใบพลูที่กลั่น ใช้เป็นยาทาถูนวด แก้อักเสบ และเป็นยาฆ่าเชื้อโรคได้ดี พลูยังมีรายงานวิจัยอีกมาก โดยใช้ใบแก้คัน แก้ลมพิษ เป็นพืชในสาธารณสุขมูลฐาน

• น้ำผึ้ง รสหวาน ทำให้ผายธาตุให้ผอม แก้ลงท้อง แก้สะอึก แก้ไข้ตรีโทษ บำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะ

• ดอกไม้หอม กลิ่นหอมทำให้ดวงจิตแช่มชื่น บำรุงหัวใจ อย่างเช่นดอกเก็ดถะวา ดอกสบันงา

• ใบกล้วย กล้วยที่ใช้ทางยามักใช้กล้วยตีบ ใบ รสจืด ใช้ปิ้งไฟปิดแผลไฟไหม้ เข้ายาอบ ประคบ ต้มอาบแก้ผด ผื่นคัน แก้ริดสีดวงจมูก รากแก้ไข้สามปี ร้อนในกระหายน้ำ

พืชที่ใช้ในการพิธีกรรม เป็นเครื่องบูชานอกจากจะมีความหมาย มีคุณค่า และมีประโยชน์ทางยา เป็นสิ่งที่มีอยู่ในชุมชน หาได้ง่าย ปัจจุบันนี้พืชบางชนิดเริ่มหาได้ยาก และมีราคาแพง เช่นหมาก จึงควรให้ความสนใจและนำมาปลุกไว้ภายในบ้าน นอกจากสะดวกในการใช้ ยังป้องกันการขาดแคลนในอนาคต



: หมายเหตุ : ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยนิวส์ ฉบับวันพุธที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๔ คอลัมน์ภูมิปัญญาเพื่อสุขภาพ หน้า ๕
: บทความ : รศ.ดร.ภญ.พาณี ศิริสะอาด
: ภาพประกอบ: นศ.โท ธวัชวงษ์ เหลี่ยวรุ่งเรือง

 

 
คุณสมบัติของสมุนไพร ที่ได้บันทึกไว้ในตำราแพทย์แผนไทย
ดอกดีปลี รากช้าพลู เถาสะค้าน รากเจตมูลเพลิง เหง้าขิงแห้ง
สรรพคุณ : บำรุงกองธาตุทั้งสี่ ขับลมในลำไส้และกระเพราะอาหารให้เรอ ขับลมแก้จุกเสียด แก้อาการเคลื่อนเหียนอาเจียน
แก้อาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาการไอขับเสมหะ กระจายโลหิต ช่วยให้โลหิตไหลเวียนดี
แก้ริดสีดวงทวาร บำรุงโลหิต แก้เสียดและแน่นหน้าอก

โกฐสอ โกฐเขมา โกฐหัวบัว โกฐจุฬาลัมพา โกฐเชียง (โสมตังกุย)
สรรพคุณ : แก้ไข้ แก้ไอ แก้หืดหอบ บำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น แก้ไข้ที่มีผื่นขึ้นตามตัว เช่น หัดเหือด สุกใส ดำแดง ฝีดาษ
ไข้รากสาด แก้โรคปอด แก้โรคในปาก บำรุงโลหิต ชูกำลัง แก้ลมในกองธาตุ แก้อาหารไม่ย่อย
ขับปัสสาวะ และอุจจาระให้เดินสะดวก แก้เจ็บตา แก้ริดสีดวก แก้ท้องเสีย ขับลมในลำไส้

แก่นแสมทะเล สรรพคุณ : ขับลมในกระดูก ขับโลหิตประจำเดือนสตรี ขับถ่ายโลหิตระดูสตรีให้ปกติ แก้กระษัย

แก่นขี้เหล็ก สรรพคุณ : แก้กระษัย แก้ไตพิการ ปวดบั้นเอว ขับปัสสาวะ บำรุงโลหิต ขับระดูเสีย
แก้ไฟธาตุพิการ เหน็บชา กามโรค

เถาวัลย์เปรียง สรรพคุณ : ถ่ายเส้น ถ่ายกระษัย แก้เส้นเอ็นขอด เส้นตึง แก้ปวดเมื่อย ทำให้เส้นเอ็นหย่อน
ขับปัสสาวะ ถ่ายเสมหะลงสู่คูทวาร

กำลังเสือโคร่ง สรรพคุณ : บำรุงธาตุ บำรุงเส้นเอ็น เจริญอาหาร บำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย

กำลังหนุมาน สรรพคุณ : แก้น้ำดีพิการ นอนสะดุ้งผวา หลับๆ ตื่นๆ ร้อนหน้าน้ำตาไหล

กำลังวัวเถลิง สรรพคุณ : บำรุงธาตุ บำรุงโลหิต บำรุงเส้นเอ็น บำรุงร่างกาย แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย

เถาโคคลาน สรรพคุณ : แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย ครั่นเนื้อครั่นตัว เส้นตึง แก้ปวดหลัง ปวดเอว
แก้กระษัยแก้ไตพิการ ขับปัสสาวะ บำรุงโลหิต

เถาเอ็นอ่อน (เถาเอ็น หรือ เถาเมื่อย)
สรรพคุณ : แก้ปวดเมื่อย เสียวตามร่างกาย เมื่อยขบ แก้เส้นตึง บำรุงเส้นเอ็น ขับลมในลำไส้
แก้ปวดท้อง ท้องขึ้นอืดเฟ้อ แน่นจุกเสียด

กำลังช้างสาร สรรพคุณ : บำรุงธาตุ บำรุงโลหิต แก้อ่อนเพลีย

ม้ากระทืบโรง สรรพคุณ : บำรุงธาตุ บำรุงโรหิต บำรุงกำหนัด

กำแพงเจ็ดชั้น สรรพคุณ : ขับโลหิต บำรุงโลหิต ขับผายลม แก้ไข้ แก้ปวดตามข้อ แก้เม็ดผดผื่นคัน

โด่ไม่รู้ล้ม สรรพคุณ : แก้ไข้ กระษัย แก้ปัสสาวะพิการ บำรุงกำหนัด

ผักสวนครัวรักษาโรคได้



กระถิน
สรรพคุณ ยอดและฝักใช้กินเป็นผักชนิดหนึ่ง แก้ร้อนใน กระหายน้ำ
ช่วยให้เจริญอาหาร บำรุงหัวใจ // เมล็ดแก่ แก้ขับลม ขับระดูในสตรี
บำรุงไตและตับ แก้อาการนอนไม่หลับ เป็นยาอายุวัฒนะ ฯ

กะเพรา
สรรพคุณ ดอก ใบ กิ่ง ใช้ปรุงเป็นยาบำรุงธาตุ แก้ปวดท้อง ท้องขึ้น เฟ้อ เรอ
เหม็นเปรี้ยว แก้ลมตาล ลมทรางในเด็ก แก้ลมตีป่วนในท้อง ช่วยขับลม
ใช้ผายลมและเรอออกมา แก้ลมจุกเสียด ทั้งเด็กและผู้ใหญ่
ใช้ปรุงผสมกับสมุนไพรอื่นๆ เป็นยาเขียว ยาลม ยาธาตุ และยาแก้กษัย // ราก
ใช้ฝนใส่ฝาหม้อดินผสมกับสุราขาว หยอดใส่ปากเด็กโตอายุ 3-5 ขวบขึ้นไป
ช่วยให้ลมในกระเพาะลำไส้ เด็กเล็กกว่านี้ใช้เป็นยาแก้ถ่ายขี้เทา
ช่วยให้ผายลมในกรร๊เด็ดท้องอืด ท้องเฟ้อ มักจะเรอน้ำนม ฯ

กระเทียม
สรรพคุณ กระเทียม มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามสภาพท้องถิ่น มักลิ่นเผ็ดร้อน
ทางเหนือเรียก หอมเทียม ภาคอีสานเรียก หอมขาว ปักษ์ใต้เรียก หัวเทียม
ใช้หัวสดตำทาแก้โรคผิวหนัง เช่น เกลื้อน กลาก เรื้อนกวาง
ตลอดจนผดผื่นคันตามตัวทั่วไป ปรุงผสม สมุนไพรอื่น แก้ริดสีดวงทวาร
ริดสีดวงลำไส้ แก้ขับลมปัสสาวะ แก้กษัยบำรุงไต แก้ขับระดูในสตรีพิการ
มีกลิ่นคาว เหม็นเน่า แก้อาการโรคประสาทอ่อนๆ อาการนอนไม่หลับ อาหารเหม่อลอย
สะดุ้งผวาตกใจง่าย แก้ขับเนื้อร้ายภายใน สมานแผลในกระเพาะและแผลในลำไส้
แก้โรคหืด อัมพาต ลมตีขึ้นทำให้หน้ามืดตาลาย ลมตีลงทำให้ปั่นป่วนในท้อง
และลำไส้ เกิดอาการคลื่นเ***ยน อาเจียน อาการปวดตามบั้นเอว
สันหลังและชายดครงทั้งสองข้าง ใช้ทุบโขลกสระผม แก้โรคผิวหนัง
ขจัดรังแคบนศรีษะ ป้องกันผมหงอกก่อนวัย เป็นยาอายุวัฒนะ

กระชาย
สรรพคุณ ตำรับยาใช้หัวปรุง แก้อาการปากเปื่อย ปากเป็นแผล ปากแตกแห้ง
ร้อนในกระหายน้ำ แก้ใจคอหวาดหวิวผวา แก้ปวดท้อง ลงท้อง จุกเสียด แก้บิด
มูกเลือด บำรุงกำลัง บำรุงน้ำดี ฯ

กระเจี๊ยบ
สรรพคุณ ใบ ใช้เป็นยากัดเสมหะ แก้ไอคันคอ ขับไขมัน
และเมือกในลำไส้ให้ออกทางทวารหนัก // เมล็ด ใช้ปรุงยาแก้ดีพิการ บำรุงธาตุ
บำรุงกำลัง ขับปัสสาวะ บำรุงไต ฝักหรือผล กำลังดิบๆ ไม่แก่เกินไป
ต้มกินบำรุงธาตุ บำรุงไต ขับปัสสาวะ ทำให้คอชุ่มเย็นๆ

กล้วยน้ำว้า
สรรพคุณ กล้วยชนิดอื่นๆ ที่กินไม่ได้ มักจะปลูกไว้ทำยากล้วยน้ำหว้า
ใช้กินผลสุกวันละ 2-3 ลูก ช่วยให้บำรุงกำลังเจริญอาหาร ช่วยระบบขับถ่าย
แก้ท้องผูก แก้โรคกระเพาะ ลำไส้เป็นแผล และเป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงธาตุ
ทำให้กระเพาะและลำไส้ไม่ค้างกากอาหารเก่าๆ

ขมิ้น
สรรพคุณ ใช้ขับระดูสำหรับสตรี ที่มีกลิ่นเหม็น และเลือดจับกันเป็นก้อนดำ
จะช่วยละลายให้แตกเป็นลิ่มๆ ออกมา แก้บิดเป็นมูกเลือด แก้น้ำดีพิการ
ขับลมให้ผายออกมาทางทวารหนัก หรือให้เรอออกมาทางปาก แก้น้ำดีพิการ
ขับลมให้ผายออกมาทางทวารหนัก หรือให้เรอออกมาทางปาก ฝนหยอดตา แก้อาหารตาแดง
ตาเปียกแฉะมีขี้ตาเป็นประจำในฤดูแล้ง ยังแก้ธาตุพิการ ท้องร่วง ใช้ดมแก้หวัด
ขับเสมหะในลำคอ ผสมสมุนไพรอย่างอื่นๆ เป็นยาคุมธาตุยังแก้ฟกช้ำ
ดำเขียวตามร่างกาย ด้วยการเอาหัวสดๆ
มาตำพอกบรรเทาอาการอักเสบและเคล็ดยอกได้ด้วยๆ

ข่า
สรรพคุณ แก้ท้องเสีย ไล่ลมในท้อง หรือมีอาการปวดมวนหรือแน่น จุกที่หน้าอก
ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ เวลากินอาหารมากๆ จะไม่ท้องเสียหรือปวดท้อง
ช่วยขับลมในลำไส้และลมในกระเพาะ ใบใช้ตำพอกหรือทาโรคผิวหนัง หิด กลาก เกลื้อน
ถ้าหญิงคลอดลูกใหม่ๆ เลือดขัดใช้หัวข่าสดมาบด ผสมน้ำมะขามเปียกและเกลือแกง
บับคั้นเอาแต่น้ำๆ ประมาณชามแกงย่อมๆ ให้ดื่มเข้าไปจนหมด
จะสามารถขับเลือดเสียออกมาจนหมด และยังช่วยทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วยิ่งขึ้น ฯ

ขี้เหล็ก
สรรพคุณ แก่น แก้ธาตุพิการ อาหารไม่ย่อย บำรุงธาตุไฟ
แก้หนองในและการมโรคในบุรุษ ราก แก้ไข้หัวลม เมื่ออากาศเปลี่ยนฤดูกาล
แก้ปวดเมื่อย เหน็บชา แก้กษัย บำรุงไต ดอก แก้โรคประสาท อาการนอนไม่หลับ
แก้หอบ หืด บดผสมน้ำฟอกผมบนศรีษะขจัดรังแค เปลือก แก้ริดสีดวงทวาร
ริดสีดวงลำไส้ แก้โรคเบาหวาน สมานแผลให้หายเร็ว ใบแก่ แก้ถอนพิษ ถ่ายพิษ
แก้กามโรค
ตำพอกที่แข้งขา มือเท้าที่มีอาการบวมเนื่องจากเหน็บชา ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้
และพิษจากแมลง สัตว์ กัดต่อย กิ่งใบ ทำเป็นยาระบาย ถ่ายพิษ ขับเสลดในคอ
แก้ไข้จับสั่น (มาเลเรีย) จนม้ามย้อย แก้โรคเหน็บชา แก้ร้อนในกระหายน้ำ ดีนัก


แคขาว แคแดง
สรรพคุณ เปลือกแค แก้ร้อนในกระหายน้ำ ขับเสมหะในลำคอ บำรุงกระเพาะและลำไส้
นอกจากนี้ แค ทั้งเปลือกที่นำมาต้ม ยอด
ดอกและฝักที่เรานำมากินเป็นผักประจำวันนั้น แก้ท้องเดินท้องร่วง
สมานแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ แก้บิดมูกเลือด แก้ไข้หัวลม
(คือก่อนเข้าฤดูหนาว) แก้ริดสีดวงจมูก ใบใช้ตำพอกแผลสด
เพื่อสมานเนื้อให้หายเร็ว เปลือกนอดของต้นแค ใช้ฝนเอามาทาแผลเปื่อย
แผลสดได้ผลดี ฯ

เหง้าขิงแห้ง
สรรพคุณ เป็นยาจำพวกยาอายุวัฒนะ บำรุงร่างกาย บำรุงหัวใจ บำรุงธาตุไฟ
ขับลมในลำไส้ ให้ผายลมออกมา แก้ร้อนในกระหายน้ำ ช่วยย่อยอาหาร แก้ลมพรรดึก
แก้อาการปวดท้อง คลื่นเ***ยนอาเจียน แก้บิดมีตัว บิดมูกเลือด
แก้อุจจาระเป็นฟองเหลือง ขาวและมีกลิ่นเหม็นคาวจัด
แก้และบำรุงหลอดคอให้ชุ่มเย็น ขับละลายก้อนนิ่วฯ ตำรับยาแผนโบราณ แก้ลมพานไส้
แน่นหน้าอก แก้นอนไม่หลับ แก้โรคปากเปื่อย คอเปื่อย ฯ

ตะไคร้
สรรพคุณ นิยมใช้หัวนำมาคั่วไฟ แก้ขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา แก้นิ่วในระยะแรกๆ
แก้ปัสสาวะหยด และยังใช้ใบมาย่างไฟให้เหลือง แก้อาการปวดท้อง ท้องขึ้น
ท้องเฟ้อ ลมมากในลำไส้ บรรเทาอาการร้อนใน ริมฝีปากแห้ง

ตะไคร้หอม บางท้องถิ่นเรียก ตะไคร้แดง เพราะลำต้นสีแดง
สรรพคุณ ตะไคร้หอม แก้ริดสีดวงที่เป็นแผลในปาก ริมฝีปากแตก ร้อนในกระหายน้ำ
สตรีมีครรภ์กินมากไม่ได้ แก้ขับเลือดเสีย แก้ขับลมในลำไส้ ใช้ทาตามแขน ขา มือ
เท้า ป้องกันยุงและแมลงไม่ให้มารบกวนได้ดี ฯ

ตำลึง
สรรพคุณ ใบ ใช้ตำหรือบดผสมแป้งดินสอพอง พอกแผลฝี ช่วยบีบรีดหนองให้แตกออกมา
เพื่อให้แผลฝีหายเร็ว ใช้ใบปรุงผสมกับสมุนไพรอื่นๆ เป็นยาเขียว ยาเย็น
แก้ขับอาการร้อนในและพิษไข้ให้ตัวเย็นลง ตำใบทาตามผิวหนังแก้ผด ผื่นคัน
และใช้ถอนพิษตามผิวหนังที่ถูกขนหมามุ่ย ให้หายคันคะเยอได้ ขับพิษร้อนพิษแสบ
ปวด และคันตามตัวให้หาย เถา ใช้ตัดมาคลึงให้นิ่ม บีบเอาน้ำภายในออกมา หยอดตา
แก้ตาฟ่าง ฟาง ตาแดง ตาแฉะ มีขี้ตามาก ราก แก้ตาเป็นฟ่า ตาติดเชื้อ
ดับพิษปวดแสบ ปวดร้อนในตา บำรุงธาตุ เจริญอาหาร บำรุงหัวใจ บำรุงน้ำดี
ทำให้ระบบขับถ่ายสะดวก รักษาโรคลำไส้และกระเพาะอาหาร ทำให้ตาแจ่มใส ผลสุก
จะมีสีแดง ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย ฯ

ชะอม
สรรพคุณ รากใช้ฝนกับน้ำหรือเหล้าขาว แก้ขับลมใน ลำไส้และลมในกระเพาะอาหาร
ให้ผายลมออกมา แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อเรอเหม็นเปรี้ยว แก้ปวดมวน
ปวดแสบปวดร้อน ยอดกินแทนผักมากๆ ช่วยระบบขับถ่ายได้ดี นำมาเป็นยาบำรุงธาตุ
ช่วยย่อยอาหาร เจริญอาหาร ฯ

มะกรูด มัน
สรรพคุณ ใบ แก้ขับเสมหะ แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้พิษ ฝีภายใน
แก้เลือดออกตามไรฟัน ที่เรียกว่า ลักเปิดลักปิด ผล
ใช้แก้ขับลมในลำไส้กระเพาะอาหาร แก้ขับระดูเสีย และบำรุงเลือดในสตรี

แก้ลมจุกเสียดภายในท้อง ตามซี่โครงทั้งสองข้าง ราก
ใช้ถอนพิษสำแดงสุมรากและลูกให้เกรียม ทำผงละลายน้ำผึ้ง
ใช้ป้ายลิ้นเด็กทารกแรกคลอด แก้ลิ้นเป็นฝ้าขาว ช่วยขับขี้เทา
ขับลมให้ผายลมในทารก ฯ

มะนาว
สรรพคุณ ใบ ใช้แก้ให้กัดและฟอกเลือดในสตรีที่มีระดูเสีย ใช้ใบต้มกินให้
ขับเลือด ขับลม เมล็ดใน คั่วให้เหลืองเกรียมใช้ผสมสุราขาว
เป็นยาขับเสลดในลำคอ ในลำไส้ แก้โรคตาลทรางในเด็กทารก ราก
ใช้ถอนพิษไข้ทับระดู ไข้กลับ ๆ ซ้ำ ๆ ไม่รู้จักหายฝนผสมกับสุราทาแก้ฝี
แก้ปวดหัวฝี เร่งให้บีบให้แตกเร็วขึ้น น้ำใช้ผสมน้ำผึ้งแท้
กวาดคอเด็กที่เป็นตาลทราง ตาลขโมย หรือลิ้นมีฝ้าขาวหนาจัด
ช่วยขับลมในท้องเด็กทารก มะนาว ใช้กระทุ้งพิวถอนไข้ผิดสำแดง
แก้เลือดออกตามไรฟัน และแก้นอนสะดุ้ง หนังตาแข็ง นอนไม่ค่อยหลับ แก้ประสาท
มีสติหลงๆ ลืม ๆ หน้ามืดตามัวความจำเสื่อม ฯ

มะเขือพวง
สรรพคุณ ทำให้เจริญอาหาร บำรุงธาตุ ฯ

มะเขือเทศ
สรรพคุณ ให้มีวิตามินซี แก้เลือดออกตามไรฟัน (ลักปิดลักเปิด)
หากกินสม่ำเสมอจะทำให้ไม่เป็นมะเร็งในลำไส้ แก้โรคนอนไม่ค่อยหลับ
หรือมักนอนผวก สะดุ้ง หรืออาการตกใจง่าย ฯ

มะละกอ
สรรพคุณ ราก รสฉุนเอียน ใช้แก้โรคหนองใน ขับเลือด หนองในกระเพาะปัสสาวะ
บำรุงไต ก้านใบ
มีสรรพคุณเช่นเดียวกันกับทั้งฆ่าพยาธิในลำไส้และในกระเพาะอาหาร แก้โรคมุตกิด
ระดูขาว เหง้า ตรงที่ฝังดิน มีรากงอกโดยรอบ
ใช้ทำยาขับและละลายเม็ดนิ่ว ในกระเพาะปัสสาวะได้ผลดี

มะระ
สรรพคุณ มะระ ชาวจีนเรียก "โก***เกี๋ยะ" บางท้องถิ่นเรียกผักไห่
ภาคเหนือเรียก หม่านอยยอกและใบอ่อน แก้โรคปวดตามข้อตามกระดูก ที่เรียกว่า
รูมาติซั่ม และเก๊า ซึ่งทำให้คนไทยเราส่วนมากเป็นโรคปวดตามข้อมือ ข้อเท้า
ตามหัวเข่า
จะมีอาการปวดบวม และยังแก้อาการร้อนในกระหายน้ำ ธาตุพิการ บำรุงไต เมล็ดถอน
แก้ฆ่าพยาธิในลำไส้และกระเพาะ เป็นยาระบายอ่อนๆ ทำให้ตัวชุ่มเย็น แก้ไข้
ละบายพิษต่างๆ ให้ระบายออกทางปัสสาวะและอุจจาระ แก้ปวดเมื่อย
ขับฤดูเสียในสตรี บำรุงน้ำดี บำรุงตับและม้ามให้ปกติ ยอดมะระ
ใช้แก้อาการเจ็บคอ
ดับพิษร้อนแก้ไข้เปลี่ยนฤดู และแก้ข้อบวม เข่าบวม ข้อนิ้วปวด
ช่วยให้มีระดูปกติ บำรุงมดลูกให้ปกติ บำรุงเลือดให้ปกติ
หากเอาใบแก่และเถามาต้มน้ำดื่มกินแทนน้ำหรือน้ำชาได้จะช่วยขับพยาธิในลำไส้และใน
กระเพาะ แก้กระหายน้ำ ทำให้อกและหัวใจชุ่มเย็น ช่วยให้เจริญอาหาร
และช่วยระบบขับถ่ายให้สะดวกสบาย ในปัจจุบันนี้ วงการแพทย์ไทยได้วิจัยค้นพบว่า
สามารถใช้แก้โรดเอดส์เบื้องต้นได้ เมื่อทดอลงกับผู้ป่วยทำให้เม็ดผื่นคัน
และแผลในร่างกายไม่ลุกลามต่อไป หัวผดผื่นคันยุบลง และทำให้กินได้ นอนหลับ
ผิวพรรณและมีกำลังดีขึ้น ฯ

มะรุม
สรรพคุณ เปลือกลำต้น ใช้ถากมาต้นน้ำกิน
เป็นยาช่วยขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ ช่วยให้ผายลมและเรอ บำรุงธาตุ ราก
รสเผ็ด หวานขม ใช้แก้อาการบวมน้ำ บำรุงธาตุไฟ เจริญอาหาร ยอดและฝักอ่อน
ช่วยให้เจริญอาหาร แก้ไข้หัวลม (เปลี่ยนฤดู จากฝนเข้าสู่หนาว...)
ช่วยย่อยอาหาร ฯ

มะแว้ง
สรรพคุณ ใบและราก ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ เมื่อปรุงกับสมุนไพรอื่นๆ บดเป็นผง
ทำเป็นลูกกลอน แก้วัณโรคปอด วัณโรคในลำไส้ และวัณโรคในกระดุก เป็นยาแก้ไข้
แก้ไอเป็นเสมหะ ผลหรือลูกมะแว้ง ใช้บำบัดโรคเบาหวาน บำรุงน้ำดี น้ำตับอ่อน
คนที่มีความดันสูงหรือเป็นโรคเบาหวาน หากกินผลมะแว้งเสมอๆ
จะทำให้อาการโรคค่อยทุเลาบรรเทาลง เจริญอาหาร จะรู้สึกชุ่มคอและชุ่มปอด
หญ้าอกเย็น และยังช่วยแก้ไข้สันนิบาต แก้คอมีเสลดเหนียว
ทำให้ระคายคอและมีอาการไออยู่เสมอๆ แก้ขับและละลายเสลดในลำไส้
ช่วยให้ระบายออกทางทวารหนัก กินเป็นประจำ จะไม่ค่อยเป็นหวัด คัดจมุก
และความดันโลหิต มะแว้งยังใช้ปรุงยาอื่นเป็นยาเขียว ยาแก้เบาหวาน และอื่นๆ
อีกหลายขนาน ผลแก่ ใช้บดผสมสุราขาว ใช้กวาดคอเด็กทารก แก้เด็กร้องเด็กอ้อน
เพราะลำคอมีพิษไข้ขึ้น ร้อนในกระหายน้ำ และมีเม็ดเล็กๆ รอบในลำคอ ฯ

แมงลัก
สรรพคุณ แก้ขับลมในกระเพาะและลำไส้ บำรุงธาตุแก้โรคลำไส้พิการ
แก้พิษตาลทรางในเด็กทารก ช่วยให้เจริญอาหาร
เมล็ดใช้ผสมกับน้ำหวานหรือน้ำเชื่อม กินแล้วช่วยดับร้อนในกระหายน้ำ
ทำให้ชุ่มคอ บำรุงหัวในให้ชุ่มฉ่ำ อารมณ์แจ่มใส ช่วยสมานแผล
ช่วยให้แผลหายเร็ว และโรคกระเพาะลำไส้ ฯ

