Font : Tahoma

2  เมษายน  2555

สมุนไพรแก้มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
Lymphoma Care with herbs

มะเร็งคือโรคร้ายชนิดหนึ่งที่รักษาหายได้ยากด้วยยาหรือเครื่องมือแพทย์แผนใหม่ซึ่งมุ่งกำจัดมะเร็งโดยตรง อาจโดยผ่าตัด ฉายแสง หรือให้ยาเคมีบำบัด การผ่าตัดนับว่าเป็นหนทางที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับคนป่วย ถ้าอาการไม่หนักจนเกินไปคือก้อนมะเร็งไม่โตการผ่าตัดเอาชิ้นเนื้อร้ายออกไปก็อาจหายขาดได้ในมะเร็งบางประเภทเช่นมะเร็งเต้านม หรือมะเร็งมดลูก แต่ถ้าเป็นมะเร็งที่อวัยวะสำคัญเช่นตับ ไต หัวใจ ปอด การผ่าตัดก็เป็นผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสุขภาพในระยะยาวของผู้ป่วย เพราะอวัยวะสำคัญจะต้องถูกเฉือนออกไปบางส่วน อวัยวะที่เหลือก็ทำงานได้ไม่เต็มที่ แต่ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าการฉายรังสีและให้เคมีแก่ผู้ป่วย ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจทำให้มะเร็งหายไปจากอวัยวะนั้น ๆ ได้จริง แต่มันก็ทำลายส่วนประกอบอื่น ๆ ของร่างกายไปด้วย อาการหายป่วยจากมะเร็งนั้นจะเป็นการหายแบบความสุขสบายในชีวิตหายไป และนอนรอวันตายร่นเข้ามาในวันใดวันหนึ่งในระยะใกล้ ๆ ที่เห็นได้ชัดคือคนป่วยผอมเหลือง ผมร่วง รังสีของชีวิตขาดหายไป ภาพที่เราเห็นก็คือผีเดินได้นี่เอง

มะเร็งเป็นโรคที่คนไทยเรารู้จักกันมานาน แต่คำว่ามะเร็งอาจจะใช้กับโรคบางประเภท เช่นมะเร็งไข่ปลาคือโรคงูสวัดเป็นต้น แต่มะเร็งที่หมอแผนปัจจุบันหมายถึงคือโรคสารลุกลามในจุดใดจุดหนึ่งแล้วลุกลามไปตามเส้นเลือดเส้นเอ็นและเนื้อเยื่อทั้งปวง คนเหนือเรียกว่าโรคสารมากกว่ามะเร็ง

การรักษามะเร็งหรือสารลุกลามด้วยยาแผนโบราณและแผนปัจจุบันนั้นมีจุดหมายที่เดียวกันคือทำให้เชื้อมะเร็งหายไปจากตัว แต่วิธีการนั้นแตกต่างกัน ยาสมุนไพรนั้นใช้รักษาด้วยการฟื้นสภาพอวัยภายในที่สำคัญให้มีพลังขึ้นมาต่อสู้กับโรค

 

จุดที่ยาสมุนไพรมุ่งเข้าสู่เป้าหมายคือต่อมน้ำเหลืองและไขกระดูกซึ่งมีหน้าที่สร้างภูมิต้านทาน ปรัชญาการแพทย์แผนโบราณคือปลุกภูมิต้านทานในร่างกายขึ้นมาต่อสู้กับโรคร้ายด้วยการบำรุงไขกระดูกและต่อมน้ำเหลืองให้มีคุณภาพแข็งแรงจนเอาชนะโรคร้ายได้

การกินยาแผนโบราณอาจไม่มีหนทางพิสูจน์ทางห้องวิทยาศาสตร์ด้วยการตัดเนื้อเยื่อมาตรวจ แต่เมื่อผู้ป่วยกินยาไปสักระยะหนึ่งอาการป่วยต่าง ๆ ค่อยทุเลา และคนป่วยรู้สึกสบายดีขึ้นตามลำดับ กินได้ นอนหลับ อาการเจ็บปวดลดน้อยลง นั่นแสดงว่าสมุนไพรเหมาะสมกับโรคแล้ว ถ้ากินติดต่อกันไปก็อาจหายขาดได้