สัปปะรด
สรรพคุณ เหง้า แก้ขัดเบา ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว ช่วยละลายก้อนนิ่ว แก้หนองใน
แก้ระดูขาวมีอาการคันในช่องคลอดของสตรี ผล ใช้ปลอกเปลือก เอาตาออกเสีย
ใช้กินจิ้มเกลือ ช่วดกัดเสลดในลำคอและลำไส้ ช่วยให้ปัสสาวะสะดวก
บำรุงกระเพาะปัสสาวะได้ดีมาก แกนในผล ถ้าคนฟันดี
สมควรกัดเคี้ยวกินให้หมดเพราะมีประโยชน์เช่นเดียวกับเหม้าและเนื้อผลของมันและยังเอาผลไปทำเหล้าไวน์สับปะรด ดื่มกินบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง
บำรุงไตแก้กษัย เป็นยาจำพวกอายุวัฒนะ เสริมอวัยวะเพศชายให้แข็งแรง ชายใดที่มีอวัยวะเพศตายด้านควรทำกินประจำ
สำหรับสตรีก็เช่นกันควรกินเนื้อผลสับปะรดสัปดาห์ละครั้งจะช่วยเสริมมดลูกให้แข็งแรงไม่เป็นตกเลือด ระดูขาวอีกต่างหาก ฯ

บวบ
สรรพคุณ บวบหอม ใช้แก้อาการท้องเดิน เจริญอาหาร บวบขม
นำเอาผลแห้งไปปรุงยาสมุนไพร เมล็ดและผลใช้แก้ขับเสมหะ ขับเสลด แก้ไอคันคอรากและใบ ใช้บนกับเส้นยาสูบ แก้ริดสีดวงจมูก บวบเหลี่ยม ช่วยให้เจริญอาหารบำรุงธาตุ ฯ

ใบบัวบก
สรรพคุณ เป็นยาบำรุงหัวใจ แก้เมื่อยล้า เมื่อยขบ แก้อ่อนเพลีย แก้ท้องเดินท้องเสีย แก้บิดเริ่มเป็น ขับปัสสาวะ แก้อาการอิดโรย คลายเครียดในยามเช้า สายบ่าย เย็น ได้ดีมากๆ คนที่ทำงานหนัก ช้ำใน หรือดื่มเครื่องดองของเมาหนักให้ดื่มน้ำใบบัวบกนี้ จะมีอาการกระปรี้กระเปร่า หูตาสว่าง จิตใจเบิกบานจะกระจายละลายเลือดภายในให้หายได้รวดเร็วดีนัก แล ฯ

พริกไทย
สรรพคุณ เม็ด มีรสเผ็ด ฉุน เม็ดแห้ง ที่มีเปลือกดำติดอยู่ เรียกว่า พริกไทยดำ
ใช้พริกไทยดำ หรือพริกไทยร่อน จะต้องเอาอย่างนั้น
หมอแผนโบราณคงมีเหตุผลของท่านแน่นอน แก้อาการจุกเสียดแน่นหน้าอก ปวดมวนในท้อง
ท้องขึ้น เฟ้อ เรอ เหม็นเปรี้ยว บำรุงธาตู เมื่อปรุงผสมกับสมุนไพรอื่นๆ เช่นแห้วหมู ดีปลี โด่ไม่รู้ล้ม สะค้าน เถาคันแดง เป็นต้น ท่านว่าเป็นยาอายุวัฒนะ

ใบและราก แก้ลมตีขึ้น ทำให้มีอาการหน้ามืด ตามัว ปวดหัวตัวร้อน เครียดหนัก นัยน์ตาฟ่าฟาง แก้กษัย ไตพิการ บำรุงธาตุ ราก ถ้าปลูกตามต้นไม้ เช่น มะม่วงป่า ยิ่งดี ให้เก็บราก ตามโคนต้นและตามข้อเถา ใช้แก้ลมจุกเสียด แก้ลมในท้อง มีอาการท้องลั่นท้องร้องโครกคราก และมีอาการปั่นป่วน จนเบื่ออาหารและนอนไม่หลับ เครือเถา แก้อติสาร คือ
อาการท้องร่วงอย่างแรงและท้องเดินหลายๆ ครั้ง แก้ลมในทรวงอก ใช้ปรุงยาได้ทั้ง ราก เถา เมล็ด ใบดอก ฯ

ผักบุ้ง
สรรพคุณ ผักบุ้งขาว หรือผักบุ้งจีน ช่วยให้เจริญอาหาร เป็นยาถอนพิษ บำรุงธาตุ
สรรพคุณของผักบุ้ง โดยเฉพาะผักบุ้งไฟแดง คนที่ชอบเป็นตาต้อ ตาแดง
หรือคันนัยน์ตาบ่อยๆ ตลอดจนมีอาการตาฟ่าฟาง จำพวกคนสายตาสั้น
จะทำให้สายตาที่แจ่มใส บำรุงสายตา ทำให้ไม่เป็นโรคกระเพาะ ฯ

โหระพา
สรรพคุณ ใช้ปรุงเป็นยาขับลมในกระเพาะและลำไส้ แก้ท้องอืด เฟ้อ เรอ เหม็นเปรี้ยว ช่วยขับลมทำให้เรอและผายลม คือ ทำให้เลือดลมเดินดี

สำหรับเมล็ดแห้งใช้แก้บิดมีตัว และบิดมูกเลือด ล้างของเสียภายในลำไส้และในกระเพาะ ไม่ทำให้เป็นแผลในกระเพาะและตามลำไส้ สำหรับโหระพาทั้ง 5 คือ ราก ต้น ใบ ดอก เม็ด ใช้กินแก้บิด แก้ไขทรพิษตาลทรางในเด็กทารก แก้นอนไม่หลับ นอนสะดุ้งผวายอดโหระพา ช่วยให้เจริญอาหาร บำรุงธาตุ ฯ

ทับทิม
สรรพคุณ ดอกใช้ผสมยาอื่นๆ ปรุงธาตุ บำรุงธาตุ ปรุ่งเครื่องเทศ เช่นอบเชยและกานพลู ฯลฯ เป็นยาสมาน ไล่ลมในกระเพาะ ลำไส้ ช่วยให้เจริญอาหาร ราก ใช้ต้มกินสมานลำไส้ ฆ่าพยาธิตัวตืด พยาธิปากขอ พยาธิไส้เดือน ตลอดจนพยาธิเส้นด้ายได้ดี เปลือกต้นและเปลือกผลทับทิม แก้โรคบิดเป็นตัว และบิดมูกเลือด กินต้มแก้ขับถ่ายของเสียเรื้อรัง และขับพยาธิทุกชนิดในลำไส้ แก้ล้างไขมัน (คอเลสโตรอล) ในลำไส้ ขับลมทุกอย่างอันเกิดจากพิษไข้

ยอดทับทิมอ่อน ใช้ต้มกินน้ำ แก้บำรุงธาตุ แก้ร้อนในกระหายน้ำ บำรุงหัวใจ แก้ท้องร่วงในเด็ก ใช้ยอดอ่อน 5-7 ยอด ต้มกับน้ำให้เดือด ยกลงให้เย็นแล้ว

ให้เด็กเล็กดื่มกิน แก้อาการท้องเดิน ท้องร่วงเป็น้ำซาวข้าว
สำหรับผู้ใหญ่ให้เอา ยอดอ่อน 7 ยอด ต้มน้ำกิน ประมาณ 1-2 แก้ว
จะทำให้อาการท้องเดิน ท้องร่วง หรืออาเจียน ปวดมวนในท้องมีอาการบรรเทา

เปลือกผลทับทิม ใช้เปลือกแห้งฝนผสมกับสุราหรือน้ำสะอาด ใช้ทาแผลให้ทั่ว

ยาจะช่วยสมานและรัดแผลให้แห้งหายในเร็ววัน ทับทิมในเมืองไทยมี 2 ชนิด คือ
(1) ทับทิมชนิดดอกขาว
(2) ทับทิมชนิดดอกแดง มีสรรพคุณทางยาเสมอกัน ฯ

ตาเหลือก

เป็นสมุนไพรท้องถิ่น
รากหรือต้นใช้ดองเหล้า บำรุงกำลัง

กระทุงหมาบ้า
 
ชื่ออื่นๆ : ผักอ้วนหมู เครือเขาหมู (ภาคเหนือ);
กะทุงหมาบ้า คันชุน สุนัขบ้า (ภาคกลาง);
มวนหูกวาง (เพชรบุรี); เถาวัน (ปักษ์ใต้)

เป็นพรรณไม้ที่มักขึ้นตามบริเวณชายป่า
ขยายพันธุ์ด้วยปักชำ 
ส่วนที่ใช้ : ลำต้น ใบ ผล ราก เถา

สรรพคุณ : ลำต้น แก้โรคตา แก้หวัด ทำให้จาม  แก้พิษงูกัด
ใบ แก้แผลที่ถูกน้ำร้อนลวก แก้บวม แก้ฝี

วิธีใช้โดยการนำใบสด มาตำให้ละเอียดแล้ใช้ทา
ราก ทำให้อาเจียน ขับพิษร้อน กระทุ้งพิษ
พิษฝี พิษไข้หัว ไข้กาฬ แก้ปัสสาวะพิการ
แก้พิษน้ำดีกำเริบ ช่วยให้นอนหลับ

ผล เป็นยารักษาโรคให้สัตว์
เถา เป็นยาเย็นขับปัสสาวะ

จิงจ้อเหลี่ยม

ชื่ออื่น  จิงจ้อแดง 

รายละเอียด  ไม้เถาล้มลุก ลำต้นสามเหลี่ยม มีปีกแคบๆ ลำต้นอ่อนสีเขียว
ต่อมาสีม่วงแดงหรือน้ำตาลแก่
ดอกออกเป็นช่อกลีบดอกสีขาว
ผลกลมแป้น ภายในมีเมล็ดสีดำ 4 เมล็ด
พบตามที่รกร้าง ริมทาง ป่าดิบแล้ง
ชอบดินปนทราย และแดดจัด 
สรรพคุณ  ราก – แก้ไข้ ขับปัสสาวะ ยาระบาย แก้อาการปวดตามข้อ
ลำต้น – ยาทาภายนอกหลังคลอด แก้อาการเสียด ในท้อง

กะตังใบ
ชื่ออื่นๆ : กะตังแดง (กรุงเทพ) , เขือง / บังใบ / กะตังใบ / กะตังบาย (ภาคกลาง) ,
กะลังใบ / เขืองแขงม้า (ภาคเหนือ)

กะตังใบเป็นไม้พุ่มสูง 1-3 เมตร ลำต้นและกิ่นก้านเป็นเหลี่ยม 8-10 เหลี่ยม
ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ก้านใบมักจะแผ่เป็นกาบหุ้มกิ่งเอาไว้
ใบย่อยจำนวนมากปลายแหลม โคนมน ขอบใบจักเป็นซี่เล็กๆ

ดอกสีแดงเข้มออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ก้านช่อดอกยาว
ดอกขนาดเล็กมีจำนวนมากอัดกันแน่น กลีบดอกปลายแยกเป็น 5 แฉก
ผลค่อนข้างกลมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร มี 3 พู
เมื่อสุกเป็นสีดำ ออกดอกตลอดปี แต่จะดกในช่วงหน้าฝน

ประโยชน์ : รากใช้ขับเหงื่อ แก้ไข้ แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย

ผักปลังแดง 

ผักปลัง หรือ ผักปั๋ง(ภาคเหนือ)  : มีทั้งขาวและแดง
ความแตกต่างระหว่างผักปลังขาวและผักปลังแดงคือ
ลำต้นและใบของผักปลังขาวมีสีเขียว
ส่วนผักปลังแดงมีลำต้นและใบสีม่วงแดง

สรรพคุณ
ผักปลัง มีคุณสมบัติทางสมุนไพรหลายอย่าง
นอกจากใช้เป็น ยาระบายอ่อนๆแล้ว
ยังมีปรากฏในตำรายาไทยแผนโบราณ ดังนี้

ต้น : แก้พิษฝีดาษ
ใบ : แก้กลาก
ดอก : แก้เกลื้อน
ราก : แก้มือเท้าด่าง แก้รังแค แก้พรรดึก (ก้อนอุจจาระที่แข็งกลม)

ผักหนอก หรือใบบัวบก

เป็นพืชล้มลุกที่มีลักษณะคล้ายบัว ก้านใบงอกจากพื้นดิน
กินได้ทั้งก้านและใบ เป็นผักสดแกล้มอาหารรสเข้มข้น เพราะมีรสขมอ่อนๆ กลิ่นหอม
เช่น แกล้มกับน้ำพริก ส้มตำ ลาบ ก้อย และอาหารจานเดียว
เช่น หมี่กรอบ ผัดไทย นอกจากนี้ยังใส่ในแกงเผ็ดและยำ ทำให้รสอาหารอร่อย

สรรพคุณรักษาอาการช้ำใน แก้อ่อนเพลีย ขับปัสสาวะ ขับโลหิตเสีย รักษาโรคผิวหนัง รักษา

ชะเอมเถา


ชื่ออื่นๆ - ชะเอมไทย,  ชะเอมป่า
เป็นพรรณไม้เถา ชอบเลื้อยพาดพันต้นไม้ใหญ่
เถานั้นจะยาวประมาณ 30 เมตร

ใบ : ใบจะเป็นใบขนาดเล็กและละเอียดเป็นฝอย
มีลักษณะคล้ายใบส้มป่อย
ราก : จะมีรสหวานจนเอียนไม่น่ากิน
ส่วนที่ใช้ : ต้น ใบ ดอก ผล และราก ใช้เป็นยา

สรรพคุณ :

ต้น ใช้ถ่ายลมและรักษาโรคในคอ ช่วยทำให้ผิวหนังสดชื่น
ใบ ใช้ถ่ายเลือด
ดอก ใช้ถ่ายรักษาน้ำดีพิการ และเลือดพิการ
ผล ใช้ขับถ่ายเสมหะ
ราก ใช้ปรุงเป็นยารักษาอาการกระหายน้ำ
      ทำให้ชุ่มชื่นในลำคอ

ตรีผลา เป็นพิกัดยาที่ประกอบด้วย ผลไม้ไทย 3 อย่าง
ได้แก่ สมอไทย สมอพิเภก และมะขามป้อม


ส่วน สรรพคุณของสมอไทย (Haritaki)
คือลดอาการไอ แก้อาการแพ้ หืด และไซนัสเรื้อรัง มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด
ช่วยควบคุมน้ำตาลไม่ให้สูงเกินไปในผู้ป่วยเบาหวาน
ใช้น้ำต้มสมอไทยผสมเกลือเล็กน้อยอมบ้วนปาก
ฤทธิ์ฝาดสมานของสมอไทย ช่วยรักษาแผลในปากได้ดี

ส่วนผล ห่ามของสมอพิเภก(Vibhitaki)นั้น
มีน้ำมันที่ออกฤทธิ์คล้ายน้ำมันระหุ่งเป็นยาระบาย
ส่วนผลสุกมีสารสำคัญที่กระตุ้นการหลั่งน้ำดีช่วยทำให้ระบบย่อยการทำงานได้ดี ขึ้น

ผลมะขามป้อม Amalaki มีแทนนินที่ ละลายน้ำได้ 2 ชนิด
คือ เอมบลิเคนิน เอ & บี ( Emblicanin A&B ) ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่มีความแรงสูงมาก
ยิ่งกว่านั้นยังมีวิตามินซีกลุ่มใหม่ ( Ascorbigen ) ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคมะเร็ง

เมื่อ ผลไม้ 3 สหาย มารวมกันเป็นตำรับยาที่ชื่อตรีผลา
ก็จะมีประสิทธิภาพในการทำลายเซลล์มะเร็ง ที่เต้านม ตับ และตับอ่อน
ทั้งยังช่วยลดคอเลสเตอรอลในตับและในหลอดเลือดแดง ทำให้ตับแข็งแรง และความดันโลหิตเป็นปกติ

แน่นอน ตรีผลาย่อมมีฤทธิ์ยกกำลังสามในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกัน และบำบัดรักษาโรค
ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันอาทิเช่น หวัด วัณโรค และเอดส์
ตรงนี้ขอแนะนำให้ใช้ตรีผลาร่วมกับยาแผนปัจจุบัน สำหรับรักษาโรคเอดส์ด้วย

ข่าวดี สำหรับผู้ป่วยโรคเกาท์ ที่ต้องจำกัดอาหารโปรตีน
หากรับประทานตรีผลา ผสมกับมหาหิงส์ ขนาด 1 กรัม วันละ 3 เวลา นาน 2-3 สัปดาห์ อาการจะดีขึ้น
และถ้าใช้อย่างต่อเนื่องทุกวัน จะไม่มีอาการข้ออักเสบบวมกำเริบขึ้นอีกเลย

ขนาด รับประทานยาตรีผลาให้ได้ผลในการรักษา
ถ้าเป็นยาผงครั้งละ 1 ช้อนชา หรือ 5 กรัม 3 เวลา ก่อนอาหาร
ถ้าเป็นยาเม็ดลูกกลอน หรือ แคปซูล ก็ต้องคำนวณขนาดรับประทานให้ได้ครั้งละ 5 กรัมเช่นกัน

ตรีผลา เป็นยาดีมีคุณค่าเหมือนมีแม่ไว้ใกล้ตัว
จึงควรฟื้นยาตำรับนี้ไว้ใช้ให้แพร่หลายในครัวเรือนคนไทย มิฉะนั้นจะเข้าภาษิตใกล้เกลือกินด่างอายฝรั่งเขา


ชาตะไคร้ และ ชาดอกอัญชัน ชงกินชื่นใจ เสริมสุขภาพ
ดีกว่าดื่มน้ำอัดลมเป็นไหนๆ

 
อาหารพื้นเมืองอีสาน

อาหารพื้นเมืองอีสานมักจะต้องมีส่วนปรุงรส หรือชูรสด้วยผักพื้นบ้านอีสาน ซึ่งมีเอกลักษณ์ทางด้านถิ่นกำเนิด กลิ่นและรสที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ หายากเพราะมีผลผลิตออกมาตามฤดูกาล นอกจากนั้นยังเป็นพืชผักที่ให้คุณค่าทางด้านสุขภาพอนามัย ปลอดสารพิษ ทำให้เป็นที่นิยมกันทั่วไป ไม่ว่าจะทำอาหารประเภทลาบ ก้อย ต้ม แกง อ่อม ล้วนต้องใช้ผักพื้นเมืองเป็นส่วนประกอบทั้งสิ้น
ในอาหารที่แนะนำให้รู้จักได้กล่าวถึงผักหลายชนิด ท่านอาจจะสงสัยว่า คือผักอะไรกันแน่ มีสรรพคุณอย่างไร เรามารู้จักกันหน่อยดีกว่า

ผักหอมเป หรือ ผักชีฝรั่ง (Stink Weed) มีคุณค่าทางอาหารมาก นำไปกินใบสดหรือใช้เป็นส่วนประกอบในอาหาร ประเภทต้ม ลาบ ก้อย ป่น เพื่อดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ ส่วนคุณค่าทางยา จะได้วิตามินหลายชนิด เช่น วิตามิน ซี, บี 1, บี 2, ไนอาซีน และเบต้า-แคโรทีน ซึ่งเป็นสารเริ่มต้นของการสร้างวิตามินเอ




ตะไคร้ (Lemon grass) มีคุณค่ากับอาหารไทยมานานแล้ว ใส่ในต้มยำ แกงต่างๆ หรือจะหั่นฝอยใส่ยำ ใส่หม่ำ เพิ่มกลิ่นหอม เพิ่มรสชาติและดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ คุณค่าทางยา จะช่วยลดการบีบตัวของลำไส้บรรเทาอาการปวดท้อง ลดอาการจุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ใช้หัวนำมาคั่วไฟกินแก้ขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา แก้นิ่วในระยะแรกๆ แก้ปัสสาวะหยด และยังใช้ใบมาย่างไฟให้เหลือง แก้อาการปวดท้อง ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ บรรเทาอาการร้อนใน ริมฝีปากแห้ง
ตะไคร้หอม บางท้องถิ่นเรียก ตะไคร้แดง เพราะลำต้นสีแดง สรรพคุณแก้ริดสีดวง เป็นแผลในปาก ริมฝีปากแตก ร้อนในกระหายน้ำ สตรีมีครรภ์กินมากไม่ได้ กินแก้ขับเลือดเสีย ขับลมในลำไส้ ใช้ทาตามแขน ขา มือ เท้าป้องกันยุงและแมลงรบกวนได้ดี
สะระแหน่ (Kitchen mint) เป็นผักที่มีกลิ่นดี หอมเย็น เป็นผักกินสดๆ วิตามินจึงไม่ลดลงไปเพราะการใช้ความร้อน ใช้โรยหน้าต้มยำ ลาบ ก้อย คุณค่าทางอาหารและทางยาให้ความสดชื่น ความคิดแจ่มใส ตากแห้งผสมกับใบชาชงเป็นชาหอมได้ มีเบต้า-แคโรทีน และวิตามินซีสูง
ผักขะแยง (Balloon vine) ผักที่มีกลิ่นรสหอมฉุน ใช้ปรุงรสอาหารโดยเฉพาะแก่งอ่อมกบ แกงหน่อไม้ คุณค่าทางยา คั้นน้ำจากต้นแก้ไข้ ทั้งต้นเป็นยาขับน้ำนม ขับลมและเป็นยาระบาย มีวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด




ชะอม (Cha-om) ช่วยเพิ่มรสชาติให้อาหาร กินยอดอ่อนทั้งสดและลวก ยอดอ่อนแกงกับหน่อไม้ หรือทอดใส่ไข่จิ้มน้ำพริก คุณค่าทางยา แก้ท้องเฟ้อ ขับลมในลำไส้ แก้ปวดเสียวในลำไส้ มีเส้นใยอาหาร ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด และมีเบต้า-แคโรทีนสูง รากใช้ฝนกับน้ำหรือเหล้าขาวแก้ขับลมในกระเพาะอาหาร ท้องอืดเฟ้อ
ข่า (Greater galangal) เป็นพืชล้มลุก มีลำต้นอยู่ใต้ดินเรียกว่า เหง้า ใช้ประกอบอาหารช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ เป็นเครื่องแกง อาหารไทยหลายชนิดใช้ข่าเป็นเครื่องปรุงหลัก เช่น ต้มข่าไก่ แกงเผ็ด แกงเขียวหวาน คุณค่าทางยาในเหง้าจะมีน้ำมันหอมระเหยต่างๆ ทำให้ช่วยขับลม ท้องอืดท้องเฟ้อ ขับเสมหะ ใบใช้ตำพอกหรือทาโรคผิวหนัง หิด กลาก เกลื้อน ถ้าหญิงคลอดลูกใหม่ๆ เลือดขัดให้ใช้หัวข่าสดมาบดผสมน้ำมะขามเปียกและเกลือแกง บีบคั้นเอาแต่น้ำ ประมาณชามแกงย่อมๆ ให้ดื่มจนหมด จะช่วยขับเลือดเสียและทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น




ขิง (Ginger) เป็นพืชล้มลุก มีแง่งใต้ดินแตกแขนงคล้ายนิ้วมือ เนื้อในสีเหลืองแกมเขียว มีส่วนประกอบของน้ำมันหอมระเหยและสารจากธรรมชาติ นิยมนำมาทำอาหารทั้งคาวหวาน เช่น ไก่ผัดขิง ใบใช้กินกับซุปหน่อไม้ ส้มตำ หัวผสมกับกระชายทำน้ำยาขนมจีน หรือนำมาต้มทำน้ำขิงใส่น้ำตาล คุณค่าทางยา ช่วยระบบทางเดินหายใจ เป็นหวัดคัดจมูก แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด ขับลม ช่วยบรรเทาอาการไอ ลดโคเลสเตอรอล



เหง้าขิงแห้ง เป็นยาจำพวกอายุวัฒนะ บำรุงร่างกาย หัวใจ ไฟธาตุ ขับลมในลำไส้ให้ตด (ผายลม) ออกมา แก้ร้อนในกระหายน้ำ ช่วยย่อยอาหาร แก้ลมพรรดึก แก้อาการปวดท้อง คลื่นเหียนอาเจียน แก้บิดมีตัว บิดมูกเลือก แก้อุจจาระเป็นฟองเหลือง ขับละลายก้อนนิ่ว ตำรับยาแผนโบราณใช้แก้ลมพานไส้ แน่นหน้าอก นอนไม่หลับ โรคปากเปื่อยฯ