สมุนไพรที่หมอแผนโบราณใช้รักษาโรคมะเร็งนั้นต้องเป็นสมุนไพรที่เกี่ยวข้องกับต่อมน้ำเหลือง บำรุงเลือด บำรุงกำลัง บำรุงกระดูก การเลือกสมุนไพรก็เป็นไปตามหลักปรัชญาแพทย์แผนโบราณ คือหลักการใช้สมุนไพรตามรส ซึ่งท่านได้แบ่งไว้ทั้งสิ้น 9 รส เป็นถ้อยคำคล้องจองกันเพื่อจดจำได้ง่ายคือ ยารสฝาดใช้สมาน ยารสหวานซึมซาบไปตามเนื้อ รสเมาเบื่อแก้พิษ รสขมแก้ทางดีและโลหิต รสมันแก้เส้นเอ็น รสหมอเย็นบำรุงหัวใจ รสเค็มซึมซาบไปตามผิวหนัง รสเปรี้ยวกัดเสมหะ

นั่นเป็นถ้อยคำย่อนะครับ ส่วนความพิศดารก็ต้องศึกษากันอีกให้แจ่มแจ้ง เช่นรสเมาเบื่อแก้พิษ มันก็ต้องรู้ว่ารสเมาเบื่อนั้นเป็นอย่างไร ไม่ได้หมายความว่ากินแล้วเมา กินแล้วเบื่อ แต่บางชนิดมันก็อาจเมานิด ๆ บางชนิดมันก็อาจเบื่อนิด ๆ แต่ใช้เป็นยารักษาโรคได้ดี ถ้าใช้มากเกินก็กลายเป็นโทษ เช่นฝิ่น กัญชา โคเคน เป็นต้น ส่วนคำว่าแก้พิษนั้นก็คือพิษในโลหิตก็ได้ พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อยก็ได้ ถ้าน้ำเหลืองเสียก็เรียกว่า โลหิตเป็นพิษ ก็ใช้รสเมาเบื่อนี่แหละ เช่น หัวยาเข้าเย็นเหนือ หัวยาเข้าเย็นใต้ หัวยั้ง รากมะดูก ขันทองพยาบาท ทองพันชั่ง ใบพลูแก ใบพลูคาว กำมะถัน สารหนู ปรอท เป็นต้น หมอแผนโบราณที่เก่งและเข้าถึงศาสตร์นี้ ท่านจะรู้จักหยิบเอาสมุนไพรแต่ละชนิดมาผสมผสานกันอย่างกลมกลืน ด้วยสัดส่วนที่เหมาะสม เช่นการรักษาโรคมะเร็ง ก็ใช่ว่าท่านจะนำเอาสมุนไพรรสเมาเบื่อมาใช้ทั้งหมด ต้องผสมผสานกับรสอื่นด้วย เพื่อมุ่งสู่หลายจุดหมาย เพื่อแก้น้ำเหลือง เพื่อขับพิษร้าย เพื่อบำรุงโลหิต เพื่อบำรุงหัวใจ เพื่อปรุงรสและกลิ่นให้น่ารับประทาน การปรุงยาจึงเต็มไปด้วยศาสตร์และศิลป์ของแต่ละหมอ จึงเป็นศาสตร์ที่เรียนรู้ได้ แต่เลียนแบบกันไม่ได้ เหมือนหมอดูนั่นแหละ เรียนจากตำราเดียวกัน คนหนึ่งดูแม่นเหมือนตาเห็น อีกคนหนึ่งไม่เป็นเรื่องเลย มันก็เป็นเรื่องของการเข้าถึงศาสตร์และศิลปะประจำตัวของแต่ละคน

แต่สูตรยาสมุนไพรที่ท่านเขียนไว้เป็นตำรับก็มีมาก ที่เผยแพร่ตามตำราของทางการก็มี ได้พบในผลงานวิจัยของนักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอกด้านการวิจัยสมุนไพรของมหาวิทยาลัยมหิดล ท่านรวบรวมและพิมพ์เผยแพร่แล้ว ก็อยากเผยแพร่ต่อ ณ ที่นี้ คงไม่ว่ากันนะครับ ใครจะนำไปทดลองใช้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ไม่น้อยทีเดียว แต่ต้องรู้จักต้นสมุนไพรนะครับ

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง


มะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นมะเร็งที่เกิดขึ้นที่ระบบน้ำเหลือง ซึ่งประกอบด้วย