กระชายหรือโสมไทย (Chinese Deys) นิยมใช้แต่งรสชาติอาหาร เช่น แกงป่า ผัดเผ็ด แกงส้มเนื้อ น้ำยาขนมจีน ถือว่าเป็นเครื่องเทศอย่างหนึ่ง กระชายมี 3 ประเภท เช่น กระชายดำ กระชายแดง กระชายเหลือง ที่ใช้ประกอบอาหารคือ กระชายเหลือง คุณค่าทางยาเชื่อว่ามีสรรพคุณคล้ายโสมบำรุงกำลัง เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ เช่น กระชายดำ ซึ่งเป็นที่กล่าวขานกันมากในปัจจุบัน อาจจะเรียกว่าโสมไทย จะมีน้ำมันหอมระเหยสรรพคุณดับกลิ่นคาว ทำให้กระเพาะลำไส้เคลื่อนไหวดี สรรพคุณทางยาของกระชาย ถ้าใช้หัวปรุงแก้อาการปากเปื่อย ปากเป็นแผล ปากแตกแห้ง ร้อนในกระหายน้ำ แก้ปวดท้อง จุกเสียด แก้บิดมูกเลือด บำรุงกำลัง บำรุงน้ำดีฯ
บัวบก (Indian penny wort) กินได้ทั้งต้นเป็นผักสดหรือลวกกินกับอาหารเช่น ป่น ลาบ แจ่ว นำไปประกอบอาหารอื่นเช่น แกงหวาย ยำกับปลาแห้ง คุณค่าทางยา นำมาต้มกินแก้ฟกช้ำ ลดอาการอักเสบได้ ทำเป็นครีมลบรอยแผลเป็น รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยผ่อนคลายทำให้ความจำและสมองทำงานได้ดี
ผักหวานป่า (pagwan pa) เป็นผักพื้นบ้านมีบางฤดู ส่วนที่นำมาปรุงเป็นอาหารได้คือ ยอดอ่อนและใบอ่อน เช่น แกงเลียง แกงจืดใส่หมูบะช่อ แกงใส่ปลาย่าง ผัดใส่หมู หรือผัดไฟแดง คุณค่าทางยาเพราะมีใบสีเขียวจึงมีวิตามิน เกลือแร่และเบต้า-แคโรทีนมาก
ผักกระเฉด (Water mimosa) คุณค่าทางอาหารกินสดกับขนมจีน หรือน้ำพริกกะปิ ยำกระเฉด หรือผัดไฟแดง ใส่แกงส้ม คุณค่าทางยา ถ้ากินสดจะได้ วิตามินบี, วิตามินซี เบต้า-แคโรทีน ไนอาซีนและเกลือแร่ต่างๆ
ผักเสี้ยน (ดอง) (pagsian, Capparidaceae) นิยมนำมาดองเค็มหรือดองเปรี้ยวกินกับป่น หรือแจ่ว คุณค่าทางยาแม้จะผ่านการดองแล้วแต่ปริมาณเบต้า-แคโรทีน ซึ่งเป็นสารเริ่มต้นของวิตามินเอยังสูงอยู่ และมีวิตามินแร่ธาตุอื่นๆ อีก
มะขาม (Tamarind) สรรพคุณ เป็นยาระบาย แก้อาการท้องผูก แก้ไอ และแก้หวัดคัดจมูก มีวิตามินซี ช่วยให้ ฟันและเหงือกแข็งแรง และทำให้ผิวพรรณดี [ อ่านเพิ่มเติม ]
กะถิน ยอดและฝักใช้กินเป็นผักสด แก้ร้อนในกระหายน้ำ ช่วยให้เจริญอาหาร บำรุงหัวใจ เมล็ดแก่ กินแก้ขับลม ขับระดูในสตรี บำรุงไตและตับ แก้อาการนอนไม่หลับ เป็นยาอายุวัฒนะ แต่มียูริกสูงต้องห้ามสำหรับคนเป็นโรคเก๊าท์
กะเพรา ใช้ใบดอกประกอบอาหาร เพิ่มรสชาด สรรพคุณทางยาบำรุงธาตุ แก้ปวดท้อง ท้องขึ้น แก้ลมตาล ลมทรางในเด็ก ใช้ปรุงผสมกับสมุนไพรอื่นๆ เป็นยาเขียว ยาลมธาตุ ยาแก้กษัย ส่วนรากใช้ฝนใส่ฝาหม้อดินผสมกับสุราขาวหยอดใส่ปากเด็กโต 3-5 ขวบขึ้นไป ช่วยไล่ลมในกระเพาะ ลำไส้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
กระเทียม ใช้ปรุงอาหารต่างๆ ช่วยให้มีกลิ่นเผ็ดร้อน ชวนรับประทาน ใช้หัวสดตำทาแก้โรคผิวหนัง เช่น เกลื้อน กลาก ตลอดจนเม็ดผดผื่นคันตามตัวทั่วไป ปรุงผสมสมุนไพรอื่นๆ ช่วยแก้ริดสีดวงทวาร ริดสีดวงลำไส้ ขับลมในกระเพาะ เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยให้นอนหลับง่าย แก้โรคหืด
ขี้เหล็ก ใบอ่อนนำมาต้มจนเปื่อย หมดรสขม นำมาแกงใส่อุ้งตีนวัว หรือหนังวัว/ควายตากแห้ง ปิ้งไฟทุบให้นุ่ม ใส่น้ำใบยานาง บางคนก็ชอบกะทิใส่ลงไปแซบอีหลีเด้อสิบอกให่ สรรพคุณทางยา แก่นต้นขี้เหล็กนั้นแก้ธาตุพิการ อาหารไม่ย่อย บำรุงธาตุไฟแก้หนองในและกามโรคในบุรุษ ราก แก้ไข้หัวลม อากาศเปลี่ยนฤดู แก้ปวดเมื่อย เหน็บชา แก้กษัย บำรุงไต ดอก แก้โรคประสาทอาการนอนไม่หลับ แก้หอบหืด บดผสมน้ำฟอกผมบนศรีษะขจัดรังแค เปลือก แก้ริดสีดวงทวาร ริดสีดวงลำไส้ แก้โรคเบาหวาน สมานแผลให้หายเร็ว ใบแก่ แก้ถอนพิษ ถ่ายพิษ กามโรค ตำพอกที่แข้งขา มือเท้าที่มีอาการบวมเนื่องจากเหน็บชา ดับพิษร้อนถอนพิษไข้ พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย กิ่ง-ใบ ทำเป็นยาระบายถ่ายพิษ ขับเสลดในคอ แก้ไข้จับสั่น (มาลาเรีย) ฯ
แคขาว แคแดง ยอดใบ ดอกและฝักเรานำมากินเป็นผัก นึ่งใส่ปลา ลวกจิ้มแจ่ว แซบแท้ๆ และยังเป็นยาแก้ท้องเดิน ท้องร่วง สมานแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ แก้บิด มูกเลือด แก้ไข้หัวลม เปลือกต้นแคนั้นมีสรรพคุณทางยาแก้ร้อนในกระหายน้ำ ขับเสมหะในลำคอ ใช้ฝนเอามาทาแผลเปื่อย แผลสดได้ผลดี ส่วนใบนำมาตำพอกแผลสดเพื่อสมานเนื้อให้หายเร็ว
ตำลึง ใบตำนิน (ก็ว่า) ใบเป็นผักใช้ทำอาหารได้หลายอย่างทั้ง ผัด ลวก นึ่ง หรือจะใส่ในแกงก็อร่อย มีสรรพคุณทางยาดังนี้ ใบ ใช้ตำหรือบดผสมแป้งดินสอพอง พอกแผล ฝี ช่วยบีบรีดหนองให้แตกออกมา เพื่อให้แผลฝีหายเร็ว ใช้ใบปรุงกับสมุนไพรอื่นๆ เป็นยาเขียว ยาเย็น แก้ขับอาการร้อนในและพิษไข้ให้ตัวเย็นลง หรือนำใบไปตำทาตามผิวหนังแก้ผด ผื่นคัน เถา ใช้ตัดมาคลึงให้นิ่ม บีบเอาน้ำภายในออกมา หยอดตา แก้ตาฝ้า ฟาง ตาแดง ตาแฉะ มีขี้ตามาก ราก แก้ตาเป็นฝ้า ติดเชื้อ ดับพิษปวดแสบปวดร้อนในตา บำรุงธาตุเจริญอาหาร บำรุงหัวใจ บำรุงดี ทำให้ระบบขับถ่ายสะดวก รักษาโรคลำไส้และกระเพาะอาหาร ผลสุก มีสีแดงเป็นยาบำรุงร่างกายฯ
มะเขือเทศ อีสานบ้านเฮามักเอาใส่ตำบักหุ่ง (แซบอีหลี) ให้วิตามินซี แก้เลือดออกตามไรฟัน (ลักปิดลักเปิด) หากกินสม่ำเสมอจะทำให้ไม่เป็นมะเร็งในลำไส้ แก้โรคนอนไม่ค่อยหลับ หรือมักนอนผวา สะดุ้ง หรืออาการตกใจง่ายๆ
มะละกอ หรือหมากหุ่ง หรือบักหุ่ง ผลไม้สารพัดประโยชน์ในด้านอาหารของชาวอีสาน จะแห้งแล้ง อุดมสมบูรณ์ ถ้ามีหมากหุ่งละก็รอดตายเลย ใช้ทำส้มตำรสแซบ แกง หรือผัด ผลสุกกินเป็นของหวาน ตัดเป็นชิ้นๆ ลงในต้มเนื้อจะทำให้เนื้อเปื่อยง่าย เร็ว สรรพคุณทางยา ราก รสฉุนเอียนใช้แก้โรคหนองใน ขับเลือด หนองในกระเพาะปัสสาวะ บำรุงไต ก้านใบ มีสรรพคุณเช่นเดียวกัน กับทั้งฆ่าพยาธิในลำไส้และในกระเพาะอาหาร แก้โรคมุตกิต ระดูขาว เหง้า ตรงที่ฝังดินมีรากงอบโดยรอบ ใช้ทำยาขับและละลายเม็ดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะได้ผลดี
มะระ ผักไห่ หรือหม่านอย ตามท้องถิ่น คนจีนเรียก โกควยเกี๊ยะ สรรพคุณทางยา ยอดและใบอ่อน แก้โรคปวดตามข้อ ตามกระดูก ที่เรียกว่า รูมาติซั่มและเก๊า แก้อาการร้อนในกระหายน้ำ เมล็ด ฆ่าพยาธิในลำไส้ เป็นยาระบายอ่อนๆ ระลายพิษต่างๆ ให้ออกทางปัสสาวะและอุจจาระ ขับฤดูเสียในสตรี บำรุงดี ตับและม้าม ยอดมะระ ใช้แก้อาการเจ็บคอ ดับพิษร้อนถอนพิษไข้ ในปัจจุบันวงการแพทย์ไทยได้วิจัยค้นพบว่า สามารถใช้แก้โรคเอดส์เบื้องต้นได้ ทำให้เม็ดผื่นคัน แผลในร่างกายไม่ลุกลาม ทำให้กินได้นอนหลับ มีกำลังดีขึ้น
มะรุม ผักอีฮุม นำฝักอ่อนมาแกงใส่ปลาอร่อยนักแล สรรพคุณทางยา เปลือก ถากมาต้มน้ำกินเป็นยาช่วยขับลมในกระเพาะและลำไส้ บำรุงธาตุ ราก รสเผ็ด หวานขม ใช้แก้อาการบวมน้ำ บำรุงธาตุไฟ เจริญอาหาร ยอดและฝักอ่อน ช่วยให้เจริญอาหาร แก้ไข้หัวลม (เปลี่ยนฤดู) ช่วยย่อยอาหาร




สะเดา (Neem Tree) เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ส่วนที่ใช้ประโยชน์ คือ ก้านใบ ผล เปลือก เมล็ดและราก มียอดใบอ่อนให้กินตลอดปีใช้เป็นอาหาร เป็นต้นไม้ที่แมลงไม่ชอบ จึงเป็นยาปราบศัตรูพืช ยอดของสะเดามีเบตา-แคโรทีนมากช่วยลดน้ำตาลในเลือด และใช้ประโยชน์ทางยาได้มากมาย
ขมิ้นชัน (Turmeric, Curcuma) เป็นพืชล้มลุกที่มีอยู่เหง้าอยู่ใต้ดิน มีประโยชน์ในการช่วยดับกลิ่นคาว มีสารสีเหลืองชื่อ เคอร์คูมิน (Curcuma) ฤทธิ์ทางยาแก้ปวดท้อง มีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำดี รักษาอาการนิ่วในถุงน้ำดี รวมทั้งโรคกระเพาะ
พริก (Chilli) เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก ผลใช้เป็นยา ปรุงอาหาร ช่วยเจริญอาหารรักษาอาการอาเจียน โรคหิด ปอดบวม โดยใช้ผลพริกทำเป็นขี้ผึ้งทา
คึ่นไช่ (Celery) เป็นพรรณไม้ล้มลุกกลิ่นหอมทั้งต้น ส่วนที่ใช้ประโยชน์ได้แก่ ต้น เมล็ด ราก สรรพคุณทางยา ต้นลดความดัน รักษานิ่ว ปัสสาวะเป็นเลือด เมล็ดขับลมและระงับปวด รากใช้รักษาอาการปวดตามข้อและขับปัสสาวะ
ใบยานาง คนที่รู้จัก "ใบย่านาง, ใบยานาง" ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นคนภาคอีสาน หรือชอบกินอาหารอีสาน เพราะใบย่านางมักถูกใช้เป็นส่วนประกอบหนึ่งของแกงหน่อไม้ และซุปหน่อไม้ คงมีหลายคนที่ชอบกินแต่คงไม่ทราบว่าน้ำสีออกดำๆ เขียวๆ ที่อยู่ในซุปหน่อไม้ หรือแกงหน่อไม้นั้นได้มาจากน้ำของ "ใบย่านาง" นั่นเอง



แม้ว่าสีของน้ำใบย่านางนั้นอาจจะดูไม่ค่อยน่ากินสักเท่าไร แต่น้ำจากใบย่านางนั้นจะช่วยทำให้หน่อไม้ดองมีกลิ่นหอมและมีรสชาติกลมกล่อม เพราะช่วยกำจัดกลิ่นเปรี้ยวและรสขมออกไป ทำให้อาหารจานนั้นแซบนัวหลายๆ หรือหากจะนำยอดอ่อนใส่ในแกงต่างๆ ก็เพิ่มความอร่อยได้ด้วยเช่นกัน
นอกจากความเเซบแล้ว ใบย่านางยังมีสรรพคุณในการช่วยถอนพิษ แก้ไข้และลดความร้อนในร่างกายได้ อีกทั้งยังเป็นพืชที่ให้แคลเซียมและวิตามินซีค่อนข้างสูง และยังให้สารอาหารอื่นๆ เช่น ฟอสฟอรัส เหล็ก และวิตามินเอ วิตามินบี 1 บี 2 และเบต้า-แคโรทีน หากกินทั้งใบก็จะมีเส้นใยมาก ส่วนรากของใบย่านางช่วยถอนพิษ แก้ไข้ แก้เมารถ เมาเรือ แก้โรคหัวใจและแก้ลมได้ด้วย ขอแถมให้อีกนิด หากนำน้ำใบย่านางมาสระผม จะช่วยทำให้ผมดกดำ ชลอผมหงอกได้อีกต่างหาก
ดาวเรือง (Marigold flower) เป็นไม้ดอกไม้ประดับ นอกจากมีความสวยงาม ยังมีสารแคโรทีนอยด์ ที่เป็นประโยชน์ช่วยบำรุงสายตา รักษาสภาพผิวพรรณ ฯลฯ
สาบเสือ (Bitter, bush, Siam weed) เป็นไม้ล้มลุก ส่วนที่ใช้ประโยชน์ทั้งต้นและใบ มีกลิ่นหอมใช้เป็นยาฆ่าแมลงได้
กากเมล็ดชา ชาเป็นพรรณไม้ขนาดย่อมถึงกลาง ส่วนใช้ประโยชน์ได้แก่ ใบ ดอก ผล ใบอ่อน กากชา กากเมล็ด ใช้เป็นยา มีสารซาโปนิน คุณสมบัติล้างสิ่งต่างๆ ใช้สระผม ชำระสิ่งสกปรก เส้นผมชุ่มชื่นเป็นมัน
ชุมเห็ดเทศ (Ringworm Bush) เป็นพรรณไม้ขนาดกลาง ส่วนที่ใช้ประโยชน์ได้แก่ ต้น ใบ ดอก ฝัก เมล็ด และราก ใช้เป็นยาขับพยาธิ รักษาผิวหนัง กลากเกลื้อน รักษาหูด ขับปัสสาวะ
ดอกดึง (Climbing Lily) เป็นพรรณไม้เถาชนิดหนึ่ง ลำต้นเกิดจากหัวหรือเหง้า ส่วนที่ใช้ประโยชน์คือเหง้า มีฤทธิ์ในการบำบัดโรคปวดข้อ โรคเก๊า ฯลฯ
หนอนตายยาก เป็นพรรณไม้ล้มลุก รากมีสารกำจัดแมลง เช่น หนอนผีเสื้อ หนอนกระทู้ แมลงวันทอง นำมาสกัดหรือบดแล้วพ่น


สมุนไพรกระเหรี่ยง

ในสมัยก่อนขาวลาหู่ใช้ชีวิตอยู่กับป่า มีความผูกพันกับป่า ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับเรื่องยา ซึ่งจะนำมาในการรักษา แต่ปัจจุบันนี้แต่มาปัจจุบันการใช้ยาสมุนไพรของลาหู่หรือแม้กระทั่งเผ่าอื่นก็เริ่มมีน้อย เนื่องจากการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีเริ่มมีมากขึ้น และยาสมุนไพรก็เริ่มหายาก สมุนไพรที่ใช้มีดังนี้

1. สาบแร้ง สาบกา (นาแก๊ะ)
สรรพคุณ
ใช้ในการห้ามเลือด โดยการนำใบสาบแร้งมาตำให้ละเอียด หรือรากนำมาทุบให้แหลก จากนั้นก็นำมาประกบบริเวณแผล ซึ่งจะช่วยห้ามเลือดไม่ให้ไหล และจะทำให้แผลแห้ง และหายในที่ก็สุด แช่น้ำดื่ม แก้ที่กินอาหารผิด


2. ผักโขมแดง (งะอูจื่อ)
สรรพคุณ
ใช้กับเวลาไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก โดยการนำใบตำให้ละเอียด ประกบแผลที่ไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวกอีกไม่นามก็จะหาย

3. คราม (นอ)
สรรพคุณ
ใส่เกลือตำกับใบให้ละเอียดนำไปประคบบริเวณข้อพลิกใช้ประคบบริเวณฝ่ามือลดไข้อาการตัวร้อนได้
4. มะเขือพวง (ม้าดิชือ)
สรรพคุณ
ใช้กับเวลาไฟลวก นำใบมาโลนไฟประคบแก้อาการไฟไหม้

5. คว้ำตายหงายเป็น (อาพาเต)
สรรพคุณ
ให้ใบตำให้ละเอียดประคบแผลไฟไหม้

6. หมามุ๋ย(พืออ้าเล)
สรรพคุณ
ใช้รากทุบแช่น้ำเอาให้วัวกินแก้อาการทำให้วัวถ่ายได้ดีขึ้นอีก

7. ผักชี่ฝรั่ง (อ๋อกะงะซอย)
สรรพคุณ
นำใบและรากมาผสมกับตะไคร้ กระเพรา ขยี้แล้วนำมาแช่น้ำเช็ดตัว แก้อาการเป็นลม หรือตัวร้อน
8. ตาลเคื่ยว (อาท่อลานะอื่อ)
สรรพคุณ
นำหัวมาตำและทาแผลที่มีดบาด

9. มะไฟ (มะไฟ)
สรรพคุณ
ใช้เวลาข้อพลิก โดยการนำใบมาตำให้ละเอียดและมาประกบที่อาการเจ็บ เช่น พลิกที่ข้อเท้า - ข้อแขน

10. ราชาวดีป่า (แฮส่าต่อกู๋)
สรรพคุณ
รากต้มดื่ม แก้โรคกระเพาะ แก้ปวดท้อง

11. ช้าแป้น (อูพูเวะ)
สรรพคุณ
นำเปลือกไม้มาผสมเปลือกทองหลางป่าดำให้ละเอียดและประคบที่อาการข้อพลิก

12. ดาดตะถั่วเถา (ครึแบระ)
สรรพคุณ
นำใบไปประคบอาการเท้าเปื่อย

13. กระเจียวขาว (อาพะไน)
สรรพคุณ
นำหัวไปเยา แล้วกัดไว้แก้อาการปวดฟัน

14. ซ้อ (แมะซอ)
สรรพคุณ
นำเปลือกไปต้มใส่เกลือเล็กน้อยลงไปแก้โรคเท้าเปื่อย

15. ว่านท้องใบม่วง
สรรพคุณ
นำใบมาอังไฟประคบแก้ปวดเมื่อย

16. ต้างใหญ่ (หาแน)
สรรพคุณ
ใช้ใบนำมาตำและไปประคบแก้อาการข้อพลิก

17. หญ้ายายเดา (คาแว๊ะ)
สรรพคุณ
รากต้มดื่มแก้กินอาหารผิดสำแดง

18. กล้อยตีบ
สรรพคุณ
นำน้ำยางกล้วยตรงปลีกล้วยหยอดหูแก้อาการหูน้ำหนวก

19. งาขี้ม้อน
สรรพคุณ
นำเมล็ดมาตำประคบแก้อาการข้อพลิก

20. สนสามใบ (อากึ)
สรรพคุณ
นำแก่นของสนสามใบมาตัดเป็นท่อน ๆ

21. เข็มเจาะที่แผลฟกซ้ำ
ซึ่งมีเลือดคั่งนำแก่นไม้ไปเผาไฟใส่ขวดนำมาปากขวดมาจ่อบริเวณที่เข็มเจาะเพื่อดูดเลือดเสียออก

22. ห่อข้าวสีดา (มูป่าก่าฮะ)
สรรพคุณ
นำใบไปต้มแล้วนำน้ำที่ต้มมาล้างบริเวณที่บวมหรือดื่มก็ได้

23. ส้มกุ้ง (อะปาชุกูรู)
สรรพคุณ
รากต้มดื่มแก้อาการท้องเสีย

24. พวงไข่มุก (อาวุยุ)
สรรพคุณ
นำใบยามา แล้วขยี้ทาบริเวณคัน

25. หญ้าสามดม (ยื่อปีเตาะ)
สรรพคุณ
นำต้นและรากต้ม แล้วนำมาล้างตาแก้อาการตาแดงเจ็บตา

26. กรด (ปี่ปาหึ)
สรรพคุณ
ทั้งต้นนำมาตำ แล้วทาบริเวณตะขาบกัด

27. มะแว้งนก (โหแว้จ่า)
สรรพคุณ
นำใบมาตำ แล้วใส่ใบไม้อังไฟ นำมาประคบท้องบริเวณที่ปวด นำผลมาตำ แล้วเอาน้ำหยอดเพื่อไล่ทากที่เข้าจมูก

28. เนราพูสีไทย (อาพะนะ)
สรรพคุณ
นำใบมาอังไฟกัดไว้ที่ปวดฟันแก้อาการปวดฟัน

29. ข้าวเม่านก (ม้าเนาะไจ๋)
สรรพคุณ
นำรากมาต้มดื่มแก้อาการปวดท้อง

30. สร้อยอินทนิล (ลาแม้เวะ)
สรรพคุณ
นำรากมาต้ม แล้วนำน้ำที่ต้มแล้วไปล้างบริเวณที่บวม

31. ฟังด้งล้าง(อาคะนะ)
สรรพคุณ
นำรากมาต้มดื่มแก้ใช้มาลาเรีย

32. (ตาเคอเว)
สรรพคุณ
นำใบมาเคี้ยวแปะลงบนแผลที่โดนมีดบาด แล้วส่วนรากนำมาต้มแก้อาการปัสสาวะขัด

33. ใบหนาด (เจเจะพือ)
สรรพคุณ
นำรากมาต้มดื่มแก้อาการคลื่นไส้ อาเจียร

ต้นไมยราพ
ไมยราบเป็นสมุนไพรที่รู้จักดีของบรรดาหมอยาพื้นบ้านทุกภาค
และมักนิยมนำมาใช้เกี่ยวกับสรรพคุณเด่น คือการขับนิ่ว ขับปัสสาวะ แก้บวม ไส้เลื่อน วิธีการใช้ก็ไม่ยุ่ง
ยากซับซ้อน เพียงแค่นำไมยราบทั้ง 5 มาต้มกิน จึงไม่น่าแปลกใจที่ปัจจุบันนี้พบเห็นกลุ่มแม่บ้านนำ
ไมยราพทั้ง 5 มาผลิตเป็นชาชงดื่ม เพื่อช่วยในการขับนิ่ว

นอกจากนี้สรรพคุณของไมยราบที่หมอยาพื้นบ้านรู้จักนำมาใช้อย่างแพร่หลายอีก คือ แก้ปวดหลังปวดเอว
ปวดเมื่อย ปวดหัว ขับปัสสาวะ ขับนิ่ว แก้ไตพิการ โดยนิยมใช้ไมยราบทั้งห้าต้มกิน และถ้าเจาะลึกในตำรับ
ยาบำรุงสุขภาพของหมอยาอีสานจะนิยมผสมไมยราบลงใน ใบหม่อน เตยหอม คำฝอยและทองพันชั่งโดย
ใช้ไมยราพเป็นตัวยาหลัก เพื่อเป็นชาสมุนไพรดื่มบำรุงสุขภาพและใช้แก้อาการปวดหลัง

ในตำรายาสมุนไพรไทยระบุว่า ไมยราพมีรสจืดเฝื่อน มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ระดูขาว แก้ไตพิการ และนอกจากนี้
ยังมีการนำใบของไมยราบไปตำพอกรักษาแผล ทั้งแผลสด แผลเรื้อรัง แผลพุพอง ผดผื่นคัน เริม งูสวัด เป็นต้น

ต้นปีบ
ชื่ออื่น : กาซะลอง กาดสะลอง (ภาคเหนือ) เต็กตองโพ่ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 5-10 เมตร ลำต้นตรง เปลือกมีสีเทาเข้มแตก
เป็นร่องลึก มีช่องอากาศ รากเกิดเป็นหน่อ เจริญเป็นต้นใหม่ได้ ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก 3 ชั้น กว้าง 13-20 ซม.
ยาว 16-26 ซม. ก้านใบยาว 3.5-6 ซม. ตัวใบประกอบด้วยแกนกกกลางยาว 13-19 ซม. มีใบย่อย 4-6 คู่ ใบย่อย 4-6 คู่
กว้าง 2.5-3 ซม. ยาว 4-5 ซม. มีรูปร่างเป็นรูปหอกแกมรูปไข่ ฐานใบรูปลิ่ม ขอบหยักเป็นซี่หยาบ ปลายเรียวแหลม เนื้อ
ใบบางคล้ายกระดาษ เกลี้ยง ดอกเป็นดอกช่อกระขุกแยกแขนง ยาว 10-25 ซม. ดอกย่อยประกอบด้วย กลีบเลี้ยง มีสีเขียว
กว้างประมาณ 0.5 ซม. ยาวประมาณ 0.5 ซม. เชื่อมกันเป็นรูประฆังปลายตัด กลีบดอกมีสีขาว กลิ่นหอม กว้างประมาณ
0.5 ซม. ยาว 6-10 ซม. เชื่อมกันเป็นหลอดปากแตร แยกเป็น 5 แฉก 3 แฉกรูปขอบขนาน 2 แฉกล่างค่อนข้างแหลม เกสร
เพศผู้มีจำนวน 4 อัน สองคู่ยาวไม่เท่ากัน เกสรเพศเมียมีจำนวน 1 อัน อยู่เหนือวงเกลีบ ออกดอกประมาณเดือนพฤศจิกายน
- พฤษภาคม ผล เป็นผลแห้งแตก ลักษณะแบนยาวขอบขนาน มีเนื้อ เมล็ดมีจำนวนมา เป็นแผ่นบางมีปีก

ส่วนที่ใช้ : ราก ดอก ใบ
สรรพคุณ : เป็นพืชที่นำมาใช้ในการรักษาโรคได้หลายชนิด ในตำรายาไทย เช่น

ราก - บำรุงปอด รักษาวัณโรค อาการหอบหืด

ดอก - ใช้รักษาอาการหอบหืด ไซนัสอักเสบ เพิ่มการหลั่งน้ำดี (cholagogue) เพิ่มรสชาติ นำดอกปีบแห้ง ผสมยาสูบมามวน
เป็นบุหรี่ สำหรับสูบสูด เพื่อรักษาอาการหอบหืด

ใบ - ใช้มวนบุหรี่สูบแทนฝิ่น ขยายหลอดลม ใช้รักษาอาการหอบหืดได้เช่นกัน

ตำลึง
ส่วนที่ใช้ : ใบสด สรรพคุณ : ตำลึงอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์สูง
เช่น สารเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง และหัวใจขาดเลือด มีแคลเซียมช่วยบำรุงกระดูก และฟัน
และยังมีฟอสฟอรัส เหล็ก ไนอาซิน วิตามินซีและอื่น ๆ นอกจากนี้ จากการค้นคว้าของสถาบันวิจัยโภชนาการ มหา
วิทยาลัยมหิดล พบว่า ตำลึงมีเส้นใยอาหารที่สามารถช่วยลดอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง ในกระเพาะอาหารอีก
ด้วย สำหรับตำรายาแผนโบราณ ตำลึงถือเป็นยาเย็น ใบช่วยขับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้อาการแพ้ อักเสบ แมลงมี
พิษกัดต่อย แก้แสบคัน เจ็บตา ตาแดงและตาแฉะ แก้โรคผิวหนัง และลดน้ำตาลในเลือด

ราก : แก้ดวงตาเป็นฝ้า ลดความอ้วน แก้ไข้ทุกชนิด ดับพิษทั้งปวง ฝนทาภายนอก แก้ฝีต่างๆ แก้ปวดบวม แก้พิษ
ร้อนภายใน แก้พิษแมลงป่องหรือตะขาบต่อย

ต้น : กำจัดกลิ่นตัว น้ำจากต้น รักษาเบาหวาน

เปลือกราก : เป็นยาถ่าย ยาระบาย

เถา : แก้ฝี ทำให้ฝีสุก แก้ปวดตา แก้โรคตา แก้ตาฝ้า ตาแฉะ แก้พิษอักเสบจากลูกตา ดับพิษร้อน ถอนพิษ เป็นยาโรค
ผิวหนัง แก้เบาหวาน

ใบ : เป็นยาพอกรักษาผิวหนัง รักษามะเร็งเพลิง แก้ท้องอืด แก้ท้องเฟ้อ แก้จุกเสียด แก้หืด รักษาผื่นคันที่เกิดจากพิษของ
หมามุ้ย ตำแย บุ้งร่าน ใช้เป็นยาเขียว แก้ไข้ ดับพิษร้อน ถอนพิษทั้งปวง แก้ปวดแสบปวดร้อน ถอนพิษคูน แก้คัน แก้
แมลงกัดต่อย แก้ไข้หวัด แก้พิษกาฬ แก้เริม แก้งูสวัด

ผล : แก้ฝีแดง

ทั้งห้า รักษาโรคผิวหนัง รักษาอาการอักเสบของหลอดลม รักษาเบาหวาน
Tips : ใช้เป็นรักษาอาการแพ้ อักเสบ แมลงกัดต่อย เช่น ยุงกัด ถูกตัวบุ้ง แพ้ละอองข้าว โดยเอาใบสด 1 กำมือ ล้างให้สะอาด ตำ
ให้ละเอียดผสมน้ำเล็กแล้วคั้นน้ำจากใบเอามาทาบริเวณที่มีอาการ พอน้ำแห้งแล้วทาซ้ำบ่อยๆจนกว่าจะหาย



ผักบุ้งทะเล
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้เลื้อยล้มลุก เลื้อยไปตามผิวทรายหรือดิน
ชอบขึ้นในพื้นที่ใกล้ทะเล ทั้งต้นมีน้ำยางสีขาว ใบ เดี่ยว แผ่นใบกว้าง โคนใบรูปหัวใจ ปลายใบเว้าลึก ดอก ช่อ มี
4-6 ดอก กลีบดอกสีชมพูอมม่วง กลีบดอกติดกันปลายบานคล้ายปากแตร ดอกบานตอนเช้า บ่ายๆ จะหุบเหี่ยว ผล
เป็นผลแห้งแตกได้
ส่วนที่ใช้เป็นยา ใบและเถาสด : ช่วงเวลาที่เก็บเป็นยา เก็บใบขนาดกลางที่สมบูรณ์เต็มที่
รสและสรรพคุณยาไทย : ถอนพิษลมเพลมพัด(อาการบวมเปลี่ยนที่ไปตามอวัยวะทั่วไป)ทำเป็นยาต้มอาบแก้คันตาม
ผิวหนังมีการบันทึกว่ายางมีพิษรับประทานแล้ว เมา คลื่นไส้ วิงเวียน

พิมเสนต้น
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุก สูง 30-75 ซม. ทุกส่วนมีกลิ่นหอม ใบเดี่ยว
เรียงสลับ รูปไข่ กว้าง 5-8 ซม. ยาว 7-10 ซม. ขอบใบหยักมน ดอกช่อ ออกที่ซอกใบและปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาวประม่วง
ผลแห้ง ไม่แตก
ส่วนที่ใช้ : ใบ
สรรพคุณ : ใบ - ปรุงเป็นยาเย็น ถอนพิษร้อน แก้ไข้ทุกชนิด ทำให้ความร้อนในร่างกายลดลง โดยมากมักปรุงเป็นยาเขียว
ถอนพิษไข้ และยาหอมก็เข้าใบพิมเสนต้นนี้

อบเชย
เป็นพันธุ์ไม้ยืนต้น ขนาดกลาง สูงประมาณ 15 - 20 เมตร ไม่ผลัดใบ
เรือนยอดเป็นพุ่มกลมรูปเจดีย์ต่ำทึบ เปลือก เรียบสีเทาแก่หรือเทาปนน้ำตาล
ใบ เป็นใบเดี่ยวรูปขอบขนานเนื้อใบหนาแข็งและกรอบมีเส้นแขนงจากโคนใบ
3 เส้น (เฉพาะใบอบเชยญวน เมื่อขยี้ จะมีกลิ่นหอม ) ดอก เล็กสีเหลืองอ่อน
หรือเขียวอ่อนออกรวมกันเป็นช่อโต ตามปลายกิ่ง ผล เล็กแข็งรูปไข่กลับผล
มีเมล็ดเดียว

ส่วนที่ใช้ประโยชน์ :
เนื้อไม้ (อบเชยญวน) มีกลิ่นหอม เนื้อหยาบแข็ง ค่อนข้างเหนียว ใช้ในการ
แกะสลักทำเครื่องเรือน,หีบใส่ของใส่เสื้อผ้า ช่วยป้องกันมดแมลง รากและใบ
ต้มให้หญิงที่คลอดบุตรใหม่ รับประทานรักษาไข้จากการอักเสบหลังคลอด
เปลือก มีรสหวานหอมใช้เป็นส่วนผสมยาหอม ยานัตถุ์ แก้ปวดศีรษะ เป็นยา
บำรุงกำลัง ขับลมแก้จุกเสียดแน่นท้อง บำรุงดวงจิต และใช้เป็นเครื่องเทศปรุง
อาหารน้ำมันที่กลั่นได้จากเปลือกใช้เป็นยาฆ่าเชื้อโรคและกันบูด

ข้อควรระวัง :
ให้งดใช้ในเด็กเล็ก อายุต่ำกว่า 2 ขวบ ผู้ที่มีปัสสาวะเป็นเลือด
ปัสสาวะขัด เป็นโรคริดสีดวง อุจจาระแห้งแข็ง และหญิงมีครรภ์ ไม่ควรกินอบ
เชยเพราะจะเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน และเป็นอันตรายต่อไตได้

ลูกจันทร์เทศ
ประโยชน์ ลูกจันทน์เป็นเครื่องเทศที่มีการนำไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางใน
เกือบทุกด้าน โดยเฉพาะในด้านการแพทย์นั้น ได้ใช้ลูกจันทน์เป็นยามาเป็นเวลานานแล้ว เช่น ใช้น้ำมันหอมระเหย รับประ
ทานแก้การอักเสบของทางเดินปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะ ใช้เป็นยาขับลม ในอินเดียนำไปผสม เป็นยารับประทานแก้
ปวดหัว เป็นไข้หรือทำให้ลมหายใจมีกลิ่นสะอาดและแก้อาการผิดปกติ ของระบบทางเดินอาหาร ชาวอาราเบียได้ใช้ลูก
จันทน์เป็นยาขับลมมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 นอกจากนี้ยังใช้เป็นยาเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ แก้การเจ็บปวดที่ไตและกระเพาะอาหาร

สำหรับในประเทศไทยนั้นได้ใช้ลูกจันทน์แก้ร้อนใน จุกเสียด กระหายน้ำ ขับลมในลำไส้ บำรุงโลหิต แก้ท้องร่วง แก้บิด แก้หืด
แก้เสมหะ และแก้ริดสีดวง นอกจากนี้ประชากรในภาคใต้ของไทย และมาเลเซียยังได้นำผล (ลูก) จันทน์มาแช่อิ่มเพื่อรับประทาน
เป็นอาหารหวาน หรือนำส่วนที่เป็นเนื้อของผล ไปทำเป็นผลไม้กวน เป็นต้น ในทางด้านอาหารได้นำลูกจันทน์และดอกจันทน์ไป
ใช้แต่งกลิ่นอาหารหลายชนิด เช่น พุดดิ้ง ขนมปัง ซอส แฮม เนย ไส้กรอก เค้ก ปลา เนื้อสัตว์และสัตว์ปีกต่างๆ ทำให้มีกลิ่นหอม
ชวนรับประทาน รวมทั้งได้นำไปใช้ในการถนอมอาหารอีกด้วย นอกจากนี้ยังได้นำลูกจันทน์ และดอกจันทน์ไปใช้ในอุตสาหกรรม
เครื่องหอมต่างๆ และเครื่องสำอางเช่นกัน

ว่านห่งจรเข้
ดัน "ว่านหางจระเข้" เข้าบัญชียาหลักฯ

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พญ.วิลาวัณย์ จึงประเสริฐอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
กล่าวในการประชุมสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นว่าด้วยแผนยุทธศาสตร์ชาติ การพัฒนาภูมิปัญญาไท สุขภาพ
วิถีไท ฉบับที่ 2 ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)

ว่า ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างเตรียมผลักดันสมุนไพรว่านหางจระเข้ ที่มีสรรพคุณสมานแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก เข้า
สู่บัญชียาหลักแห่งชาติหลังจากคณะกรรมการบัญชียาหลักฯ พิจารณาเพิ่มยาสมุนไพรเป็น 72 รายการ จาก
เดิมที่มีเพียง 19 รายการ

"ว่านหางจระเข้เป็นสมุนไพรพื้นฐาน 1 ใน 5 รายการ ที่มีการใช้ประโยชน์ในการรักษาอาการ รวมทั้งโรคต่างๆ
มานาน เรียกว่าคนสมัยก่อนต้องมีติดบ้าน" พญ.วิลาวัณย์กล่าว

และว่า ในวันที่ 23 มีนาคมทางกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ จะมีการประชุมคณะกรรมการวิชาชีพการแพทย์
แผนไทย รวมทั้งผู้แทนจากกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพรว่ามีสมุนไพรชนิดใด
อยู่ในพื้นที่ใดบ้าง

พญายอ(เสลดพังพอนตัวเมีย)
“พญายอ” สมุนไพรฆ่าเชื้อไวรัส ชื่อท้องถิ่น : ผักมันไก่ ผักลิ้นเขียด (เชียงใหม่) หญ้าปล้องดำ (ลำปาง) เสลดพังพอนตัวเมีย พญาปล้องทอง (ภาคกลาง) ลิ้นมังกร โพะโซ่จาง (กะเหรี่ยง)

พญายอเป็นไม้พุ่งแกมเลื้อย เถาและใบมีสีเขียวใบไม้ไม่มีหนาม ใบยาวเรียวปลายแหลม ออกตรงข้ามเป็นคู่ ดอกออกเป็นช่อ อยู่ที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมี 3-6 ดอก กลีบดอกเป็นดอกปลายแยกสีแดงอมส้ม

พญายอขึ้นได้งามในดินที่สมบูรณ์ แสงแดดปานกลาง พบได้ทั่วไปตามป่าในประเทศไทย หรือปลูกกันตามบ้าน ปลูกโดยใช้ลำต้นปักชำ เป็นต้นไม้ที่ปลูกง่าย ตัดกิ่งออกมาซัก 2-3 คืบ ปักขำให้รากออกมาดีแล้วก็ย้ายไปปลูกในแปลง ดูแลรักษาเหมือน พืชไม้ทั่วไป

ใบ เป็นยา ให้เก็บขนาดกลางที่สมบูรณ์ ไม่แก่หรือไม่อ่อนจนเกินไป ใบของพญายอสามารถลดอาการักเสบของหูได้ดี โดยเฉพาะส่วนที่สกัดด้วยสารละลาย “บิวทานอล” วงศ์สถิต ฉั่วกุล และคณะได้ศึกษาพบว่าสารสำคัญตัวหนึ่งเป็น “เฟลโวนนอยต์” ส่วนด้านที่มีการต้านพิษงูยังไม่ชัดเจน แต่ปลอดภัยพอที่จะใช้

ใบพญายอรักษาอาการอักเสบเฉพาะที่ (ปวด, บวม, แดง ร้อนแต่ไม่มีไข้) จากแมลงที่มีพิษกัดต่อย เช่น ตะขาบ แมงป่อง ผึ้ง ต่อ แตน รักษาโดยการเอาใบสดจากพญายอนี้มาสัก 10-15 ใบ (มากน้อยตามบริเวณที่เป็น) ล้างให้สะอาด ใส่ลงในครกตำยา ตำให้ละเอียด เติมแอลกอฮอล์พอชุ่มยา ตั้งทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ หมั่นคนยาทุกวัน กรองน้ำยา ใช้น้ำ และกากทาบบริเวณที่เจ็บปวดบวม หรือที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อย

ข้อมูลจากงานวิจัยระบุว่า สารสกัดจากใบพญายอ สามารถฆ่าเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคอีสุกอีใส งูสวัด (Varicella zoster virus) ทั้งภายในและภายนอกเซลล์ คือ ยับยั้งไวรัสโดยตรง และยับยั้งการเพิ่มจำนสวนของไวรัส

ผู้ป่วยโรคเริมบริเวณอวัยยะสืบพันธุ์ที่ติดเชื้อครั้งแรกและติดเชื้อซ้ำ เมื่อรักษาโดยทาแผลของผู้ป่วยด้วยครีมพญายอ (5%) เปรียบเทียบกับยามาตรฐาน Acyclovir พบว่า แผลของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอและ Acyclovir จะตกสะเก็ดภายในวันที่ 3 และหายภายในวันที่ 7 แสดงว่าครีมพญายอและครีม Acyclovir มีประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยโรคเริมบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ให้หายได้เร็วพอกัน แต่ครีมพญายอ ไม่ทำให้เกิดอาการแสบระคายเคือง ในขณะที่ครีมทำให้แสบและราคาแพง

ผู้ป่วยโรคงูสวัด เมื่อรักษาโดยทาแผลด้วยครีมพญายอ (5%) วันละ 5 ครั้งทุกวัน ปรากฎว่าแผลจะตกสะเก็ดภายใน 1-3 วัน และหายภายใน 7-10 วัน พบว่าผู้ป่วยจะหายเร็วกว่าการใช้ยาชนิดอื่น และไม่พบอาการข้างเคียงใดๆ จากการใช้สารสกัดใบพญายอ

เห็นได้ชัดว่า สมุนไพรไทย พญายอ มีสรรพคุณมากมาย อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันอันตรายจากการใช้สมุนไพร คุณผู้อื่นต้องศึกษาให้ละเอียด และหาซื้อจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้เท่านั้น





สมุนไพรต้านหวัด
ตัวอย่างสมุนไพรไทยที่มีสรรพคุณในการป้องกันและบรรเทาอาการหวัด

- กระเทียม มีสาร "อัลลิซิน" (allicin) ซึ่งมีกลิ่นฉุน ฆ่าเชื้อได้ ส่วนกระเทียมโทน มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อได้ดีกว่า "เพนนิซิลลิน" และ "เตตร้าซัยคลิน" ที่เป็นยาฆ่าเชื้อ (ยาปฏิชีวนะ) ที่ใช้โดยทั่วไป นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อที่เป็นสาเหตุของท้องเสีย แผลติดเชื้อ วัณโรค ไทฟอยด์ และกลากเกลื้อน

- ขิง มีสารประกอบให้รสเผ็ดอร่อยอย่าง "จินเจอรอล" และ "โชกาออล" ช่วยบรรเทาหวัดและไข้หวัดใหญ่ ซึ่งสามารถนำมาปรุงผ่านความร้อนหรือรับประทานสด นอกจากนี้ยังบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ คลื่นไส้และวิงเวียนศีรษะได้อีกด้วย

- มะขามป้อม ในส่วนที่กินได้ 100 กรัม มะขามป้อมมีวิตามินซี 276 มิลลิกรัม สามารถนำเนื้อผลแห้งหรือสดมารับประทานเพื่อขับเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ นอกจากนี้ ถ้านำผลแห้งมาต้มดื่มจะช่วยแก้ไข้

- กะหล่ำปลี ถ้าดิบจะมีวิตามินซีสูงที่สุด โดยเฉพาะกะหล่ำดาวที่ 1 ถ้วย มีวิตามินซีถึง 97 มิลลิกรัม แถมยังมีสารต้านมะเร็งหลายตัว ช่วยลดโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ได้ โดยรับประทานได้ทั้งสดและปรุงสุก แต่ไม่ควรกินแบบสดๆ ในปริมาณมากๆ เพราะสาร "กอยโตรเจน" (Goitrogen) จะไปขัดขวางการทำงานของต่อมไทรอยด์ ทำให้ร่างกายขาดไอโอดีน หากปรุงสุกกอยโตรเจนจะสลายไป

- ฟ้าทะลายโจร เป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมในการบรรเทาและรักษาอาการเจ็บคอ ซึ่งเคยมีการศึกษาระบุถึงประสิทธิผลในการบรรเทาอาการหวัด ต่อมทอนซิลอักเสบ มีคุณสมบัติแก้ไข้ และต้านการอักเสบ เนื่องจากมีสาร "แอนโดรกราโฟไลด์" เป็นส่วนประกอบสำคัญ เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันการแพทย์แผนไทยทดลองให้ยาเม็ดสารสกัดฟ้าทะลายโจรแก่ผู้ป่วยไข้หวัด พบว่าอาการไอ เสมหะ น้ำมูกไหล ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดหู นอนไม่หลับและเจ็บคอลดลง

- พริก มีวิตามินซีและสารที่ทำให้เกิดรสเผ็ดที่เรียกว่า "แคปไซซิน" (Capsaicin) ช่วยบรรเทาให้ระบบทางเดินหายใจโล่งขึ้นและโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังลดลง

นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและกระตุ้นการสร้างสาร "ไนตริกออกไซด์" ที่ช่วยขยายและเสริมสร้างความแข็งแรงให้หลอดเลือด ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดด้วย

ฮว่านง๊อก
ฮว่านง็อก หรือว่านพญาวานรอยู่กลางแดดได้ครับ แต่ชอบแสงรำไรมากกว่า มีต้นตัวผู้ตัวเมีย ต้นตัวเมียจะใบใหญ่และสีอ่อนกว่า ต้นตัวผู้จะมีใบเรียวและสีเข้ม ที่บ้านผมมีต้นตัวผู้1ต้นตัวเมีย1ต้น ยังไม่ได้ขยายพันธุ์แต่คุณแม่กินเป็นประจำช่วยลดความดันได้ดีครับ ตอนที่ซื้อมาตอนนั้นต้นตัวเมียต้นละ80บาท ต้นตัวผู้150บาท แต่ตอนนี้ราคาถูกลงมาก ผมเคยหักกิ่งแจกเค้าไปเยอะแล้วครับ

คราวนี้มาดูเอกสารที่ ผมได้มาจากคนขายนะครับ เค้าบอกว่าเป็นสรรพคุณของต้นตัวเมีย ถ้าเป็นต้นตัวผู้ให้กินลดลงจากต้นตัวเมีย30-50%
สมุนไพรฮว่านง็อก เป็นต้นสมุนไพรถือกำเนิดในประเทศเวียดนามผู้นำเข้ามาใช้เป็นกลุ่มทหารผ่านศึกสมัยสงครามเวียดนามกระถางแรกมีราคาถึง 70,000 บาท (เจ็ดหมื่นบาท) นำมากินใบสด ๆแก้โรคต่าง ๆ มากมายและเห็นผลเร็วรู้จักกันในรุ่นของทหารผ่านศึกรุ่นนั้นรุ่นเดียวผู้เขียนได้ข้อมูลและมีความสนิทชิดชอบกับทายาทของนายทหารผู้นั้น ซึ่งไม่ขอเอ่ยนาม (ปัจจุบันอายุ 68 ปี) จึงได้ถามประวัติความเป็นมา การใช้และสรรพคุณซึ่งท่านใช้รักษาอาการเจ็บป่วยของบุคคลในครอบครัวท่าน เช่น ภรรยาของท่านเป็นเบาหวานกินใบสมุนไพรฮว่านง็อกไม่นานก็หายซึ่งจะแจกแจงรายละเอียดต่อไป

ลักษณะของต้น
เป็นต้นไม้ชนิดใบอ่อนปลายแหลม ส่วนล่างของใบจะหยาบสีเขียวเข้ม ด้านบนสีเขียวอ่อนเป็นต้นไม้ที่มีใบมากสักหน่อย แตกกิ่งก้านทรงพุ่มได้ดีการขยายพันธุ์เพียงตัดยอดปักชำลงดินก็เกิดรากตั้งตัวได้เร็ว ย้ายลงปลูกในกระถางใส่ปุ๋ยพรวนดินรดน้ำก็จะเจริญงอกงาม

วิธีใช้
ส่วนสำคัญคือ ใบใช้เคี้ยวกินสด ๆ หรือคั้นและกรองเอาน้ำข้น ๆ รับประทานหรือต้มเป็นน้ำแกงรับประทานก็ได้ ส่วนเปลือกและรากไม้สามารถต้มกลั่นเป็นสุราได้ด้วย ใบไม้ไม่มีกลิ่นและรส สามารถต้มเอาน้ำใส ๆ ดื่มได้ส่วนการรับประทานมากหรือน้อย อยู่ที่ธาตุ หนัก-เบา ของแต่ละคนโดยทั่วไปจะรับประทานกัน 1-4 ใบ คนที่มีอาการหน้ามืดตาลายหลังรับประทาน 15 นาทีจะหาย ให้รับประทานติดต่อกัน 7 วัน วันละ 2 ครั้งก่อนอาหาร
จากหลักฐานคนไข้รายหนึ่งหลังจากรักษาโรคมะเร็งตับจากยานานาชนิดไม่หาย เมื่อได้รับประทานใบสดของต้นฮว่านง็อกคนไข้มีปฏิกิริยาตอบรับอย่างไม่น่าเชื่อ จากการมีไข้สูงถึง 40 องศา ลดลงเหลือ 37 องศาการเจ็บปวดลดลงมาก ผิวหนังเคยเหลืองก็ลดลง หน้าท้องแฟบลงตัวเบาทำให้คนไข้ลุกขึ้นมาสนทนาได้ทำไม คนไข้จึงฟื้นตัวเร็วขนาดนั้นหลังจากรับประทานได้ 20 นาที ยาได้ออกฤทธิ์ รับประทาน 5 ใบ จะลดความเจ็บปวดได้ 3 ชั่วโมง รับประทาน 7 ใบ ลดได้ 5 ชั่วโมงเสมือนหนึ่งยาวิเศษเพราะคนไข้โรคตับได้เจ็บป่วยมาถึงวาระสุดท้ายแล้วกลับฟื้นและมีความหวัง ต้นฮว่านง็อกเป็นต้นไม้ใบยาที่มีคุณค่าสูงส่งเป็นของขวัญจากสวรรค์ มอบให้แก่มวลมนุษย์ ก่อนหน้านี้เรียกว่าต้นลิงเพราะพวกลิงอยู่ในป่า เมื่อเป็นอะไรมันจะกินใบของต้นไม้ชนิดนี้ ทำให้หายได้ในทุก ๆโรค ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น HOAN-NGOC เนื่องจากมีเด็ก 2 คน ทะเลาะวิวาทและตีกันจนทำให้ลูกอัณฑะหายไป เมื่อรับประทานใบไม้นี้ทำให้ลูกอัณฑะกลับคืนเป็นปกติ

สรรพคุณของต้นสมุนไพร (จากเอกสาร ฮานอย 2-9-1995 ถ่ายทอดจากต้นฉบับจริง)
1. รักษาคนสูงอายุ ปวดเมื่อยตามร่างกายทำงานหนัก เกิดประสาทหลอน
2. รักษาเป็นไข้หวัด ความดันโลหิตสูงท้องไส้ไม่ปกติ
3. รักษาอาการมีบาดแผล เคล็ด ขัด ยอก กระดูกหัก
4. รักษาอาการทางเดินอาหารไม่ปกติ
5. รักษาอาการโรคกระเพาะอาหารโรคเลือดออกในลำไส้เกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะ
6. รักษาอาการคอพอกตับอักเสบ
7. รักษาอาการไตอักเสบ ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขุ่นข้น8. รักษาอาการโรคมะเร็งปอด มีอาการปวดต่าง ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ ให้รับประทานต่อไป 100-200 ใบ อาการจะหายขาด
9. รักษาโรคตาทุกชนิด เช่น ตาแดง ตาต้อตาห้อเลือด
10. รักษาอาการมดลูกหย่อนของหญิงคลอดบุตรใหม่ ได้ผลดีช่วยให้มดลูกเข้าอู่
11. รักษาโรคความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตต่ำโรคประสาทอ่อน ๆ (เพื่อเป็นการสนับสนุนเหตุผลโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งผู้เขียนก็เป็นจึงกินเข้าไปครั้งละ 5 ใบ เช้า-เย็น 1วัน อาการหน้ามืดหนักหัวหายไป รู้สึกสบายเบาสมอง)
12. สามารถใช้กับสัตว์ได้จากเอกสารระบุว่าใช้กับไก่ชนหลังจากชนไก่แล้ว ต้องการให้ไก่ฟื้นจากอาการบาดเจ็บให้ไก่กินใบของต้นมุนไพรฮว่านง็อกจะฟื้นตัวได้เร็ว

รายละเอียดในการใช้รักษาแต่ละโรค
1. โรคกระเพาะอาหารเป็นแผล รับประทานครั้งละไม่เกิน 7 ใบ วันละ 2 ครั้งรับประทานติดต่อกันไปจนครบ 50 ใบ
2. โรคเลือดออกในลำไส้ รับประทานใบสด 7-13 ใบ หรือคั้นเอาน้ำ วันละ 2 เวลา
3. โรคเกี่ยวกับลำไส้ใหญ่เป็นบิดรับประทานครั้งละไม่เกิน 7 ใบ วันละ 2 ครั้ง รับประทานติดต่อกันไปประมาณ 100 ใบ
4. โรคตับอักเสบ คอพอก รับประทานครั้งละ 7 ใบ วันละ 3 ครั้งรับประทานติดต่อกันไปจนครบ 150 ใบ
5. โรคไตอักเสบ ปวดเป็นประจำรับประทานครั้งละ 3-4 ใบ วันละ 3 ครั้ง รับประทานไปจนครบ 30 ใบ
6. อาการท้องไส้ไม่ปกติ รับประทาน 7-14 ใบ 2 ครั้ง หาย
7. ปวดเมื่อยตามร่างกายรับประทาน 7-14 ใบ 2 ครั้ง หาย
8. อาการปัสสาวะแสบ ปัสสาวะเป็นเลือดรับประทาน 14-21 ใบ โดยการคั้นเอาน้ำข้น ๆรับประทาน
9. โรคตาแดง รับประทาน 7 ใบ และบด 3 ใบ ปิดที่ตา เวลานอน 1 คืน จะหาย
10. โรคความดันสูงจะลดทันทีเมื่อรับประทาน 5-9 ใบ (ผู้เขียนได้ทดลองด้วยตนเองดีสมราคาคุย)
11. แก้โรคเบาหวานผู้ชายรับประทานวันละ 7 ใบ ผู้หญิงรับประทานวันละ 9 ใบ ภายใน90 วัน หาย
12. ใช้กับสัตว์ เช่น ไก่เหงา เป็นอหิวาต์ หรือนิวคาสเซิล ให้ไก่กิน 2-3 ใบไก่ชนหลังจากการชนแล้วให้กิน 2-3 ใบ (น่าจะประยุกต์ใช้กับสัตว์อื่น ๆได้)
13. สตรีหลังคลอด รับประทานวันละ 1 ใบรับประทานทุกวันจะทำให้ฟื้นสุขภาพได้เร็ว

อนึ่งการรับประทานหรือกินใบสมุนไพร ให้กินก่อนอาหารเสมอ

หญ้ากำลังวัวเฉลิม
พืชสมุนไพรในพื้นที่ ที่นำมาต้ม กลิ่นหอม และรสชาดคล้ายน้ำใบเตย แต่สรรพคุณ น่าสนใจ แก้ปวดเมื่อย ปวดข้อ ขับพิษต่างๆ บำรุงกำลัง ฯลฯ


กลุ่มยาแก้ท้องขึ้น ท้องอืด ท้องเฟ้อ

กานพลู

- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Syzygium aromaticum (L.) Merr.& L.M.Perry

- ชื่อพ้อง : Caryophyllus aromatica L. ; Eugenia aromatica (L.) Baill; E.Caryophylla (Spreng.) Bullock et Harrison; E.caryophyllata Thunb.