- น้ำเหลือง เป็นน้ำไม่มีสี ประกอบด้วยเม็ดเลือดขาว

- ทางเดินน้ำเหลือง เป็นเครือข่ายเส้นทางเดินน้ำเหลืองจากทั่วร่างกาย และนำน้ำเหลืองกลับสู่กระแสเลือด

- ต่อมน้ำเหลือง เป็นก้อนที่ประกอบจากน้ำเหลืองซึ่งมีเม็ดเลือดขาว ทำหน้าที่ป้องกันโรคและการติดเชื้อจะพบต่อมน้ำเหลือง

ได้ตลอดทางเดินน้ำเหลือง

- ม้าม อวัยวะผลิตเม็ดเลือดขาว กรอง สะสมและทำลายเม็ดเลือดแดง อยู่ด้านซ้ายของท้อง ใกล้กระเพาะอาหาร

- ต่อมธัยมัส เม็ดเลือดขาวแบ่งตัวและเจริญเติบโตที่อวัยวะนี้ อยู่ใต้กระดูกหน้าอก

- ต่อมทอนซิล เป็นต่อมน้ำเหลือง 2 ต่อมอยู่หลังช่องปาก

- ไขกระดูก อยู่ภายในกระดูก ทำหน้าที่ผลิตเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือด

เนื่องจากต่อมน้ำเหลืองมีทั่วร่างกาย มะเร็งชนิดนี้จึงพบได้ทั่วร่างกายเช่นกัน มีการแบ่งมะเร็งเม็ดเลือดขาวเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

มะเร็งเม็ดเลือดขาวฮอดจ์กิน (Hodgkin lymphoma) และ มะเร็งเม็ดเลือดขาวไม่ใช่ฮอดจ์กิน (non-Hodgkin Lymphoma)

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองฮอดจ์กิน

มะเร็งเม็ดเลือดขาวฮอดจ์กินเกิดได้ทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก แต่การรักษาต่างกัน รวมถึงมีโอกาสในผู้ป่วยโรคภูคุ้มกันบกพร่อง

ซึ่งต้องได้รับการรักษา โดยเฉพาะแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ได้ 2 ชนิดคือ nodular lymphocyte predominant  และ classical 

ชึ่ง classical แบ่งเป็นกลุ่มย่อย 4 กลุ่มคือ Nodular sclerosing, Mixed cellularity, Lymphocyte depletion และ 

lymphocyte rich

ปัจจัยเสี่ยง

เด็กหรือวัยรุ่น, ผู้ชาย, ติดเชื้อ Epstein-Barr virus, มีญาติใกล้ชิดเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวฮอดจ์กิน

อาการแสดง

ต่อมน้ำเหลืองโต ไม่เจ็บที่คอ รักแร้ หรือขาหนีบ ไข้ไม่ทราบสาเหตุ เหงื่อออกกลางคืน น้ำหนักลด คัน อ่อนเพลีย

การวินิจฉัยโรค

- ตรวจร่างกาย ดูสภาพร่างกายทั่วไป ดูก้อนตามตัว

- ตรวจเลือด (CBC, ESR, Blood chemistry, LDH)

- ผ่าต่อมน้ำเหลืองตรวจทางพยาธิวิทยาซึ่งมีลักษณะเนื้อเยื่อเฉพาะ (Reed-Sternberg Cell)

- เจาะตรวจไขกระดูก

- เอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ เพ็ทสแกน สแกนคลื่นแม่เหล็ก เอ็กซ์เรย์ปอดเพื่อบอกระยะของโรค (ไม่จำเป็นต้องทำทุกชนิด)

การพยากรณ์โรค

ขึ้นกับอาการ ระยะ ชนิด อายุ เพศ สภาพร่างกาย ผลเลือดของผู้ป่วย

ระยะของโรค  การกระจายของโรคไปได้ 3 ทางได้แก่มะเร็งโตเข้าไปในเนื้อเยื่อข้างเคียงโดยตรง, กระจายไปทางต่อม

น้ำเหลืองและไปทางเลือด แบ่งระยะของโรคดังนี้

ระยะที่ 1 พบมะเร็งต่อมน้ำเหลือง 1 ที่

ระยะที่ 2 พบมะเร็งมากกว่า 1 ที่แต่อยู่ฝั่งเดียวกันโดยใช้กระบังลมเป็นตัวแบ่ง (บน/ล่าง)