- ชื่อสามัญ : Clove Tree

- วงศ์ : Myrtaceae

- ชื่ออื่น : -

- ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ไม้ต้น สูง 9-12 เมตร อาจสูงได้ถึง 20 เมตร เรือนยอดเป็นรูปกรวยคว่ำ แตกกิ่งต่ำ ลำต้นตั้งตรง เปลือกเรียบ สีเทา ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปใบหอก รูปรี หรือรูปไข่กลับแคบๆ กว้าง 8-11 ซม. ยาว 32-37 ซม. ปลายแหลมหรือเรียวแหลม โคนสอบแคบ ขอบเรียบ แผ่นใบด้านบนเป็นมัน มีต่อมน้ำมันมาก เส้นแขนงใบข้างละ 15-20 เส้น ปลายเส้นโค้งจรดกับเส้นถัดไปก่อนถึงขอบใบ ก้านใบยาว 1-2.5 ซม. ช่อดอกแบบช่อเชิงหลั่น ออกที่ปลายยอด ยาวประมาณ 5 ซม. ก้านช่อดอกสั้นมาก แต่อาจยาวได้ถึง 1 ซม. ใบประดับรูปสามเหลี่ยม ยาว 2-3 มม. กลีบเลี้ยง 4 กลีบ โคนติดกันเป็นหลอดยาว 5-7 มม. เมื่อเป็นผลขยายออกเป็นรูปกรวยยาวประมาณ 1 ซม. ปลายแยกเป็นแฉกรูปไข่ ยาว 3-4 มม. กลีบดอก 4 กลีบ รูปขอบขนานหรือกลม ยาว 7-8 มม. มีต่อมมน้ำมันมาก ร่วงง่าย เกสรเพศผู้จำนวนมาก ร่วงง่าย ก้านชูอับเรณูยาวประมาณ 7 มม. ก้านเกสรเพศเมียยาวประมาณ 4 มม. ผล รูปไข่กลับกามรูปรี ยาว 2-2.5 ซม. แก่จัดสีแดง มี 1 เมล็ด
กานพลูเป็นพรรณไม้พื้นเมืองของหมู่เกาะโมลุกกะ น้ำไปปลูกในเขตร้อนทั่วโลก ในปะเทศไทยนำมาปลูกบ้างแต่ไม่แพร่หลาย ชอบขึ้นในดินร่วนซุย การระบายน้ำดี ความชื้นสูง ฝนตกชุก ขึ้นได้ดีบนพื้นที่ราบถึงที่สูงจากระดับน้ำทะเล 800-900 เมตร

- ส่วนที่ใช้ : เปลือกต้น ใบ ดอกตูม ผล น้ำมันหอมระเหยกานพลุ

- สรรพคุณ :

- เปลือกต้น - แก้ปวดท้อง แก้ลม คุมธาตุ

- ใบ - แก้ปวดมวน

- ดอกตูม - รับประทานขับลม ใช้แต่งกลิ่น

- ดอกกานพลูแห้ง ที่ยังไม่ได้สกัดเอาน้ำมันออก และมีกลิ่นหอมจัด มีน้ำมันหอมระเหยมาก รสเผ็ด ช่วยขับลม แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้อง และแน่นจุกเสียด แก้อุจจาระพิการ แก้โรคเหน็บชา แก้หืด แก้ไอ แก้น้ำเหลืองเสีย แก้เลือดเสีย ขับน้ำคาวปลา แก้ลม แก้ธาตุพิการ บำรุงธาตุ ขับเสมหะ แก้เสมหะเหนียว ขับผายลม ขับลมในลำไส้ แก้ท้องเสียในเด็ก แก้ปากเหม็น แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้รำมะนาด กับกลิ่นเหล้า แก้ปวดฟัน

- ผล - ใช้เป็นเครื่องเทศ เป็นตัวช่วยให้มีกลิ่นหอม

- น้ำมันหอมระเหยกานพลู - ใช้เป็นยาชาเฉพาะแห่ง แก้ปวดฟัน ฆ่าเชื้อทางทันตกรรม เป็นยาระงับการชักกระตุก ทำให้ผิวหนังชา

- วิธีและปริมาณที่ใช้ :

*แก้อาการท้องขึ้น ท้องอืดเฟ้อ ขับลม และปวดท้อง

**ใช้ดอกกานพลูโตเต็มที่ ที่ยังตูมอยู่ 4-6 ดอก หรือ 0.25 กรัม
- ในผู้ใหญ่ - ใช้ทุบให้ช้ำ ชงน้ำดื่มครั้งละครึ่งถ้วยแก้ว
- ในเด็ก - ใช้ 1 ดอก ทุบแล้วใส่ลงในขวดนม
- เด็กอ่อน - ใช้ 1 ดอก ทุบใส่ในกระติกน้ำที่ไว้ชงนม ช่วยไม่ให้เด็กท้องขึ้นท้องเฟ้อได้

* แก้ปวดฟัน

**ใช้นำมันจากการกลั่นดอกตูมของดอกกานพลู 4-5 หยด ใช้สำลีพันปลายไม้ จุ่มน้ำมันจิ้มในรูฟันที่ปวด จะทำให้อาการปวดทุเลา และใช้แก้โรครำมะนาดก็ได้ หรือใช้ทั้งดอกเคี้ยว แล้วอมไว้ตรงบริเวณที่ปวดฟันเพื่อระงับอาการปวด หรือใช้ ดอกกานพลูตำพอแหลกผสมกับเหล้าขาวเพียงเล็กน้อยพอแฉะใช้จิ้มหรืออุดฟันที่ปวด

* ระงับกลิ่นปาก

**ใช้ดอกตูม 2-3 ดอก อมไว้ในปาก จะช่วยทำให้ระงับกลิ่นปากลงได้บ้าง

- สารเคมี : Eugenol, Cinnamic aldehyde Vanillin น้ำมันหอมระเหย Caryophylla - 3(12)-6-dien-4-ol




กลุ่มยาแก้ท้องขึ้น ท้องอืด ท้องเฟ้อ

กระวาน

- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Amomum krervanh Pierre

- ชื่อสามัญ : Siam Cardamom, Best Cardamom, Clustered Cardamom, Camphor Seed

- วงศ์ : Zingiberaceae

- ชื่ออื่น : กระวานดำ กระวานแดง กระวานขาว (ภาคกลาง, ภาคตะวันออก) กระวานจันทร์ กระวานโพธิสัตว์

- ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ไม้ล้มลุก มีเหง้า สูงประมาณ 2 เมตร กาบใบหุ้มซ้อนกันทำให้ดูคล้ายลำต้น ใบเดี่ยว แคบยาว รูปขอบขนาน ยาว 15-25 ซม. ปลายแหลม ช่อดอกออกจากเหง้าชูขึ้นมาเหนือพื้นดิน รูปทรงกระบอก ยาว 6-15 ซม. ก้านช่อดอกยาว 5-15 ซม. ใบประดับสีเหลืองนวล มีขนคาย เรียงซ้อนสลับกันตลอดช่อ ในซอกใบประดับมีดอก 1-3 ดอก ปลายกลีบเลี้ยงมี 3 หยัก กลีบดอกสีเหลือง เป็นหลอดแคบ เกสรเพศผู้ไม่สมบูรณ์แปรสภาพเป็นกลีบขนาดใหญ่ สีขาว มีแถบสีเหลืองตรงกลาง ผลค่อนข้างกลม สีนวล มี 3 พู ผลอ่อนมีขนและจะร่วงไปเมื่อแก่ ผลแก่จะแตก มีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก เมล็ดอ่อนสีขาวมีเยื่อหุ้ม เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีดำ ทั้งผลและเมล็ดมีกลิ่นหอม
ส่วนที่ใช้ : ราก หัวและหน่อ เปลือก แก่น กระพี้ ผลแก่ที่มีอายุ 4-5 ปี (เก็บในช่วงเดือนสิงหาคม-มีนาคม) เมล็ด

- สรรพคุณ :

ราก - แก้โลหิตเน่าเสีย ฟอกโลหิต แก้ลม เสมหะให้ปิดธาตุ รักษาโรครำมะนาด

หัวและหน่อ - ขับพยาธิในเนื้อให้ออกทางผิวหนัง

เปลือก - แก้ไข้ ผอมเหลือง รักษาโรคผิวหนัง แก้ไข้อันง่วงเหงา ขับเสมหะ บำรุงธาตุ แก้ไข้อันเป็นอชินโรค และอชินธาตุ

แก่น - ขับพิษร้าย รักษาโรคโลหิตเป็นพิษ

กระพี้ - รักษาโรคผิวหนัง บำรุงโลหิต

ใบ - แก้ลมสันนิบาต แก้สันนิบาตลูกนก ขับผายลม ขับเสมหะ แก้ไข้เพื่อลม รักษาโรครำมะนาด แก้ลมเสมหะให้ปิดธาตุ แก้ไข้เซื่องซึม แก้ลม แก้จุกเสียด บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ แก้ไข้อันง่วงเหงา

ผลแก่ - รสเผ็ดร้อน กลิ่นหอม ประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหย (Essential oil) 5-9 เปอร์เซนต์ มีฤทธิ์ในการขับลม (Carminative) และฤทธิ์ในการยับยั้ง การเจริญของเชื้อแบคทีเรียบางชนิด ขับโลหิต บำรุงธาตุ แก้ลมในอกให้ปิดธาตุ แก้ลมเสมหะให้ปิดธาตุ แก้ลมเจริญอาหาร รักษาโรค รำมะนาด แก้ลมจุกเสียดแน่นเฟ้อ แก้ลมสันนิบาต ผลแก่ของกระวานตากแห้ง ใช้เป็นเครื่องเทศ

เมล็ด - แก้ธาตุพิการ อุจจาระพิการ บำรุงธาตุ

เหง้าอ่อน - ใช้รับประทานเป็นผักได้ มีกลิ่นหอมและเผ็ดเล็กน้อย

- วิธีและปริมาณที่ใช้ :

ผลกระวาน ขับลม แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และแน่นจุกเสียด
ใช้ผลกระวานแก่จัดประมาณ 6-10 ผล (0.6-2 กรัม) ตากแห้งบดเป็นผง รับประทานครั้งละ 1-3 ช้อนชา ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว เคี่ยวให้เหลือครึ่งถ้วยแก้ว ใช้รับประทานครั้งเดียว

ผลกระวาน ยังใช้ผสมยาถ่าย เช่น มะขามแขกเพื่อบรรเทาอาการไซ้ท้อง

- สารเคมี : ในน้ำมันหอมระเหย กระวาน (Essential oil) พบสารเคมีคือ Borneol, Cineol, Camphor




กลุ่มยาแก้ท้องขึ้น ท้องอืด ท้องเฟ้อ

กุ่มน้ำ


- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Crataeva magna (Lour.) DC.

- วงศ์ : CAPPARACEAE

- ชื่ออื่น : กุ่มน้ำ (ภาคกลาง), รอถะ (ละว้า-เชียงใหม่, ภาคเหนือ), เหาะเถาะ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี), อำเภอ (ภาคตะวันตกเฉียงใต้, สุพรรณบุรี)

- ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ไม้ต้นขนาดกลาง สูง 5-20 ม. ใบประกอบแบบนิ้วมือ มีใบย่อย 3 ใบ ก้านใบประกอบยาว 4-14 ซม. หูใบเล็ก ร่วงง่าย ใบย่อยรูปใบหอกหรือรูปขอบขนาน กว้าง 1.5-6.5 ซม. ยาว 4.5-18 ซม. ปลายค่อยๆ เรียวแหลม ยาวประมาณ 2.5 ซม. โคนสอบ ใบย่อยที่อยู่ด้านข้างโคนใบเบี้ยวเล็กน้อย แผ่นใบค่อนข้างหนาเป็นมัน ด้านล่างสีอ่อนกว่าด้านบน เส้นแขนงใบข้างละ 9-20 เส้น บางครั้งพบมีถึงข้างละ 22 เส้น เห็นชัดทางด้านล่าง ใบแห้งสีค่อนข้างแดง ใบย่อยไม่มีก้านหรือถ้ามียาวไม่เกิน 5 มม. ช่อดอกแบบช่อกระจะถี่ ออกที่ยอด ช่อหนึ่งมีหลายดอก ก้านดอกยาว 4-7 ซม. กลีบเลี้ยงรูปไข่ ปลายแหลม กว้างประมาณ 2 มม. ยาว 2-4 มม. กลีบดอกสีขาว ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลือง รูปค่อนข้างกลมหรือรูปรี กว้าง 1-2.5 ซม. ยาว 1.5-3 ซม. โคนกลีบเป็นเส้นคล้ายก้าน ยาว 0.5-1.2 ซม. เกสรเพศผู้สีม่วง มี 15-25 อัน ก้านชูอับเรณูยาว 3.5-6.5 ซม. อับเรณูยาว 2-3 มม. ก้านชูเกสรเพศเมียยาว 3.5-8 ซม. รังไข่รูปรีหรือทรงกระบอก มี 1 ช่อง ผลสีนวล รูปรี กว้าง 1.5-4.5 ซม. ยาว 5-8 ซม. เปลือกผลมีนวล ก้านผลยาว 8-13 ซม. หนา 3-5 มม. มีเมล็ดมาก เมล็ดสีน้ำตาลเข้ม รูปเกือกม้า ขนาดกว้างและยาวเท่าๆ กันคือ 6-9 มม.

- ส่วนที่ใช้: ใบ เปลือก กระพี้ แก่น ราก ดอก ผล

- สรรพคุณ :

ใบ - ขับเหงื่อ

เปลือก - แก้สะอึก

กระพี้ - แก้ริดสีดวงทวาร

แก่น - แก้นิ่ว

ราก - ขับหนอง

ดอก - แก้เจ็บตา และในลำคอ แก้ไข้



กลุ่มยาแก้ท้องขึ้น ท้องอืด ท้องเฟ้อ

ดีปลี

- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Piper retrofractum Vahl

- ชื่อสามัญ : long pepper

- วงศ์ : Piperaceae

- ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ไม้เถารากฝอยออกบริเวณข้อเพื่อใช้ยึดเกาะ ใบ เดี่ยวรูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง 3-5 ซม. ยาว 7-10 ซม. สีเขียวเข้มเป็นมัน ดอก ช่อ ออกที่ซอกใบ ดอกย่อยอัดกันแน่น แยกเพศ ผล เป็นผลสด มีสีเขียว เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีแดง รสเผ็ดร้อน

- ส่วนที่ใช้ : ราก เถา ใบ ดอก ผลแก่จัด แต่ยังไม่สุก หรือตากแดดให้แห้ง

- สรรพคุณ :

ราก - แก้พิษอัมพฤกษ์ อัมพาต พิษปัตคาด แก้ตัวร้อน แก้พิษคุดทะราดให้ปิดธาตุ แก้ท้องร่วง ขับลมในลำไส้ แก้คุดทะราด

เถา - แก้พิษงู ขับเสมหะ แก้ปวดฟัน ปวดท้อง จุกเสียด แก้เสมหะพิการ แก้ลมอัมพฤกษ์ แก้มุตฆาต

ใบ - แก้ปวดเมื่อย แก้เส้นเอ็น

ดอก - แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน แก้จุกเสียดแน่นท้อง ขับลมในลำไส้ให้ผายและเรอ แก้หืด ไอ แก้ริดสีดวง คุดทะราด แก้ลมวิงเวียน แก้เสมหะ น้ำลายเหนียว แก้ไอ บำรุงธาตุ แก้ท้องเสีย แก้ปถวีธาตุ 20 ประการ แก้อัมพาต และเส้นปัตคาด

ผลแก่จัด - รสเผ็ดร้อน แก้ลม บำรุงธาตุไฟ แก้หืดไอ แก้เสมหะ(หลังเป็นหวัด) แก้หลอดลมอักเสบ ยาขับระดู ยาธาตุ ทาแก้ปวดเมื่อยและอักเสบของกล้ามเนื้อ แก้อาการท้องขึ้น ท้องอืดเฟ้อแน่นจุกเสียด ขับลม บำรุงธาตุ ใช้ประกอบตำรายาที่ใช้รักษาโรคเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ธาตุไม่ปกติ (ใช้เป็นยาขับลม แต่ไม่นิยมใช้ โดยมากนำมาเป็นเครื่องเทศ)

- วิธีและปริมาณที่ใช้

อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และปวดท้อง และแก้อาการคลื่นไส้อาเจียนที่เกิดจากธาตุไม่ปกติ

ใช้ผลดีปลีแก่แห้ง 1 กำมือ (ประมาณ 10-15 ผล) ต้มเอาน้ำดื่ม ถ้าไม่มีผลใช้เถาต้มแทนได้

อาการไอ และขับเสมหะ

ใช้ผลแห้งแก่ ประมาณครึ่งผล ฝนกับน้ำมะนาวแทรกเกลือเล็กน้อย กวาดคอ หรือจิบบ่อยๆ

ผลดีปลีแห้ง

ใช้เป็นเครื่องเทศ ประกอบอาหาร มีรสเผ็ดร้อน ขม

- สารเคมีที่พบ

มีน้ำมันหอมระเหย และแอลคาลอยด์ ชื่อ P-Methoxy acetophenone, Dihydrocarveol, Piperine, Pipelatine Piperlongumine, Sylvatine และ Pyridine alkaloids อื่นๆ




กลุ่มยาแก้ท้องขึ้น ท้องอืด ท้องเฟ้อ

เทพธาโร

- ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cinnamomum porrectum (Roxb.) Kosterm.

- วงศ์ : Lauraceae

- ชื่ออื่น : จวง จวงหอม (ภาคใต้) จะไคต้น จะไคหอม (ภาคเหนือ) พลูต้นขาว (เชียงใหม่) มือแดกะมางิง (มลายู-ปัตตานี) การบูร (หนองคาย)

- ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ไม้ต้น สูง 10 – 30 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่ม ทึบ กิ่งอ่อนเกลี้ยงและมักจะมีคราบขาว เปลือกสีเทาอมเขียวหรือสีน้ำตาลคล้ำ แตกเป็นร่องยาวตามลำต้น ใบ เดี่ยว เรียงตรงข้าม แผ่นใบรูปรีแกมรูปไข่ ยาว 7 – 20 เซนติเมตร ปลายแหลม โคนสอบ ก้านใบเรียวเล็ก ยาวประมาณ 2.5 – 3.5 เซนติเมตร ดอก สีขาว เหลืองอ่อน ออกเป็นช่อประจุกตามปลายกิ่ง ผลกลมเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.7 เซนติเมตร สีเขียว

- ส่วนที่ใช้ : ใบ เปลือก ต้น

- สรรพคุณ :

ใบ - รสร้อน ใช้ปรุงเป็นยาหอมแก้ลม จุกเสียดแน่นเฟ้อ แก้อาการปวดท้อง ขับผายลมได้ดี ขับลมในลำไส้และกระเพาะอาหารให้เรอ เป็นยาบำรุงธาตุ ขับเสมหะ

เปลือก - รสร้อน มีน้ำมันระเหย 1-25 % และแทนนิน แก้ลมจุกเสียด แน่นเฟ้อ แก้ปวดท้อง ขับลมในลำไส้และกระเพาะอาหาร บำรุงธาตุ

- วิธีการใช้ :

เนื้อไม้สีขาว มีกลิ่นหอมฉุนเหมือนกลิ่นการะบูน อาจกลั่นเอาน้ำมันระเหยออกมาจากเนื้อไม้นี้ได้ และอาจดัดแปลงทางเคมี ให้เป็นการะบูนได้ ใบมีกลิ่นหอมเป็นเครื่องเทศตามร้านขายยาสมุนไพรในประเทศไทย ใช้ใบนี้เป็นใบกระวานสำหรับใส่เครื่องแกงมัสหมั่น ทุกร้านถ้าเราไปขอซื้อใบกระวานจะได้ใบไม้นี้ ส่วนใบกระวานจริงๆ เราไม่ได้ใช้กัน (ใบกระวานจริงๆ ลักษณะเหมือนใบข่า)

ชะมวง

ภาพโดย : คนโบราณ (a_Rsw )
สถานที่ : ทุ่งปลักเหม็ด (สนามบินหาดใหญ่)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Garcinia cowa Roxb. วงศ์ CLUSIACEAE ( GUTTIFERAE )
ชื่ออื่น - ส้มมวง (ใต้), ส้มโมงใบเล็ก ( อีสาน) กะมวง, หมากโมก

ชะมวง ไม้ยืนต้น ขึ้นเป็นกลุ่ม สูง 4-10 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้ม มียางเหลือง ใบ ใบ
เดียวเรียงตรงข้ามรูปรี หรือรูปรีแกมขอบขนาน กว้าง 2-5 ซม. ยาว 7-12 ซม.ใบแก่สีเขียวเข้ม
เนื้อใบหนา ยอดอ่อนสีเขียวอ่อนแกมส้ม ดอก ดอกสีเหลืองนวลกลิ่นหอมอ่อนๆ แยกเพศอยู่
ร่วมต้น ดอกเพศผู้อยู่รวมกันเป็นช่อ เกสรเพศผู้จำนวนมาก ดอกเพศเมียอยู่เดียวหรือออกเป็น
ช่อ 2-3 ดอก รังไข่กลม ผล ขนาดผลมะนาวลักษณะเกือบกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5 - 4.5
ซม.เป็นร่องตามยาว โดยรอบ 5-8 ร่อง เมื่อสุกมีสีเหลืองและมีกลิ่นเฉพาะตัว

ส่วนที่ใช้ประโยชน์
ยอดอ่อน,ใบอ่อน มีรสเปรี้ยวช่วยระบายท้อง แก้ไข้ กัดฟอกเสมหะ แก้ธาตุพิการ ใช้เป็นผัก
ประกอบอาหาร ได้หลากหลายประเภท เช่น ต้มกับเนื้อวัว,เนื้อหมู หรือใช้ทำ"น้ำพริกผัด"



--------------------------------------------------------------------------------

ชะมวงกวาง


ภาพโดย : คนโบราณ (a_Rsw )
สถานที่ : ทุ่งปลักเหม็ด (สนามบินหาดใหญ่)


ภาพจาก : Internet

ชื่อวิทยาศาสตร์ Ploiarium alternifolium (Vahl) Melchior วงศ์ BONNETIACEAE
ชื่อภาษาอังกฤษ Cicada tree
ชื่ออื่น - มวงกวาง (ใต้), Riang riang ( มาเลเซีย)

ชะมวงกวาง เป็นไม้ยืนต้นสูงถึง 15 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มทรงสูง ลำต้นมีรากค้ำยัน เปลือก
สีส้มแกมเทา แตกเป็นร่องลึกเปลือกชั้นในสีแดงถึงน้ำตาลแดง ใบ แผ่นใบรูปขอบขนานแกม
รูปไข่กลับ ถึงรูปหอกกว้าง 1.5-2.5 ซม. ยาว 7-12 ซม. ผิวใบเกลี้ยง ปลายใบแหลมโคนใบ
ตัด ถึงหยักเว้าเล็กน้อย เส้นแขนงใบไม่เด่นชัด ก้านใบสั้น ดอก สีขาวถึงสีชมพูอ่อนเส้นผ่า
ศูนย์กลาง 2.5-3 ซม. ออกเดี่ยวหรือเป็นช่อสั้นๆ 2-3 ดอก ตามง่ามใบ ผล รูปกระสวยกว้าง
ประมาณ 1 ซม. ยาวประมาณ 2 ซม. เมื่อแก่ จะแตกจากโคนมาหาปลาย

ลักษณะทางนิเวศวิทยา โดยทั่วไปจะพบชะมวงกวาง ขึ้นตามป่าเสม็ดในที่ลุ่มน้ำขังและในป่า
พรุน้ำจืดที่มีดินปนทราย ดินปนกรวด แต่บางครั้งจะพบได้ในป่าดิบชื้นที่มีระดับความสูงไม่เกิน
100 เมตร การกระจายพันธุ์ ชะมวงกวางกระจายพันธุ์ตั้งแต่ ประเทศเวียตนาม กัมพูชา
ภาคใต้ของไทย มาเลเซีย เกาะสุมาตราและเกาะบอร์เนียว ประเทศอินโดนีเซีย

ส่วนที่ใช้ประโยชน์
เนื้อไม้ แข็งแรงทนทานใช้ในงานก่อสร้างได้ดี (ใช้เป็นไม้ระแนงกั้นห้อง, เป็นลูกกลอนสําหรับ
วางเครื่องมุงหลังคาของกระท่อม/ขนำ หรือใช้เป็นไม้ค้างสําหรับให้ไม้เถาขึ้นเกาะ เช่น ทำเป็น
ค้างพลู ค้างถั่ว ) ยอดอ่อน มีรสเปรี้ยวนิดๆมีเมือก ใช้เป็นผักเหนาะจิ้มน้ำพริกได้
( แหล่งข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ของ ชะมวงกวาง - นจ. )



--------------------------------------------------------------------------------

ชะลูด


ชื่อวิทยาศาสตร์ Alyxia reinwardtii BL. var.lucida Markgr.
ชือวงศ์ APOCYNACEAE
ชื่ออื่น - นูด (ใต้), ลูด, ชะนูด

ไม้เถา เปลือกค่อนข้างดำมียางสีขาวขุ่น ใบ ใบเดี่ยวออกรอบข้อๆ ละ 3 ใบ รูปขอบขนานหรือ
รูปรี กว้าง 2.5-4 ซม. ยาว 3.5-9 ซม. ปลายแหลมหรือมน โคนสอบเป็นครีบ ใบหนา ดอก สี
ขาวนวล กลิ่นหอม ออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง 4-10 ดอกกลีบดอก 5 กลีบ โคนเป็น
หลอดยาวประมาณ 0.7 ซม. ปลายแยกเป็นแฉกสั้น เกสรตัวผู้ 5 อัน ผล รูปรี ยาวประมาณ 1
ซม.

ส่วนที่ใช้ประโยชน์
ราก แก้ลม ขับเสมหะและไข้พิษ
เปลือก ใช้รับประทานเป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ บำรุงครรภ์รักษา แก้ปวดมวนท้อง เปลือก
ชะลูด มีสารหอมชื่อ คูมาริน (coumarin) คนไทยในสมัยก่อนจึงนิยมใช้เปลือกชะลูด อบผ้า
ใช้ผสมทำธูป และใช้ในการทำดอกไม้จันทน์

ใบและผล แก้ไข้ แก้มวนท้อง ขับลม ดอกแก้ไข้ แก้สะอึก



--------------------------------------------------------------------------------

ชายผ้าสีดา


ภาพโดย : คนโบราณ (a_Rsw )
สถานที่ : ทุ่งปลักเหม็ด (สนามบินหาดใหญ่)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Platycerium coronarium (J.G. Koen.ex. Muell) Desv.
วงศ์ POLYPODIACEAE
ชื่อภาษาอังกฤษ Disk Staghorn, Crown Staghorn
ชื่ออื่น กระจาด กระปรอกกระจาด(ชลบุรี), กระปรอก,ชายผ้าสีดา(ใต้),หัวสีดา ห่อข้าวสีดา
หัวอีโบ(อีสานใต้และตะวันออก) ) Paku langsuyar , Semun bidari (มาเลเซีย)

ชายผ้าสีดา เป็นพืชในตระกูลเฟิร์น ที่เกาะอาศัยอยู่ตามลำต้นไม้ใหญ่ในป่าโปร่ง ที่ระดับ
ความสูงปานกลาง จากระดับน้ำทะเล พบมากในเขตภาคตะวันออกและภาคใต้ ตามสวนยาง
และป่าดิบชื้น
ลักษณะทั่วไป : ทั่วทั้งต้นสีเขียวอมเหลือง ลำต้นเป็นเหง้าเลื้อย ปลายยอดเหง้าปกคลุมด้วย
เกล็ดเป็นแผ่นบางสีน้ำตาล ชายผ้าสีดาจะเจริญเติบโตออกใบใหม่ตลอดทั้งปี หากได้รับแสง
และความชุ่มชื้นสม่ำเสมอ ใบกาบ ตอนบนชูตั้งขึ้นเป็นตะกร้า ใบเป็นแผ่นกว้าง หนา ผิวเป็น
เงามัน ขนที่ผิวใบมองเห็นไม่ชัด แผ่นใบสีเขียวอ่อน ตอนล่างห่อหุ้มเหง้า และระบบรากแน่น
แผ่โอ้มอ้อม ไปทางด้านหลัง แผ่นใบหนาได้ถึง 1.5 ซ.ม. ส่วนใบด้านบนหยักลึกเป็นแฉกคู่
ไม่เป็นระเบียบ ปลายยอดแฉกมนกลม เส้นใบหลักแตกแขนงเป็นคู่ๆ และนูนทั้งสองด้านของ
ผิวใบ เส้นใบย่อย จรดโค้งเข้าหากัน ใบกาบชูตั้งขึ้นเป็นตะกร้าเพื่อดักเศษใบไม้ ลูกไม้และ
เศษอินทรีย์วัตถุ สำหรับเก็บสะสมไว้ใช้เป็นอาหารเลี้ยงต้น ใบชายผ้าโคนใบออกมาเป็นก้าน
ผอม แล้วแตกเป็นกิ่งสาขาเป็นคู่ๆ ปล่อยทิ้งตัวห้อยย้อยลงมาเป็นริ้วที่อาจยาวได้ถึง 3 ม. มอง
ดูเหมือนสายม่านหรือตาข่าย ซึ่งเป็นลักษณะเด่นที่สังเกตุได้ชัด การแตกกิ่งช่วงบนแตกเป็นคู่
สาขา มักยาวพอๆ กัน แต่ช่วงปลายอาจยาวไม่เท่ากัน ขอบใบเรียบเส้นใบแตกกิ่งสาขาเป็นคู่
ปูดนูน แต่เส้นใบย่อยสังเกตุเห็นได้ไม่ชัด อับสปอร์ เกิดเป็นพืดในอวัยวะคล้ายถ้วย งอก
จากโคนของใบชายผ้า เมื่อสปอร์แก่เต็มที่ จะปล่อยสปอร์ร่วงไปพร้อมๆกันในคราวเดียวทั้ง
หมด ......(ข้อมูลจาก fernsiam.com)

ส่วนที่ใช้ประโยชน์ เนื่องจาก ชายผ้าสีดาเป็นเฟิร์นที่มีรูปทรงแปลก สวยงาม ปัจจุบันจึงได้
นำมาเป็นพืชตกแต่งสวน และ มีการเพาะขายในเชิงพาณิชย์

หมายเหตุ :
1. คนปักษ์ใต้สมัยก่อนเชื่อกันว่า ชายผ้าสีดา เป็นพืชชั้นสูงที่เกี่ยวข้องกับนางสีดา พระชายา
ของพระราม หากนำมาปลูก จะต้องดูแลไม่ให้ริ้วใบชายผ้ายาวยืดลงแตะถึงพื้นดิน ซึ่งถือเป็น
การไม่เคารพ บ้านที่ปลูกชายผ้าสีดา แต่ไม่ดูแลดังกล่าว จะประสบแต่เรื่องร้อนใจ มีแต่ความ
ทุกข์
2. ชายผ้าสีดา พืชในตระกูลเฟิร์น นี้ มีกลุ่มนักเพาะพันธุ์ไม้ประดับรุ่นใหม่ เรียกชื่อผิดเป็น
กระเช้าสีดา เพื่อความถูกต้อง กรุณาเปรียบเทียบความแตกต่าง ในหัวข้อ กระเช้าสีดา

--------------------------------------------------------------------------------

ชิ้ง

ภาพโดย : คนโบราณ (a_Rsw )
สถานที่ : ทุ่งปลักเหม็ด (สนามบินหาดใหญ่)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Ficus fistulosa Reinw.ex.RI. วงศ์ MORACEAE
ชื่ออื่น - มะเดื่อฉิ่ง , ชิ้ง (ใต้)

ชิ้ง เป็นไม้ยืนต้นตระกูลมะเดื่อสูงประมาณ 3 - 5 เมตร แตกกิ่งก้านมาก เปลือกต้นเรียบสีน้ำ
ตาลอมเขียว ใบ ใบเดี่ยวขนาดใหญ่สีเขียวเข้มกว้างประมาณ 5-6 นิ้ว ยาวประมาณ 8 นิ้ว ก้าน
ใบสีแดงหน้าใบเรียบเป็นมัน ขอบใบเรียบหลังใบมีก้านใบนูน ผล ผลกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์
กลางประมาณ 1-1.2ซม. ผลออกตามต้นและกิ่งก้าน มีลักษณะเป็นช่อ ๆละประมาณ 5-30 ผล
ผลกลมสีเขียว ข้างในมีเมล็ดเล็กๆ สีชมพูอ่อน

ส่วนที่ใช้ประโยชน์
ผลอ่อน รสชาติฝาดมันรับประทานเป็นผักสดจิ้มน้ำพริก(ผักเหนาะ) หรือใช้ผลใส่ แกงกะทิ
แกงพุงปลา แกงส้ม

( แหล่งข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ของ ชิ้ง - นจ. )


--------------------------------------------------------------------------------

ชุมเห็ดเล็ก




ภาพโดย : คนโบราณ (a_Rsw )
สถานที่ : ทุ่งปลักเหม็ด (สนามบินหาดใหญ่)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassia tora Linn. วงศ์ CAESALPINIACEAE (LEGUMINOSAE)
ชื่อภาษาอังกฤษ - Foetid cassia , Stickle senna
ชื่ออื่น - ชุมเห็ดไทย ชุมเห็ดเล็ก (ใต้) ชุมเห็ดควาย ชุมเห็ดนา พรมดาน ลับมือน้อย
หญ้าลึคลีน หน่อปะ ก๊วกเม้ง เอียฮายแช (จีน)

ชุมเห็ดเล็ก/ชุมเห็ดไทย เป็นพันธุ์ไม้ขนาดเล็กมีอายุปีเดียว ลำต้นสูง 0.3-1.2 ม. มีกิ่งก้าน
สาขามาก ตามลำต้นจะมีขนอ่อนปกคลุมอยู่เต็ม ใบ เป็นใบประกอบ มีขนาดเท่าใบมะยม
ลักษณะเป็นรูปไข่ปลายใบกลม ส่วนปลายสุดจะแหลมสั้น ฐานใบจะมนและจะเอียงไปข้างใด
ข้างหนึ่ง ขอบใบเรียบ ท้องใบจะมีขนอ่อนนุม ดอก เป็นดอกเล็กๆ สีเหลืองอ่อน ดอกจะออก
เป็นคู่จากง่ามใบ กลีบเลี้ยงจะมีอยู่ 5 กลีบ เป็นสีเหลือง เกสรตัวผู้จะมีอยู่ 10 อัน และรังไข่จะ
เป็นเส้นยาวงอโค้งเล็กน้อย จะมีขนปกคลุมส่วนปลายก้านเกสร ตัวเมียจะเป็นตุ่มสั้นๆ ผล ออก
เป็นฝักและเป็นเส้นโค้งเล็กน้อย และจะแบนทั้งสองด้าน มีความยาวประมาณ 15-24 ซม. และ
กว้างประมาณ 4-6 ซม. จะปกคลุมไปด้วยขนอ่อนนุ่มสั้นๆ ภายในฝักนั้นจะมีเมล็ดประมาณ 20-
30 เมล็ด เมล็ดจะเป็นรูปทรงกระบอกแบนเล็กน้อย ผิวนอกจะเรียบเป็นมันสีเขียวออกน้ำตาล

ส่วนที่ใช้ประโยชน์
ใบอ่อน ต้มใช้เป็นผักจิ้มน้ำพริก หรือเป็นผักใส่ในแกง จะช่วยให้ระบายแก้อาการท้องผูก
เมล็ดแห้ง 2 ช้อนคาว ถึง 2 1/2 ช้อนคาว คั่วจนเกรียม แล้วเติมน้ำ 1 ลิตร ต้มเคี่ยวจนเหลือ
600 มล. แบ่งดื่มครั้งละ 200 มล. วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ใช้ใบแห้งชง
น้ำดื่มเป็นยาระบาย
ทั้งต้น ต้มน้ำดื่มเป็นยาระบาย แก้ไข้

( แหล่งข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ของ ชุมเห็ดเล็ก - นจ. )


--------------------------------------------------------------------------------



เชียด

ภาพโดย : คนโบราณ (a_Rsw )
สถานที่ : ทุ่งปลักเหม็ด (สนามบินหาดใหญ่)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Cinnamomum iners Reinw. ex Blume
ชื่อวงศ์ LAURACEAE
ชื่อภาษาอังกฤษ Wild Cinnamon
ชื่ออื่น อบเชยป่า

เชียด (สำเนียงสงขลาออกเสียงเป็น เฉียด) เป็นอบเชยชนิดหนึ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปในภาคใต้
ทั้งที่ราบและป่าเขา เชียด เป็นไม้ยืนต้น ขนาดกลาง สูงประมาณ 15 - 20 เมตร ไม่ผลัดใบ
เรือนยอดเป็นพุ่มกลม รูปเจดีย์ต่ำทึบ ใบ - ใบเดี่ยว ยาวรี เรียงตรงข้ามรูปขอบขนาน เนื้อใบ
หนาแข็งและกรอบมีเส้นแขนงจากโคน ใบ 3 เส้น รูปใบของเชียดจะมีขนาดเล็กและยาวรีกว่า
ใบอบเชยทั่วไป ดอก - ดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่ง สีเหลืองอ่อน

ส่วนที่ใช้ประโยชน์
เปลือก ต้น ราก ใบ ต้มน้ำให้หญิงที่คลอดบุตรใหม่ดื่มหลังคลอดหรือผ่าตัด (ลดการอักเสบ)
แก้ปวดเมื่อย ราก ปรุงเป็นยาแก้ปวดฟัน
ในอดีต ช่างทำครกสีข้าว(ครกสีข้าวที่ใช้มือโยก)จะใช้เปลือกเชียด ซึ่งมีเมือกมาก หมักกับดิน
เหนียวตำในครก ให้ดินกับเปลือกเชียดผสมกันเป็นเนื้อเดียว แล้วใช้อัดลงระหว่างร่องฟันของ
ครกสีฯ เมื่อแห้ง ดินที่อ้ดไว้จะแข็งมาก ช่วยยึดให้ฟันของครกสีทนทาน ไม่โยกคลอน

อ่านรายเอียดเพิ่มเติมในหัวข้อ อบเชย


พบสมุนไพรใหม่ คาวตอง ทางเลือกสู้ไข้หวัด 2009





ผอ.สนช. เผยเป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้านของไทยตระกูลเดียวกับพลู พบมากทางภาคเหนือ ได้รับความนิยมมากในเกาหลี อินเดีย และอาเซียน ขอเวลาวิจัย-พัฒนา 2 ปีเชื่อ ต้านเชื้อไวรัสชนิดอื่นๆ ได้

วันนี้ (28 พ.ค.) นายศุภชัย หล่อโลหการ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ(สนช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวว่า ขณะนี้ สนช. สนับสนุนงบประมาณการวิจัยพืชสมุนไพรทางการแพทย์เพื่อรักษาโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดต่างๆ รวมทั้งเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ล่าสุด ได้มีการค้นพบสมุนไพรพื้นบ้านที่เรียกว่า คาวตอง หรือ พลูคาว เป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้านของไทยตระกูลเดียวกับพลู พบมากทางภาคเหนือของประเทศ ลักษณะเป็นพืชล้มลุกชนิดเถา มีกลิ่นค่อนข้างคาวเหมือนคาวปลา แต่มีคุณสมบัติพิเศษในการรักษาการติดเชื้อ รักษา แผล รักษามะเร็ง ต้านเชื้อไวรัสและแบคทีเรียได้ สมุนไพรดังกล่าวชาวบ้านทางภาคเหนือนิยมนำไปเป็นส่วนผสมของอาหาร แต่ไม่ได้รับความนิยมมาก เพราะมีกลิ่นแรง ไม่หอมเหมือนใบโหระพา และ กระเพรา ทำให้ไม่เป็นที่นิยม อย่างไรก็ตาม สมุนไพรดังกล่าวได้รับความนิยมมากในประเทศเกาหลี อินเดีย และกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการนำสมุนไพรดังกล่าวไปรักษาโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคมะเร็ง โรคริดสีดวงทวาร โรคติดเชื้อ เป็นต้น

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า การสนับสนุนพืชสมุนไพรดังกล่าวเพื่อพัฒนาสมุนไพรไทย ที่มีคุณสมบัติในการรักษาโรคให้เป็นยาที่ได้รับการยอมรับ โดย สนช. ได้ร่วมกับ นพ.กำพล ศรีวัฒนกุล ประธานบริษัท ไบโอคอนซัลท์ จำกัด ดำเนินการวิจัยสมุนไพรคาวตอง โดยจะศึกษาคุณสมบัติเชิงลึกว่าทำงานได้อย่างไร และมีประโยชน์ในการต้านไวรัสชนิดใดได้บ้าง คาดว่าใช้เวลาการวิจัยและพัฒนา 2 ปี

ด้าน นพ.กำพล กล่าวว่า ตนเตรียมหารือกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อศึกษาคุณสมบัติของคาวตอง ว่า สามารถนำมาพัฒนาเป็นยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้หรือไม่ เชื่อว่าจะสามารถต้านเชื้อไวรัสชนิดอื่นๆ ได้เช่นกัน โดยเฉพาะเชื้อเอชไอวี โดยอาจต้องใช้ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่น เช่น ฟ้าทะลายโจน มีคุณสมบัติเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย อย่างไรก็ตาม ในต้นเดือนมิ.ย.นี้ ตนจะหารือกับกลุ่มแพทย์จากประเทศญี่ปุ่น นำโดย นพ.ฮิราชิ เพื่อที่จะพัฒนาวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เนื่องจากกลุ่มแพทย์ดังกล่าวกำลังมองหาเครือข่ายจากประเทศต่างๆ ประเทศไทยก็สนใจเช่นกัน

 

ผักบุ้ง : บำรุงสายตา ถอนพิษ ช่วยขับถ่าย ประโยชน์ของผักกำละ 5 บาท (ไทยโพสต์)

ใครอยากมีสายตาดี อยากถนอมสายตาไว้ใช้ชั่วชีวิต สิ่งสำคัญคือต้องบำรุงรักษา กินอาหารที่ช่วยในการบำรุงสายตาอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงปัจจัยที่จะทำให้ดวงตาเสื่อมก่อนวัย เช่น แสงแดด ลม คอมพิวเตอร์ การดูทีวีนาน ๆ การใช้สายตาในช่วงที่แสงไม่เพียงพอ สิ่งเหล่านี้ล้วนเอื้อให้เกิดปัญหากับสายตาทั้งสิ้น

สำหรับอาหารสมุนไพรที่ขึ้นชื่อในการบำรุงสายตา คือ ผักบุ้ง เป็นผักที่มีวิตามินเอสูง ช่วยในการบำรุงสายตา แม้จะมีผักตัวอื่น ๆ ที่มีวิตามินเอเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้รับการระบุว่าเป็นผักบำรุงสายตาอย่างผักบุ้งเลย คนโบราณแนะลูกหลานกินผักบุ้งตาหวาน แม้ว่าจะไม่รู้ว่าผักบุ้งมีวิตามินเอที่มีประโยชน์ต่อสายตาก็ตามแต่ ผักบุ้งจึงได้ชื่อว่าเป็นผักที่เป็นมิตรกับสายตา

สรรพคุณระบุว่า แก้ตาฟางหรือตาบอดกลางคืนได้ดี ช่วยให้หายแสบตาจากอาการตาแห้ง และลดอาการปวดกระบอกตาในกรณีที่ใช้สายตาเยอะ ๆ ถ้าช่วงนี้ใครที่รู้สึกว่าปวดตา ใช้สายตาเยอะ ตาแห้ง และค่อนข้างล้า ลองกินผักบุ้งเยอะ ๆ แล้วจะพบว่ามันช่วยได้จริง ๆ

การกินผักบุ้งไม่ว่าจะผักบุ้งไทย ผักบุ้งจีน ล้วนแต่มีประโยชน์ต่อการบำรุงสายตาทั้งสิ้น ถ้าใครที่กินผักบุ้งมาตั้งแต่เด็ก ๆ จนอายุมากขึ้นก็จะยังคงมีสายตาดี ไม่มีปัญหาเรื่องสายตายาว และเชื่อว่ากินประจำยังช่วยป้องกันต้อกระจกได้ด้วย ดังนั้น ผู้ปกครอง คุณพ่อ คุณแม่ ควรให้ลูกได้กินผักบุ้งเยอะ ๆ หรืออย่างสม่ำเสมอ ให้ได้รับสารบำรุงสายตาตั้งแต่เด็ก ๆ เป็นการบำรุงอย่างสะสมทรัพย์ จะเป็นการช่วยให้ลูกหลานมีสายตาดีจนชั่วชีวิตของพวกเขา

ในทางโภชนาการผักบุ้งยังมีสารสำคัญอื่น ๆ นอกเหนือจากวิตามินเอที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย อาทิ แคลเซียม วิตามินซี เส้นใยอาหาร คาร์โบไฮเดรต เหล็ก ฟอสฟอรัส มากน้อยแตกต่างกันไป

ในทางการแพทย์แผนไทย ระบุว่า ผักบุ้งมีรสเย็น มีสรรพคุณถอนพิษสำแดงต่าง ๆ หรือช่วยในการขับสารพิษอออกจากร่างกายได้ หมอแผนไทยบางท่านแนะให้นำมาใช้ในการขับพิษ สำหรับเกษตรกรที่ใช้สารเคมีทางการเกษตร ซึ่งจะได้รับสารพิษอันตราย หรือใช้ในการบำบัดรักษาผู้ป่วยติดยาเสพติด ในกรณีนี้อาจใช้กับตัวยาอื่น ๆ ตามตำรับของหมอแต่ละคนเพื่อช่วยขับพิษและฤทธิ์ของยาเสพติด หรือในกรณีที่กินสารพิษ กินเห็ดพิษ ร่างกายได้รับสารตะกั่ว สารหนู โดยแนะให้เอาผักบุ้งแดงต้มเอาน้ำดื่มเป็นประจำ

สรรพคุณ ของผักบุ้งช่วยในการขับสารพิษออกจากร่างกาย โดยเฉพาะผักบุ้งแดง ที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยกินกันเพราะมีรสเฝื่อน จึงนิยมนำไปกินกับส้มตำมะละกอ คนในเมืองที่ชีวิตต้องเผชิญกับมลพิษในอากาศ อาหาร ลองเอาผักบุ้งแดงมาทำเป็นชาไว้ดื่ม เพื่อช่วยขับสารพิษจากร่างกายก็น่าจะเหมาะไม่น้อย หรือใช้ผักบุ้งต้มอาบ หรืออบร่วมกับสมุนไพรตัว ๆ ก็จะช่วยขับพิษออกทางรูขุมขน

ส่วนกรณีที่ใครท้องผูกเป็นประจำขับถ่ายไม่ออก แนะให้กินผักบุ้งสดหรือผักบุ้งลวก จิ้มกับน้ำพริกในมื้อเย็น ส่วนน้ำต้มผักก็สามารถใช้ดื่มได้ ผักบุ้งจะช่วยให้อุจจาระนิ่ม และช่วยขับของเสียพร้อมดูดซับเอาของเสียนั้นออกมาพร้อมในกระบวนการขับถ่าย ด้วย กินผักบุ้งเป็นประจำจะช่วยปัดกวาดทำความสะอาดเอาของเสียที่ตกค้างในลำไส้ออก มาด้วย ช่วยให้การดูดซึมอาหารดีขึ้น

สรรพคุณส่วนต่าง ๆ ของผักบุ้ง คือ

ราก ใช้ถอนพิษ แก้ผิดสำแดง แก้โรคตา แก้ตกขาวในสตรี แก้ปวดฟันเนื่องจากฟันเป็นรู แก้ไอเรื้อรัง แก้เหงื่อออกมาก แก้บวม แก้พิษงูเห่า

เถา ถอนพิษ แก้พาเบื่อเมา ถอนพิษยาทั้งปวง แก้ตาฟาง แก้โรคตา

ยอดอ่อน ถอนพิษ รักษาริดสีดวงทวาร แก้เด็กเป็นหวัด

ใบ แก้พิษขนของบุ้ง รักษาริดสีดวงทวาร ถอนพิษยาเบื่อเมา แก้ตาฟาง แก้พิษฝี ปวด อักเสบ

ดอกตูม รักษากลากเกลื้อน

ทั้งต้น รักษาตาแดง รักษาตาฟาง รักษาตามัว แก้เบาหวาน แก้ปวดศีรษะ แก้ผิวหนังผื่นคัน แก้กลากเกลื้อน เป็นยาระบาย แก้ไข้ แก้โรคนอนไม่หลับ ถอนพิษ แก้พิษเบื่อเมา

ตัวอย่างในการใช้ผักบุ้งรักษาโรคต่าง ๆ ได้แก่

แก้เลือดกำเดาออกมากผิดปกติ ใช้ต้นสดตำผสมน้ำตาลทรายชงน้ำร้อนดื่ม

แก้หนองใน ปัสสาวะเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด ใช้ลำต้นตำคั้นนำน้ำมาผสมกับน้ำผึ้งดื่ม

แก้ริดสีดวงทวาร ใช้ต้นสด 1 กิโลกรัม กับน้ำ 1 ลิตร ต้มให้เละ เอากากทิ้งใส่น้ำตาลทรายขาว 120 กรัม เคี่ยวให้ข้นเหนียว ทานครั้งละ 90 กรัม วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น จนหาย