ระยะที่ 3 พบทั้งสองฝั่งของกระบังลม

ระยะที่ 4 กระจายไปอวัยวะนอกระบบน้ำเหลืองหลายตำแหน่ง หนึ่งหรือหลายอวัยวะก็ได้ หรือกระจายไปอวัยวะนอก

ระบบน้ำเหลืองจุดเดียวร่วมกับพบมะเร็งในต่อมน้ำเหลืองนอกบริเวณของอวัยวะนั้น

นอกจากระยะของโรค ยังมีคำอธิบายต่อท้ายดังนี้

A ไม่มีอาการแสดง

B มีไข้ไม่ทราบสาเหตุอุณหภูมิมากกว่า 38 องศาเซลเซียส เหงื่ออกกลางคืน น้ำหนักลดมากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์

E มะเร็งอยู่นอกระบบน้ำเหลือง

S พบมะเร็งที่ม้าม

กลุ่มของโรค  แยกเพื่อแบ่งกลุ่มในการรักษา

- ระยะที่  1 และ 2 เป็นระยะเริ่มต้น, ระยะที่ 3 และ 4 เป็นระยะรุนแรง

- แบ่งกลุ่มมีปัจจัยเสี่ยงและไม่มี ปัจจัยเสี่ยงในระยะเริ่มต้นได้แก่ก้อนขนาดใหญ่, ESR > 50, เป็นมากกว่า 3 ตำแหน่ง,

มีกลุ่มอาการ B หรืออยู่นอกระบบต่อมน้ำเหลือง ส่วนปัจจัยเสี่ยงระยะรุนแรงได้แก่ ผู้ชาย, อายุน้อยกว่า 45, ระยะที่ 4, albumin 

< 4 g/dL, Hemoglobin < 10.5 g/dL, เม็ดเลือดขาวเยอะกว่า 15,000/mm3 หรือเม็ดเลือดขาวชนิด lymphocyte 

น้อยกว่า 8 % ของเม็ดเลือดขาวหรือ < 600/mm3

ทางเลือกในการรักษา

- การฉายแสง   ใช้เอ็กซ์เรย์พลังงานสูงเพื่อกำจัดมะเร็ง มี 2 แบบได้แก่แบบฉายรังสีภายนอก และการฉายรังสีระยะใกล้ 

โดยใช้เม็ดแร่ผ่านเข็มหรือเครื่องมือเข้าไปในตัวผู้ป่วย

- เคมีบำบัด   โดยฉีดยาเข้าทางหลอดเลือดดำทำให้สามารถออกฤทธิ์ได้ทั่วร่างกายเคมีบำบัดอาจให้เฉพาะที่ได้ เช่น ให้ใน

ช่องท้องไขสันหลัง เพื่อให้ออกฤทธิ์เฉพาะที่

- การผ่าตัด   ในโรคนี้ใช้เพื่อนำชิ้นเนื้อมาตรวจทางพยาธิวิทยา

- ยาสเตียรอยด์   ช่วยเพิ่มการตอบสนองต่อเคมีบำบัด

- การปลูกถ่ายไขกระดูกร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงและการฉายแสงทั้งตัว  โดยให้เคมีบำบัดและการฉายแสงเพื่อ

ทำลายแหล่งสร้างเม็ดเลือดขาวทั้งตัว แล้วปลูกถ่ายไขกระดูกซึ่งได้จากผู้ป่วยเองก่อนได้เคมีบำบัดหรือไขกระดูกจากคนอื่นเข้าสู่ผู้ป่วย

การรักษาตามกลุ่มของโรค

- กลุ่มระยะเริ่มต้น ไม่มีปัจจัยเสี่ยง  รักษาโดยให้ยาเคมีบำบัดหลายชนิดร่วมกัน การฉายรังสีอย่างเดียว หรือการให้ยา 

เคมีบำบัดร่วมกับการฉายรังสีเพื่อลดปริมาณของเคมีบำบัดและรังสี ทำให้ผลข้างเคียงทั้งสองลดลง