แก้แผลมีหนองช้ำ ใช้ต้นสดต้มน้ำให้เดือดนาน ๆ ทิ้งไว้พออุ่นเอาน้ำล้างแผลวันละครั้ง

แก้พิษตะขาบกัด ใช้ต้นสดเติมเกลือ ตำพอกแผล

ฟันเป็นรู ปวด ใช้รากสด 120 กรัม ผสมน้ำส้มสายชู คั้นนำน้ำอมบ้วนปาก

ผักบุ้งยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายอีกเยอะแยะมากมาย ราคาก็ถูก ตามตลาดส่วนใหญ่ขายกำละ 5 บาท หรือบางบ้านก็ปลูกไว้กินเอง บางแห่งขึ้นเกลื่อนตามห้วยหนองคลองบึงต่าง ๆ หรือที่ว่างเปล่า โดยเฉพาะหน้าหนาวผักบุ้งแดงตามทุ่งนาออกดอกสีม่วงสีขาวท้าลมหนาว อย่างไม่รู้หนาวเหน็บ ลองนำผักบุ้งมาทำเครื่องดื่ม โดยเอาผักบุ้งมาปั่นรวมกับผักอื่น ๆ เช่น บัวบก ตำลึง ย่านาง หญ้าปักกิ่ง กรองเอาแต่น้ำ ปรุงแต่งรสด้วยน้ำมะพร้าวอ่อน หรือน้ำอ้อย รสชาติอร่อยและมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างยิ่ง

อาหารมื้อต่อไป อย่าลืมให้โอกาสผักบุ้งได้ทำหน้าที่ของผักที่ดีต่อสุขภาพของท่านด้วย


สมุนไพรรักษาสารพัดโรค ฮว่านง็อก (พญาวานร)

สมุนไพรฮว่านง็อก (พญาวานร)

เป็นต้นสมุนไพรถือกำเนิดในประเทศเวียดนามผู้นำเข้ามาใช้เป็นกลุ่มทหารผ่าน ศึกสมัยสงครามเวียดนามกระถางแรกมีราคาถึง 70,000 บาท (เจ็ดหมื่นบาท) นำมากินใบสด ๆ แก้โรคต่าง ๆ มากมายและเห็นผลเร็ว

รู้จักกันในรุ่นของทหารผ่านศึกรุ่นนั้นรุ่นเดียวผู้เขียนได้ข้อมูลและมีความ สนิทชิดชอบกับทายาทของนายทหารผู้นั้น ซึ่งไม่ขอเอ่ยนาม (ปัจจุบันอายุ 68 ปี) จึงได้ถามประวัติความเป็นมา การใช้และสรรพคุณซึ่งท่านใช้

รักษาอาการเจ็บป่วยของบุคคลในครอบครัวท่าน เช่น ภรรยาของท่านเป็นเบาหวานกินใบสมุนไพรฮว่านง็อกไม่นานก็หายซึ่งจะแจกแจงราย ละเอียดต่อไป
ลักษณะของต้น
เป็นต้นไม้ชนิดใบอ่อนปลายแหลม ส่วนล่างของใบจะหยาบสีเขียวเข้ม ด้านบนสีเขียวอ่อนเป็นต้นไม้ที่มีใบมากสักหน่อย แตกกิ่งก้านทรงพุ่มได้ดีการขยายพันธุ์เพียงตัดยอดปักชำลงดินก็เกิดรากตั้ง ตัวได้เร็ว ย้ายลง

ปลูกในกระถางใส่ปุ๋ยพรวนดินรดน้ำก็จะเจริญงอกงาม
วิธีใช้
ส่วนสำคัญคือ ใบใช้เคี้ยวกินสด ๆ หรือคั้นและกรองเอาน้ำข้น ๆ รับประทานหรือต้มเป็นน้ำแกงรับประทานก็ได้ ส่วนเปลือกและรากไม้สามารถต้มกลั่นเป็นสุราได้ด้วย ใบไม้ไม่มีกลิ่นและรส สามารถต้มเอาน้ำใส ๆ ดื่ม

ได้ส่วนการรับประทานมากหรือน้อย อยู่ที่ธาตุ หนัก-เบา ของแต่ละคนโดยทั่วไปจะรับประทานกัน 1-4 ใบ คนที่มีอาการหน้ามืดตาลายหลังรับประทาน 15 นาทีจะหาย ให้รับประทานติดต่อกัน 7 วัน วันละ 2 ครั้งก่อน

อาหาร

จากหลักฐานคนไข้รายหนึ่งหลังจากรักษาโรคมะเร็งตับจากยานานาชนิดไม่หาย เมื่อได้รับประทานใบสดของต้นฮว่านง็อกคนไข้มีปฏิกิริยาตอบรับอย่างไม่น่า เชื่อ จากการมีไข้สูงถึง 40 องศา ลดลงเหลือ 37 องศา

การเจ็บปวดลดลงมาก ผิวหนังเคยเหลืองก็ลดลง หน้าท้องแฟบลงตัวเบาทำให้คนไข้ลุกขึ้นมาสนทนาได้
ทำไม คนไข้จึงฟื้นตัวเร็วขนาดนั้นหลังจากรับประทานได้ 20 นาที ยาได้ออกฤทธิ์ รับประทาน 5 ใบ จะลดความเจ็บปวดได้ 3 ชั่วโมง รับประทาน 7 ใบ ลดได้ 5 ชั่วโมงเสมือนหนึ่งยาวิเศษเพราะคนไข้โรคตับได้เจ็บ

ป่วยมาถึงวาระสุดท้ายแล้วกลับฟื้นและมีความหวัง ต้นฮว่านง็อกเป็นต้นไม้ใบยาที่มีคุณค่าสูงส่งเป็นของขวัญจากสวรรค์ มอบให้แก่มวลมนุษย์ ก่อนหน้านี้เรียกว่าต้นลิงเพราะพวกลิงอยู่ในป่า เมื่อเป็นอะไรมันจะกินใบ

ของต้นไม้ชนิดนี้ ทำให้หายได้ในทุก ๆโรค ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น HOAN-NGOC เนื่องจากมีเด็ก 2 คน ทะเลาะวิวาทและตีกันจนทำให้ลูกอัณฑะหายไป เมื่อรับประทานใบไม้นี้ทำให้ลูกอัณฑะกลับคืนเป็นปกติ

สรรพคุณของต้นสมุนไพร (จากเอกสาร ฮานอย 2-9-1995 ถ่ายทอดจากต้นฉบับจริง)
1. รักษาคนสูงอายุ ปวดเมื่อยตามร่างกายทำงานหนัก เกิดประสาทหลอน
2. รักษาเป็นไข้หวัด ความดันโลหิตสูงท้องไส้ไม่ปกติ
3. รักษาอาการมีบาดแผล เคล็ด ขัด ยอก กระดูกหัก
4. รักษาอาการทางเดินอาหารไม่ปกติ
5. รักษาอาการโรคกระเพาะอาหารโรคเลือดออกในลำไส้เกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะ
6. รักษาอาการคอพอกตับอักเสบ
7. รักษาอาการไตอักเสบ ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขุ่นข้น
8. รักษาอาการโรคมะเร็งปอด มีอาการปวดต่าง ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ ให้รับประทานต่อไป 100-200 ใบ อาการจะหายขาด
9. รักษาโรคตาทุกชนิด เช่น ตาแดง ตาต้อตาห้อเลือด
10. รักษาอาการมดลูกหย่อนของหญิงคลอดบุตรใหม่ ได้ผลดีช่วยให้มดลูกเข้าอู่
11. รักษาโรคความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตต่ำโรคประสาทอ่อน ๆ (เพื่อเป็นการสนับสนุนเหตุผลโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งผู้เขียนก็เป็นจึงกินเข้าไปครั้งละ 5 ใบ เช้า-เย็น 1 วัน อาการหน้ามืดหนักหัวหายไป รู้สึก

สบายเบาสมอง)
12. สามารถใช้กับสัตว์ได้จากเอกสารระบุว่าใช้กับไก่ชนหลังจากชนไก่แล้ว ต้องการให้ไก่ฟื้นจากอาการบาดเจ็บให้ไก่กินใบของต้นสมุนไพรฮว่านง็อกจะฟื้น ตัวได้เร็ว

รายละเอียดในการใช้รักษาแต่ละโรค
1. โรคกระเพาะอาหารเป็นแผล รับประทานครั้งละไม่เกิน 7 ใบ วันละ 2 ครั้งรับประทานติดต่อกันไปจนครบ 50 ใบ
2. โรคเลือดออกในลำไส้ รับประทานใบสด 7-13 ใบ หรือคั้นเอาน้ำ วันละ 2 เวลา
3. โรคเกี่ยวกับลำไส้ใหญ่เป็นบิดรับประทานครั้งละไม่เกิน 7 ใบ วันละ 2 ครั้ง รับประทานติดต่อกันไปประมาณ 100 ใบ
4. โรคตับอักเสบ คอพอก รับประทานครั้งละ 7 ใบ วันละ 3 ครั้งรับประทานติดต่อกันไปจนครบ 150 ใบ
5. โรคไตอักเสบ ปวดเป็นประจำรับประทานครั้งละ 3-4 ใบ วันละ 3 ครั้ง รับประทานไปจนครบ 30 ใบ
6. อาการท้องไส้ไม่ปกติ รับประทาน 7-14 ใบ 2 ครั้ง หาย
7. ปวดเมื่อยตามร่างกายรับประทาน 7-14 ใบ 2 ครั้ง หาย
8. อาการปัสสาวะแสบ ปัสสาวะเป็นเลือดรับประทาน 14-21 ใบ โดยการคั้นเอาน้ำข้น ๆ รับประทาน
9. โรคตาแดง รับประทาน 7 ใบ และบด 3 ใบ ปิดที่ตา เวลานอน 1 คืน จะหาย
10. โรคความดันสูงจะลดทันทีเมื่อรับประทาน 5-9 ใบ (ผู้เขียนได้ทดลองด้วยตนเองดีสมราคาคุย)
11. แก้โรคเบาหวานผู้ชายรับประทานวันละ 7 ใบ ผู้หญิงรับประทานวันละ 9 ใบ ภายใน 90 วัน หาย
12. ใช้กับสัตว์ เช่น ไก่เหงา เป็นอหิวาต์ หรือนิวคาสเซิล ให้ไก่กิน 2-3 ใบไก่ชนหลังจากการชนแล้วให้กิน 2-3 ใบ (น่าจะประยุกต์ใช้กับสัตว์อื่น ๆได้)
13. สตรีหลังคลอด รับประทานวันละ 1 ใบรับประทานทุกวันจะทำให้ฟื้นสุขภาพได้เร็ว

อนึ่งการรับประทานหรือกินใบสมุนไพร ให้กินก่อนอาหารเสมอ

วาซาบิ

ด้วยรสชาติที่เผ็ดร้อนนิด ๆ และมีกลิ่นฉุน พร้อมคุณประโยชน์ดี ๆ สารพัน วาซาบิจึงเป็นเครื่องปรุงที่ขาดไม่ได้ สำหรับอาหารญี่ปุ่น เรียกได้ว่าย้อนหลังไปเป็นเวลานับพันปี เราก็ได้เจอเจ้าเครื่องปรุงสีเขียวนี้อยู่คู่ครัวชาวญี่ปุ่นแล้ว

วาซาบิ (Wasabi) นำมาจากการบดลำต้นของพืชที่มีชื่อว่า Canola ใบวาซาบิจะคล้ายกับดอกของต้นโฮลีฮอค ลำต้นมีความสูงแค่เข่า ส่วนโคนลำต้นที่ใช้ในการทำอาหารมีลักษณะเป็นหัวเหมือนไชเท้า หรือบอระเพ็ด มีสีเขียวอ่อน

เมื่อจะนำวาซาบิไปประกอบอาหารนั้น จะต้องนำวาซาบิไปฝนกับเครื่องฝนพิเศษ ที่ทำมาจากเหงือกปลาฉลาม (Wasabi Oroshi) ซึ่งจะมีปุ่มขนาดเล็ก ๆ ทำให้ผลวาซาบิละเอียด จนมีลักษณะคล้ายครีมสีเขียว และนำไปผสมกับโชยุ (ซีอิ๋วญี่ปุ่น) เพื่อทานเป็นน้ำจิ้มสำหรับปลาดิบหรือชูชิ

ประโยชน์ของวาซาบิ

1.วาซาบิสามารถช่วยฆ่าเชื้อโรค และต่อต้านการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด

2.วาซาบิมีฤทธิ์ต่อต้านสารก่อมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะอาหาร

3.วาซาบิช่วยป้องกันเส้นเลือดอุดตัน มีฤทธิ์ต้านการเกาะตัวของเกล็ดเลือด

4.วาซาบิช่วยป้องกันฟันผุ โดยมีสารประกอบทางเคมี ในวาซาบิที่เรียกว่า โอไซยาเนตส์ (lsothiocyanate) ซึ่งช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ตลอดจนการผลิตเอมไซม์ในการ ก่อตัวของหินปูนที่เป็นต้นเหตุให้เกิดฟันผุ

5.วาซาบิช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันในการกำจัดเซลล์ที่เริ่มผิดปกติ

เรื่องดีมีประโยชน์จริงๆ
สรรพคุณสมุนไพรไทย
สรรพสิ่ง สรรพคุณป้องกัน-รักษา


๑) กระเพรา (Ocimama sanctum Linn) = คลายเครียด ขับลม-เสมหะ ลดอาการหลอดลมอักเสบ
๒)ถั่วเหลือง (Glycine max Merr) =บำรุงร่างกายวัยสูงอายุ
๓)ข่า (Alpinias nigra) =แก้ปวดเมื่อยตามข้อ แก้ตกเลือด
๔)เม็ดมะขาม(Tamarindus indica Linn) =ขับพยาธิในเด็กและผู้ใหญ่
๕)ตำลึง(C0ccinna grandis Voigt) =บำรุงสายตา แก้ดวงตาขึ้นฝ้า ลดน้าตาลในเลือด
๖)หญ้าแห้วหมู(Cyperus rotundus Linn) =บำรุงหัวใจ เป็นยาอายุวัฒนะ
๗)งิ้วแดง(Bomar nalabaricee DC) =บำรุงไต ลดอาการปัสสาวะผิดปกติ
๘)กระเทียม(Garlic) =ช่วยลดไขมันในเลือด เบาหวาน ช่วยบำรุงกำลัง
๙)บอระเพ็ด(Tenospora crispa) =แก้ร้อนในผมไม่หงอก ลดน้ำตาลช่วยนอนหลับ(โรคตับห้ามใช้)
๑๐)พริกไท(Piper nigrum Linn) =ช่วยความจำ-การไหลเวียนโลหิต
๑๑)รางจืด(Thumbergialaurifolia Linn) =ล้างสารพิษ แก้อาการเมา
๑๒)คื่นฉ่าย(Apium yraeolens Linn) =ลดความดัน
๑๓)งา (Sesamum indicum Linn) =บำรุงกระดูก
๑๔)ว่านทรหด(Curcuma spp) =ป้องกันต่อมลูกหมากโต เพิ่มสมรรถภาพ
๑๕)ส้มแขก(Garciniaatroviridis griff) =ยับยั้งการสร้างไขมันส่วนเกิน เร่งการใช้ไขมันส่วนเกิน
๑๖)หนุมานประสานกาย(Schefferaleucantha vig) = แก้ไอ หอบ ภูมิแพ้
๑๗)ดีบัว(Embryo Lotus) =บำรุหัวใจ ลดไขมัน ช่วยขยายหลอดเลือด แก้เหนื่อยง่ายใจสั่น
๑๘)กระเจี๊ยบแดง(Hibiscus sadariffa Linn) =ขับนิ่ว แก้อาการทางเดินปัสสาวะอักเสบ
๑๙)ขมิ้นชัน(Curcuma longa Linn) =บำรุงตับ ป้องกันมะเร็ง ฆ่าไวรัส ป้องกันสมองฝ่อ รักษาแผลในกระเพาะ
๒๐)แปะก๊วย(Ginkgo Biloba) =บำรุงสมอง-สายตา ห้ามใช้กับ sspirin และยาละลายลิ่มเลือด
๒๑) แชมพูโครน = ทำให้ผมดกดำ ป้องกันรังแค
๒๒) ต้นเหงือกปลาหมอ =ขับน้ำเหลืองเสีย แก้ผื่นคัน ฆ่าเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
๒๓)ฟ้าทะลายโจร =แก้ไอ-ไซนัส-เจ็บคอ-ภูมิแพ้
๒๔)กระเจี๊ยบมอญ =เคลือบแผลกระเพาะอาหาร ยับยั้งพยาธิตัวจี๊ด
พิชาโอสถ =คลายเครียด แก้อัมพฤก อัมพาต เพิ่ม๓มิคุ้มกัน ลดความดัน


แนะนำข้อ ๑๔ สำหรับชายไทยที่นกเขาไม่ค่อยขัน ไม่มีผลข้างเคียง กินสัก ๓สัปดาห์จะเห็นผล ขอดีต้องใช้เวลา


ขอขอบคุณhttp://www.hi5thai.com

 



--------------------------------------------------------------------------------





ขับเสมหะ_แก้ไอ

แก้ท้องอืด_ท้องเฟ้อ

แก้ไข้_ลดความร้อน

ขับประจำเดือน



สมุนไพรขับเสมหะ แก้ไอ

1. ชะเอมไทย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Albizia myriophylla Benth.

วงศ์ : Leguminosae - Mimosoideae

ชื่ออื่น : ชะเอมป่า (กลาง) ตาลอ้อย (ตราด) เพาะซูโพ (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน) ย่านงาย (ตรัง) ส้มป่อยหวาน (ภาคเหนือ) อ้อยช้าง (สงขลา,นราธิวาส) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้เถารอเลื้อย ลำต้น กิ่งก้านมีหนามแหลมสั้น เปลือกต้นมีรอยแตกตามขวางลำต้น ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ใบย่อยรูปขอบขนาน ปลายใบรูปใบหอก โคนใบเบี้ยว ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ ดอก ออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายยอด มีดอก 2 แบบ ดอกสีเหลืองอ่อน กลีบดอกเล็ก เกสรเพศผู้ยาว ผล เป็นฝักแบน ผิวเรียบ ฝักอ่อนสีเขียว พอแก่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและแตกออก

ส่วนที่ใช้ : ราก เนื้อไม้

สรรพคุณ :

- ราก - แก้ไอ ขับเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ ใช้แทนชะเอมเทศ

- เนื้อไม้ - บำรุงธาตุ แก้กระหายน้ำ แก้โรคในคอ

วิธีและปริมาณที่ใช้

- แก้ไอขับเสมหะ

ใช้รากยาว 2-4 นิ้ว ต้มน้ำรับประทาน เช้า-เย็น ถ้าไม่ทุเทา รับประทานติดต่อกัน 2-4 วัน

2. มะขามป้อม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phyllanthus emblica L.

ชื่อสามัญ : Emblic myrablan, Malacca tree

วงศ์ : Euphorbiaceae

ชื่ออื่น : กำทวด (ราชบุรี) กันโตด (เขมร-จันทบุรี) สันยาส่า มั่งลู (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้น สูง 10-12 เมตร เปลือกต้นสีเทาอมน้ำตาล แตกเป็นร่องตามยาว กิ่งก้านแข็ง เหนียว ใบ เป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับในระนาบเดียวกัน รูปขอบขนาน กว้าง 1- 5 มม. ยาว 4-15 มม. ปลายใบเป็นติ่งแหลม โคนใบมนหรือเว้าเข้า ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ สีเขียว ดอก ออกเป็นช่อ เป็นกระจุกเล็กๆ ดอกสีเหลืองอ่อนออกเขียว กลีบดอกมี 5-6 กลีบ มีเกสรเพศผู้สั้นๆ 3-5 อัน ก้านดอกสั้น ผล รูปทรงกลม ขนาด 1.3-2 ซม. เป็นพูตื่นๆ 6 พู ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียวอมเหลือง พอแก่เป็นสีเหลืองออกน้ำตาล เมล็ดรูปรี เปลือกหุ้มเมล็ดแข็ง

ส่วนที่ใช้ : น้ำจากผล ผลโตเต็มที่

สรรพคุณ :

น้ำจากผล - แก้ท้องเสีย ขับปัสสาวะ

ผล - แก้ไอ ขับเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ

วิธีและปริมาณที่ใช้ :
ผลโตเต็มที่ จำนวนไม่จำกัด รับประทานเป็นผลไม้


3. หนุมานประสานกาย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Schefflera leucantha R. Vig.

วงศ์ : Araliaceae

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้พุ่ม สูง 1-4 เมตร แตกกิ่งก้านต่ำใกล้พื้นดิน เปลือกต้นเรียบเป็นสีน้ำตาล ใบ เป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ ออกเรียงสลับ มีใบย่อย 6-8 ใบ รูปรี กว้าง 1.5-3 ซม. ยาว 5-8 ซม. โคนใบแหลม ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบสีเขียวเป็นมัน ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ดอกเล็กสีขาวนวล ผล เป็นผลมีเนื้อ รูปทรงกลม ขนาดเล็ก
ส่วนที่ใช้ : ใบสด

สรรพคุณ :

รักษาโรคหืด โรคแพ้อากาศ ขับเสมหะ

รักษาโรคหลอดลมอักเสบ

รักษาวัณโรคปอด แก้ไอ แก้อาเจียนเป็นเลือด

ตำพอกแผลห้ามเลือด ห้ามเลือด

วิธีและปริมาณที่ใช้ :

รักษาโรคหืด แพ้อากาศ ขับเสมหะ และโรคหลอดลมอักเสบ
ใช้ใบสดเล็กๆ 9 ใบ ต้มกับน้ำ 3 ถ้วยแก้ว เคี่ยวให้เหลือ 1 ถ้วยแก้ว รับประทานวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหาร เช้า-เย็น เป็นเวลา 49 วัน หืดควรจะหาย

ยาแก้อาเจียนเป็นเลือด
ใช้ใบสด 12 ใบย่อย ตำคั้นน้ำ 2 ถ้วยตะไล รับประทานครั้งละ 1 ถ้วยตะไล ติดต่อกัน 5-7 วัน

ใช้รักษาวัณโรค
ใช้เหมือนวิธีที่ 1 ติดต่อกัน 60 วัน แล้ว x-ray ดู ปอดจะหาย แล้วให้รับประทานต่อมาอีกระยะหนึ่ง

สารเคมี :
พบ Oleic acid, butulinic acid, D - glucose, D - Xylose, L - rhamnose

แหล่งอ้างอิง : http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_200.htm







สมุนไพรแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ

1.พริกไทย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Piper nigrum L.

ชื่อสามัญ : Black Pepper

วงศ์ : Piperaceae

ชื่ออื่น : พริกน้อย (ภาคเหนือ)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้เลื้อยมีทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย ลำต้นมีข้อและป้องชัดเจน ใบเดี่ยวออกสลับ รูปไข่หรือรี ปลายใบแหลม โคนใบมนกลมหรือแหลมเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้าง 3.5 - 6 ซม. ยาว 7 - 10 ซม. เส้นใบที่บริเวณโคนใบมี 3 - 5 เส้น ดอกออกเป็นช่อและออกตรงข้ามกับใบ ช่อรูปก้านใบยาว 10 - 20 มม. ติดอยู่ตามแกนช่อดอกรองรับดอก รังไข่กลมปลายเกสรแยก 3 - 6 แฉก ช่อดอกตัวผู้มีดอกที่มีเกสรตัวผู้ 2 อัน ผลรวมกันบนช่อยาว 5 - 15 ซม. ผลรูปทรงกลมขนาด 4 - 5 ซม. แก่แล้วมีเมล็ดสีดำ ภายในมี 2 เมล็ด

ส่วนที่ใช้ : ใบ ผล เมล็ด ดอก

สรรพคุณ :

ใบ - แก้ลมจุกเสียดแน่น ท้องอืดเฟ้อ

ผล - ผลที่ยังไม่สุกนำมาเป็นเครื่องเทศ แต่งกลิ่นอาหาร

เมล็ด - ขับลม ขับเสมหะ ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ บำรุงธาตุ อาหารไม่ย่อย

ดอก - แก้ตาแดง ถนอมอาหารหลายชนิด เช่น มะม่วงดอง

วิธีและปริมาณที่ใช้ : ใช้เมล็ด 0.5-1 กรัม ประมาณ 15-20 เมล็ด บดเป็นผง ชงรับประทาน 1 ครั้ง

สารเคมี : มีน้ำมันหอมระเหย 2-4 % มีแอลคาลอยด์หลักคือ piperine 5-9% ซึ่งเป็นตัวทำให้มีความเผ็ด นอกจากนี้ยังพบ piperidine, pipercanine เป็นตัวทำให้มีกลิ่นฉุนและรสเผ็ด (ซึ่งเดิมคิดว่าเป็น chavicine) พริกไทยอ่อนนั้นมีน้ำมันหอมระเหยต่ำกว่า พริกไทยดำ และมีโปรตีน 11% คาร์โบไฮเดรต 65%

2. เทพธาโร

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cinnamomum porrectum (Roxb.) Kosterm.

วงศ์ : Lauraceae

ชื่ออื่น : จวง จวงหอม (ภาคใต้) จะไคต้น จะไคหอม (ภาคเหนือ) พลูต้นขาว (เชียงใหม่) มือแดกะมางิง (มลายู-ปัตตานี) การบูร (หนองคาย)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้น สูง 10 – 30 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่ม ทึบ กิ่งอ่อนเกลี้ยงและมักจะมีคราบขาว เปลือกสีเทาอมเขียวหรือสีน้ำตาลคล้ำ แตกเป็นร่องยาวตามลำต้น ใบ เดี่ยว เรียงตรงข้าม แผ่นใบรูปรีแกมรูปไข่ ยาว 7 – 20 เซนติเมตร ปลายแหลม โคนสอบ ก้านใบเรียวเล็ก ยาวประมาณ 2.5 – 3.5 เซนติเมตร ดอก สีขาว เหลืองอ่อน ออกเป็นช่อประจุกตามปลายกิ่ง ผลกลมเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.7 เซนติเมตร สีเขียว

ส่วนที่ใช้ : ใบ เปลือก ต้น

สรรพคุณ :

ใบ - รสร้อน ใช้ปรุงเป็นยาหอมแก้ลม จุกเสียดแน่นเฟ้อ แก้อาการปวดท้อง ขับผายลมได้ดี ขับลมในลำไส้และกระเพาะอาหารให้เรอ เป็นยาบำรุงธาตุ ขับเสมหะ

เปลือก - รสร้อน มีน้ำมันระเหย 1-25 % และแทนนิน แก้ลมจุกเสียด แน่นเฟ้อ แก้ปวดท้อง ขับลมในลำไส้และกระเพาะอาหาร บำรุงธาตุ

วิธีการใช้ : เนื้อไม้สีขาว มีกลิ่นหอมฉุนเหมือนกลิ่นการะบูน อาจกลั่นเอาน้ำมันระเหยออกมาจากเนื้อไม้นี้ได้ และอาจดัดแปลงทางเคมี ให้เป็นการะบูนได้ ใบมีกลิ่นหอมเป็นเครื่องเทศตามร้านขายยาสมุนไพรในประเทศไทย ใช้ใบนี้เป็นใบกระวานสำหรับใส่เครื่องแกงมัสหมั่น ทุกร้านถ้าเราไปขอซื้อใบกระวานจะได้ใบไม้นี้ ส่วนใบกระวานจริงๆ เราไม่ได้ใช้กัน (ใบกระวานจริงๆ ลักษณะเหมือนใบข่า)

3. กระวาน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Amomum krervanh Pierre

ชื่อสามัญ : Siam Cardamom, Best Cardamom, Clustered Cardamom, Camphor Seed

วงศ์ : Zingiberaceae

ชื่ออื่น : กระวานดำ กระวานแดง กระวานขาว (ภาคกลาง, ภาคตะวันออก) กระวานจันทร์ กระวานโพธิสัตว์

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุก มีเหง้า สูงประมาณ 2 เมตร กาบใบหุ้มซ้อนกันทำให้ดูคล้ายลำต้น ใบเดี่ยว แคบยาว รูปขอบขนาน ยาว 15-25 ซม. ปลายแหลม ช่อดอกออกจากเหง้าชูขึ้นมาเหนือพื้นดิน รูปทรงกระบอก ยาว 6-15 ซม. ก้านช่อดอกยาว 5-15 ซม. ใบประดับสีเหลืองนวล มีขนคาย เรียงซ้อนสลับกันตลอดช่อ ในซอกใบประดับมีดอก 1-3 ดอก ปลายกลีบเลี้ยงมี 3 หยัก กลีบดอกสีเหลือง เป็นหลอดแคบ เกสรเพศผู้ไม่สมบูรณ์แปรสภาพเป็นกลีบขนาดใหญ่ สีขาว มีแถบสีเหลืองตรงกลาง ผลค่อนข้างกลม สีนวล มี 3 พู ผลอ่อนมีขนและจะร่วงไปเมื่อแก่ ผลแก่จะแตก มีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก เมล็ดอ่อนสีขาวมีเยื่อหุ้ม เมื่อแก่เปลี่ยนเป็นสีดำ ทั้งผลและเมล็ดมีกลิ่นหอม

ส่วนที่ใช้ : ราก หัวและหน่อ เปลือก แก่น กระพี้ ผลแก่ที่มีอายุ 4-5 ปี (เก็บในช่วงเดือนสิงหาคม-มีนาคม) เมล็ด

สรรพคุณ :

ราก - แก้โลหิตเน่าเสีย ฟอกโลหิต แก้ลม เสมหะให้ปิดธาตุ รักษาโรครำมะนาด

หัวและหน่อ - ขับพยาธิในเนื้อให้ออกทางผิวหนัง

เปลือก - แก้ไข้ ผอมเหลือง รักษาโรคผิวหนัง แก้ไข้อันง่วงเหงา ขับเสมหะ บำรุงธาตุ แก้ไข้อันเป็นอชินโรค และอชินธาตุ

แก่น - ขับพิษร้าย รักษาโรคโลหิตเป็นพิษ

กระพี้ - รักษาโรคผิวหนัง บำรุงโลหิต

ใบ - แก้ลมสันนิบาต แก้สันนิบาตลูกนก ขับผายลม ขับเสมหะ แก้ไข้เพื่อลม รักษาโรครำมะนาด แก้ลมเสมหะให้ปิดธาตุ แก้ไข้เซื่องซึม แก้ลม แก้จุกเสียด บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ แก้ไข้อันง่วงเหงา

ผลแก่ - รสเผ็ดร้อน กลิ่นหอม ประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหย (Essential oil) 5-9เปอร์เซนต์ มีฤทธิ์ในการขับลม (Carminative) และฤทธิ์ในการยับยั้ง การเจริญของเชื้อแบคทีเรียบางชนิด ขับโลหิต บำรุงธาตุ แก้ลมในอกให้ปิดธาตุ แก้ลมเสมหะให้ปิดธาตุ แก้ลมเจริญอาหาร รักษาโรค รำมะนาด แก้ลมจุกเสียดแน่นเฟ้อ แก้ลมสันนิบาต ผลแก่ของกระวานตากแห้ง ใช้เป็นเครื่องเทศ

เมล็ด - แก้ธาตุพิการ อุจจาระพิการ บำรุงธาตุ

เหง้าอ่อน - ใช้รับประทานเป็นผักได้ มีกลิ่นหอมและเผ็ดเล็กน้อย

วิธีและปริมาณที่ใช้ :

ผลกระวาน ขับลม แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และแน่นจุกเสียด
ใช้ผลกระวานแก่จัดประมาณ 6-10 ผล (0.6-2 กรัม) ตากแห้งบดเป็นผง รับประทานครั้งละ 1-3 ช้อนชา ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว เคี่ยวให้เหลือครึ่งถ้วยแก้ว ใช้รับประทานครั้งเดียว
ผลกระวาน ยังใช้ผสมยาถ่าย เช่น มะขามแขกเพื่อบรรเทาอาการไซ้ท้อง
สารเคมี : ในน้ำมันหอมระเหย กระวาน (Essential oil) พบสารเคมีคือ Borneol, Cineol, Camphor

แหล่งอ้างอิง : http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_200.htm







สมุนไพรแก้ไข้ ลดความร้อน

1. บอระเพ็ด

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tinospora crispa (L.) Miers ex Hook.f.& Thomson

วงศ์ : Menispermaceae

ชื่ออื่น : ตัวเจตมูลยาน เถาหัวด้วน (สระบุรี) หางหนู (สระบุรี,อุบลราชธานี) จุ่งจิง เครือเขาฮอ (ภาคเหนือ) เจตมูลหนาม (หนองคาย)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้เถาเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่น เถากลมมีขนาดใหญ่เป็นปุ่มปม สีเทาอมดำ มีรสขม เปลือกลอกออกได้ ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปหัวใจ ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ สีเขียว ก้านใบยาว 8-10 ซม. ดอก ออกตามซอกใบ ดอกแยกเพศอยู่คนละช่อ ดอกสีเขียวอมเหลือง มีขนาดเล็กมาก ผล รูปทรงค่อนข้างกลม สีเหลืองหรือสีแดง

ส่วนที่ใช้ : ราก ต้น ใบ ดอก ผล ส่วนทั้ง 5 เถาสด

สรรพคุณ :

ราก
- แก้ไข้เหนือ ไข้สันนิบาต แก้ไข้พิษ ไข้จับสั่น
- ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้
- เจริญอาหาร

ต้น
- แก้ไข้ แก้ไข้พิษ แก้ไข้กาฬ แก้ไข้เหนือ
- บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ
- แก้อาการแทรกซ้อน ขณะที่เป็นไข้ทรพิษ
- แก้ไข้เพื่อโลหิต แก้เลือดพิการ
- แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้สะอึก แก้พิษฝีดาษ
- เป็นยาขมเจริญอาหาร
- เป็นยาอายุวัฒนะ

ใบ
- แก้ไข้ แก้ไข้พิษ แก้ไข้กาฬ แก้ไข้จับสั่น
- ขับพยาธิ แก้ปวดฝี
- บำรุงธาตุ
- ยาลดความร้อน
- ทำให้ผิวพรรณผ่องใส หน้าตาสดชื่น
- รักษาโรคผิวหนัง ผดผื่นคันตามร่างกาย
- ช่วยให้เสียงไพเราะ
- แก้โลหิตคั่งในสมอง
- เป็นยาอายุวัฒนะ

ดอก
- ฆ่าพยาธิในท้อง ในฟัน ในหู

ผล
- แก้เสมหะเป็นพิษ แก้ไข้พิษ
- แก้สะอึก และสมุฎฐานกำเริบ

ส่วนทั้ง 5
บำบัดรักษาโรค ดังนี้
- เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ปวดเมื่อย แก้ไข้ปวดศีรษะ รักษาฟัน รักษาโรคริดสีดวงทวาร ช่วยให้เจริญอาหาร แก้ฝีมดลูก ฝีมุตกิต แก้ร้อนใน รักษาโรคเบาหวาน ลดความร้อน แก้ดีพิการ แก้เสมหะ เลือดลม แก้ไข้จับสั่น

วิธีการและปริมาณที่ใช้ : ใช้เป็นยารักษาอาการดังนี้

อาการไข้ ลดความร้อน
- ใช้เถาแก่สด หรือต้นสด ครั้งละ 2 คืบครึ่ง (30-40 กรัม) ตำคั้นเอาน้ำดื่ม หรือต้มกับน้ำโดยใช้ น้ำ 3 ส่วน ต้มเคี่ยวให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้า-เย็น หรือเวลามีอาการ
- หรือใช้เถาสด ดองเหล้า ความแรง 1 ใน 10 รับประทานครั้งละ 1 ช้อนชา ของยาที่เตรียมแล้ว

เป็นยาขมช่วยเจริญอาหาร เมื่อมีอาการเบื่ออาหาร
โดยใช่ขนาดและวิธีการเช่นเดียวกับใช้แก้ไข้

สารเคมี : ประกอบด้วยแคลคาลอยด์หลายชนิด เช่น Picroretine, berberine นอกจากนี้ยังประกอบด้วย colonbin, tintotuberide, N - trans - feruloyltyramine, N - cisferuloytyramine, phytosterol, methylpentose

2. มะปราง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bouea macrophylla Griffith

ชื่อสามัญ : Marian Plum , Plum Mango

วงศ์ : Anacardiaceae

ชื่ออื่น : ปราง (ภาคใต้)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้น มีทรงต้นค่อนข้างแหลม มีกิ่งก้านสาขาค่อนข้างทึบต้นโตมีขนาดสูง 15-30 เซนติเมตร มีรากแก้วแข็งแรง ใบ มะปรางเป็นไม้ผลที่มีใบมาก ใบเรียว ขนาดใบโดยเฉลี่ยกว้าง 3.5 เซนติเมตร ยาว 14 เซนติเมตร ปีหนึ่งมะปรางจะแตกใบอ่อน 1-3 ครั้ง ดอก มะปรางจะมีดอกเป็นช่อ เกิดบริเวณปลายกิ่งแขนง ช่อดอกยาว 8-15 เซนติเมตร เป็นดอกสมบูรณ์เพศ (เกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน) ดอกบานจะมีสีเหลือง ในไทยออกดอกช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ผล มีลักษณะทรงกลมรูปไข่และกลม ปลายเรียวแหลม มะปรางช่อหนึ่งมีผล 1-15 ผล ผลดิบมีสีเขียวอ่อน-เขียวเข้มตามอายุของผล ผลสุกมีสีเหลืองหรือเหลืองอมส้ม เปลือกผลนิ่ม เนื้อสีเหลืองแดงส้มออกแดงแล้วแต่ชนิดพันธุ์ รสชาติหวาน-อมหวานอมเปรี้ยว หรือเปรี้ยว-เปรี้ยวจัด เมล็ด มะปรางผลหนึ่งจะมี 1 เมล็ด ส่วนผิวของกะลาเมล็ดมีลักษณะเป็นเส้นใย เนื้อของเมล็ดทั้งสีขาวและสีชมพูอมม่วง รสขมฝาดและขม ลักษณะเมล็ดคล้ายเมล็ดมะม่วง หนึ่งเมล็ดเพาะกล้าได้ 1 ต้น
ส่วนที่ใช้ : ราก ใบ น้ำจากต้น

สรรพคุณ :

ราก - แก้ไข้กลับ ถอนพิษสำแดง

ใบ - ยาพอกแก้ปวดศีรษะ

น้ำจากต้น - ยาอมกลั้วคอ

3. ลูกใต้ใบ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : phyllanthus amarus Schum & Thonn.

ชื่อสามัญ : Egg Woman

วงศ์ : Euphorbiaceae

ชื่ออื่น : มะขามป้อมดิน หญ้าใต้ใบ หญ้าใต้ใบขาว

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุก สูง 10 - 60 เซนติเมตร ทุกส่วนมีรสขม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียวปลายคี่ มีใบย่อย 23 - 25 ใบ ใบย่อยรูปขอบขนานแกมไข่กลับ ปลายใบมนกว้างโคนใบมนแคบ ขนาดประมาณ 0.40 X 1.00 เซนติเมตร ก้านใบสั้นมากและมีหูใบสีขาวนวลรูปสามเหลี่ยมปลายแหลมเกาะติด 2 อัน ดอกแยกเพศ เพศเมียมักอยู่ส่วนโคน เพศผู้มักอยู่ส่วนปลายก้านใบ ดอกขนาดเล็กสีขาว เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.08 เซนติเมตร ผลทรงกลมผิวเรียบสีเขียวอ่อนนวล ขนาดประมาณ 0.15 เซนติเมตร เกาะติดอยู่ที่ใต้โคนใบย่อย เมื่อแก่จะแตกเป็น 6 พู แต่ละพูจะมี 1 เมล็ด เมล็ดสีน้ำตาลรูปเสี้ยว 1/6 ของทรงกลม ขนาดประมาณ 0.10 เซนติเมตร

ส่วนที่ใช้ : ทั้งต้นสด

สรรพคุณ :
เป็นยาแก้ไข้ ลดความร้อน ขับปัสสาวะ

วิธีและปริมาณที่ใช้ :
นำต้นสด 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว เคี่ยวให้เหลือ 1 ถ้วยแก้ว รับประทานครั้งละครึ่งถ้วยแก้ว

สารเคมี : Potassium, phyllanthin, hypophyllanthin

แหล่งอ้างอิง : http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_200.htm







สมุนไพรขับประจำเดือน

1. ว่านชักมดลูก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Curcuma xanthorrhiza Roxb.

วงศ์ : ZINGIBERACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุก สูงได้ถึง 1 เมตร หัวใต้ดินขนาดใหญ่ อาจยาวถึง 10 ซม. เนื้อสีส้มถึงสีส้มแดง ใบเดี่ยว เรียงสลับ ออกเป็นกระจุกเหนือดิน รูปวงรีหรือรูปวงรีแกมใบหอกกว้าง 15 - 20 ซม. ยาว 40 - 90 ซม. มีแถบสีม่วงกว้างได้ถึง 10 ซม. บริเวณกลางใบ ดอกช่อเชิงลด ออกที่บริเวณกาบใบ ก้านดอกยาว 15 - 20 ซม. กลีบดอกสีแดงอ่อน ใบประดับสีม่วง เกสรตัวผู้ที่เป็นหมัน แปรรูปคล้ายกลีบดอกสีเหลือง ผลแห้ง แตกได้

ส่วนที่ใช้ : เหง้า ราก

สรรพคุณ :

ราก - แก้ท้องอืดเฟ้อ

เหง้า
- เป็นยาบีบมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วหลังจากการคลอดบุตร ทำให้ประจำเดือนมาปกติ ขับประจำเดือนในกรณีที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ รักษาโรคมดลูกพิการปวดบวม
- แก้ปวดมดลูก
- แก้ริดสีดวงทวาร
- แก้ไส้เลื่อน
- ขับเลือด ขับลม ขับน้ำคาวปลา แก้โรคลม
- รักษาอาการอาหารไม่ย่อย

2. คัดเค้า (คัดเค้าเครือ)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Oxyceros horridus Lour. (Randia siamensis Craib)

วงศ์ : RUBIACEAE

ชื่ออื่น : เขี้ยวกระจับ (ภาคใต้) คัดเค้า (เหนือ, ตะวันออกเฉียงเหนือ) คัดเค้าเครือ (นครราชสีมา) คัดเค้าหนาม (ชัยภูมิ) เค็ดเค้า (ภาคเหนือ) จีเค๊า พญาเท้าเอว (กาญจนบุรี) หนามลิดเค้า (เชียงใหม่)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ครึ่งพุ่งครึ่งเลื้อย มักทอดกิ่งยาว กลายเป็นลำเถาได้ง่าย มีหนามแหลมโค้งงอกลงมาคล้ายเขาควายเป็นคู่ อยู่ระหว่างคู่ใบ ตัวใบเป็นสีเขียวแก่ด้านๆ ดอกสีขาว หอมแรงมากส่งกลิ่นเวลาเย็นตลอดไปจนกลางคืน ดอก ออกที่ซอกใบใกล้ปลายกิ่งเป็นช่อกระจุกสั้นๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางดอกประมาณ 1.5 ซม.โคนคอดเป็นหลอดปลายแยก 5 กลีบ ดอกที่เริ่มบานสีขาวนวล แล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองนวลในวันต่อ

ส่วนที่ใช้ : ผล

สรรพคุณ : ใช้เป็นยาขับประจำเดือน

วิธีและปริมาณที่ใช้ : ใช้ผล 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว รับประทานวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ขับประจำเดือน

3. แก้ว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Murraya paniculata (L.) Jack.

ชื่อสามัญ : Andaman satin wood, Chinese box tree, Orange jasmine

วงศ์ : RUTACEAE

ชื่ออื่น : กะมูนิง (มลายู-ปัตตานี) แก้วขาว (ภาคกลาง) แก้วขี้ไก่ (ยะลา) แก้วพริก ตะไหลแก้ว (ภาคเหนือ) แก้วลาย (สระบุรี) จ๊าพริก (ลำปาง)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 10 เมตร ไม่ผลัดใบ ใบ เป็นใบประกอบ ผิวใบมันเข้ม และเป็นมันทั้งสองด้าน ดอก ช่อ ออกเป็นกระจุก สีขาว ร่วงง่าย มีกลิ่นหอมมาก ผล สดกลมรี หรือรูปไข่ ปลายสอบเล็กน้อย ที่เปลือกมีต่อมน้ำมันเห็นได้ชัด กว้าง 5-8 มม. ยาว 0.8-1 ซม. ผลอ่อนสีเขียว ผลสุกสีส้มแดง เมล็ดรูปไข่ปลายสอบ มีขนสั้นๆ อยู่รอบเมล็ด กว้าง 4-6 มม. ยาว 6-9 มม. สีขาวขุ่น มีจำนวน 1-2 เมล็ดต่อผล
ส่วนที่ใช้ : ราก ใบ

สรรพคุณ : เป็นยาขับประจำเดือน

วิธีและปริมาณที่ใช้ :
ใช้รากแห้ง 10-15 กรัม (สด 30-60 กรัม) ต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว เคี่ยให้เหลือ 1 ถ้วยแก้ว รับประทานวันละ 2 ครั้ง หลังอาหาร เช้า-เย็น

แหล่งอ้างอิง : http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_200.htm


 สมุนไพรบนเขาที่บ้านบัง
นมวัว เป็นไม้เถายืนต้นถ้าอยู่ใกล้ไม้อื่นก็เลื้อยพาดพัน

สรรพคุณ แก้ไกลับ ผลรสเย็น ตำทาแก้เม็ดตุ่มผื่นคันตามตัว รากรสเย็น สรรพคุณบำรุงน้ำนมแก้โรคผอมแห้งหลังคลอดบุตร

หนามเล็บแมว หรือหนามเล็บเหยี่ยว ไม้เถายืนต้น รากรสเปรี้ยว

สรรพคุณ ขับฤดูขาว ขับปัสสาวะ แก้มดลูกพิการ แก้เบาหวาน

นมแมว ไม้เถายืนต้น เนื้อไม้รากรสฝาดเย็น

สรรพคุณ แก้ไข้หวัด แก้ไข้ทับฤดู

เถาวัลหญ้านาง ไม้เถาเลื้อยตามพื้นดินเถาใบรสเย็น

สรรพคุณ แก้ไข้ลดความร้อน

ต้อยติ่ง ไม้ต้นเล็ก เมล็ด

สรรพคุณ ดูดหนองให้แห้ง

ปู่เจ้าเขาเสี้ยว หรือหญ้าภาคินี เป็นไม้เถารากรสขม

สรรพคุณ แก้ไข้ทุกชนิด ไข้พิษ ไข้เหือด หัด อีสุกอีใส ฝีดาษ ไข้กาฬ ขับกระทุ้งพิษได้ดี

โคกกระออม สรรพคุณ ขับปัสสาวะ บำรุงน้ำนม

ลิ้นงูเห่า ไม้พุ่มขนาดเล็กรสเย็น

สรรพคุณ ตำกับสุราพอกแก้ปวดถอนพิษใบรสเย็น

ลำโพง ไม้ยืนต้น ล้มลุก

สรรพคุณ พอกฝีทำให้ยุบแก้บวมอักเสบ

หมากผู้ ไม้ต้นเล็ก ใบรสจืด

สรรพคุณแก้ไข้ตัวร้อน สุกใสแก้คันตามผิวหนัง

มะรุม ไม้ยืนต้นขนดกลาง

สรรพคุณ แก้บวมบำรุงไฟธาตุ

มะกาต้น ไม้ยืนต้นขนาดกลาง

สรรพคุณ ขับเสมหะ แก้ไข้ในเด็ก บรรเทาอาการชักในเด็ก แก้กษัยลำไส้

แพงพวยบก ไม้ประดับต้นเล็ก

สรรพคุณ แก้ปวดบวม อักเสบ

ฝิ่นต้น ไม้พุ่มขนาดย่อม ใบคล้ายมะละกอ

สรรพคุณ แก้ท้องร่วง อาเจียน ปวดท้อง ปวดเมื่อยร่างกาย

ผักเสี้ยนผี สรรพคุณ แก้ลม แก้ปวดท้อง แก้ท้องร่วง แก้ฝีในตับ

ผักหูปลาช่อน ต้นรสจืดเหม็นเขียวเล็กน้อย

สรรพคุณ แก้ฝีดาน เม็ดผื่นคัน แก้พิษตัวร้อน

หนุมานประสานกาย เป็นไม่เถายืนต้น

สรรพคุณแก้ไอ แก้หีดหอบ แก้อาเจียนเป็นโลหิต

หวายลิง เป็นไม่เถาเลื้อย สรรพคุณ แก้ไข้ตัวร้อน

อังกาบ สรรพคุณ แก้เสมหะ ขับปัสสาวะ

มะแว้งเครือ สรรพคุณ แก้ไอ ขับเสมหะ แก้เบาหวาน บำรุงน้ำในตับอ่อน

เพชรสังฆาติ สรรพคุณแก้กระดูดแตก ขับลมในลำไส้ แก้ริดสีดวงทวาร

หญ้าใต้ใบ รสขมเย็น

สรพคุณ ระงับความร้อน แก้พิษไข้ มาเลเรีย กามโรค ขับฤดูขาว แก้ปวดบวม

ตำแยแมว สรรพคุณ ขับปัสสาวะ ทำให้อาเจียน

หญ้าน้ำดับไฟ ต้นรากใบรสเย็น

สรรพคุณ แก้ปวดแสบร้อน

หญ้าน้ำนมราชสีห์ ต้นรสขม

สรรพคุณ แก้ปัสสาวะสีแดง เหลือง ขุ่น บำรุงน้ำนม

โทงเทง สรรพคุณ แก้ต่อมทอมซิลอักเสบ แก้ไข้เจ็บคอ ปวดแสบร้อน

หญ้าดอกขาว รสขมเล็กน้อย

สรรพคุณ ผายลมแก้ปวดท้อง แก้ท้องขึ้นท้องเฟ้อเล็กน้อย

หญ้าตีนกา สรรพคุณ ลดความร้อนแก้พิษไข้ ตำผสมสุราแก้ปวดบวมอักเสบ

กะเม็ง สรรพคุณแก้ลมจุกเสียด

ขมิ้น เหง้ารสฝาดมีกลิ่นหอม

สรรพคุณ รักษาโรคผิวหนัง ผื่นคัน ขับลม แก้ท้องร่วง

ขิง เหง้ารสหวานเผ็ดร้อน

สรรพคุณ แก้ลมจุกเสียด ขับเสมหะ บำรุงธาตุ คลื่นเหียน อาเจียน

ข่า เหง่ารสเผ็ดปร่า

สรรพคุณ แก้ปวดบวม ฟกช้ำ ขับลม

กะเพรา รสเผ็ดร้อน

สรรพคุณ บรรเทาอาการปวดท้อง ท้องขึ้น จุกเสียด

กระชาย รสเผ็ดร้อน

สรรพคุณ บรรเทาอาการมวนท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ บำรุงกำลัง

กะทือ รสขม เฝื่อนเล็กน้อย

สรรพคุณบรรเทาอาการแน่นท้อง จุกเสียด บิด บำรุงน้ำนม

ว่านชักมดลูก รสฝาด

สรรพคุณ บรรเทาอาการปวดท้องน้อย มดลูกพิการ มดลูกเข้าอู่หลังคลอด

หญ้าแห้วหมู หัวรสซ่า เผ็ดร้อน

สรรพคุณ บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับลม บรรเทาท้องอืดเฟ้อ บำรุงกำลัง

ดีปลี รสเผ็ดร้อน

สรรพคุณ บำรุงธาตุ ขับลม บรรเทาอาการจุกเสียด ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้อง

ตำลึง สรรพคุณ ใบสดตำคั้นน้ำแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย

ตะใคร้ สรรพคุณ บำรุงไฟธาติ ขับลมในลำไส้ทำให้เจริญอาหาร

ชุมเห็ดเทศ สรรพคุณ ใบตำแก้แก้กรากเกลื้อน โรคผิวหนัง ดอกและใบต้มรับประทานแก้ท้องผูก

ขี้เหล็ก สรรพคุณ ดอกตูมและใบอ่อน รสขมช่วยระบายท้อง ทำให้นอนหลับ เจริญอาหาร

คูณ สรรพคุณ เนื้อในฝักรสหวานเอียดเล็กน้อย

สรรพคุณเป็นยาระบายทำให้ถ่ายสะดวก

หญ้ารากขาว ไม้พุ่มขนาดย่อม รากรสขม

สรรพคุณ บำรุงธาติ เจริญอาหาร แก้อ่อนเพลียชูกำลังทำให้ฟื้นไข้

หญ้ารากดำ ไม้ยืนต้นขนาดกลางใหญ่ รสขม

สรรพคุณ แก้กระษัย ไตพิการ แก้ปัสสาวะพิการ

หญ้าขัดมอน รากเป็นเมือก รสเผ็ด

สรรพคุณแก้พิษไข้หัด สุกใส แก้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ แก้ปวดมดลูก


 



ภูมิปัญญาอภิวัฒน์
Budding Wisdom

กลับขึ้นบน