- กลุ่มระยะเริ่มต้น มีปัจจัยเสี่ยง  ให้ยาเคมีบำบัดร่วมกับการฉายรังสี

- กลุ่มระยะรุนแรง ไม่มีปัจจัยเสี่ยง  ให้ยาเคมีบำบัดร่วมกับการฉายรังสี

- กลุ่มระยะรุนแรง มีปัจจัยเสี่ยง  ให้ยาเคมีบำบัดหลายชนิดร่วมกัน หรือการปลูกถ่ายไขกระดูกร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัด

ขนาดสูงและการฉายรังสีทั้งตัว

- กลุ่มกลับมาเป็นซ้ำ   ให้ยาเคมีบำบัดหลายชนิดร่วมกัน หรือการปลูกถ่ายไขกระดูกร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงและ

การฉายรังสีทั้งตัว การฉายรังสี

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองไม่ใช่ฮอดจ์กิน

ปัจจัยเสี่ยง

คนแก่ ผู้ชาย ชาติตะวันตก โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ติดเชื้อ Human T-lymphocytic virus, Epstein-Barr virus 

หรือ Helicobacter pylori ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน สัมผัสยาฆ่าแมลง กินอาหารพวกโปรตีนและไขมันสูง เคยรักษามะเร็งต่อม

น้ำเหลืองฮอดจ์กิน

อาการแสดง

ต่อมน้ำเหลืองโต ไม่เจ็บที่คอ รักแร้ หรือขาหนีบ ไข้ไม่ทราบสาเหตุ เหงื่อออกกลางคืน น้ำหนักลด คัน อ่อนเพลีย

การวินิจฉัยโรคและการแบ่งระยะของโรค

เหมือนมะเร็งต่อมน้ำเหลืองฮอดจ์กิน

การพยากรณ์โรค

ไม่ดีในกลุ่ม สภาพร่างกายไม่ดี อายุมากกว่า 60 ปี ระยะที่ 3 และ 4 กระจายไปนอกระบบต่อมน้ำเหลืองมากกว่า 

1 ตำแหน่ง ผล LDH มากกว่าค่าปกติ

ผลชนิดพยาธิวิทยามีผลต่อความรุนแรงของโรค

- ความรุนแรงต่ำ   ได้แก่ follicular grade I and II, CLL, MALT, mycosis fungoides

- ความรุนแรงปานกลาง  ได้แก่ follicular grade III, mantle cell, DLBCL, T/NK-cell, peripheral T cell, 

anaplastic large cell

- ความรุนแรงสูง  ได้แก่ Burkitt’s lymphoma, lymphoblastic lymphoma.

การรักษา

- กลุ่มความรุนแรงต่ำถึงปานกลางระยะที่ 1-2   ให้ฉายรังสีอย่างเดียว หรือฉายรังสีร่วมกับให้ยาเคมีบำบัด

- กลุ่มความรุนแรงต่ำถึงปานกลางระยะที่ 3-4   ให้ยาเคมีบำบัดหลายชนิดร่วมกัน ให้ยาเคมีบำบัดร่วมกับการให้การรักษา

ทางภูมิคุ้มกัน

- กลุ่มความรุนแรงสูงระยะที่ 1-2   ให้ยาเคมีบำบัดหลายชนิดร่วมกันอย่างเดียว หรือให้ร่วมกับการฉายรังสี

- กลุ่มความรุนแรงสูงระยะที่ 3-4   ให้ยาเคมีบำบัดหลายชนิดร่วมกันอย่างเดียว หรือให้ร่วมกับการฉายรังสีหรือการรักษา

โดยภูมิคุ้มกัน

- กลุ่มกลับมาเป็นซ้ำ  ให้ยาเคมีบำบัดหลายชนิดร่วมกันอย่างเดียว หรือให้ร่วมกับการฉายรังสีหรือการรักษาโดยภูมิคุ้มกัน 

หรือปลูกถ่ายไขกระดูกร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงและการฉายแสงทั้งตัว

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังฉายรังสี

โอกาสเกิดน้อยเนื่องจากปริมาณรังสีต่ำโดยขึ้นกับบริเวณที่ฉายรังสี ในช่วงแรกอาจเกิดอาการอ่อนเพลีย ผิวหนังอักเสบ

หลอดอาหารอักเสบ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปอดอักเสบ ระยะยาวอาจเกิดโรคหัวใจ ฮอร์โมนไทรอยด์ผิดปกติ ทำให้เกิดมะเร็ง

ชนิดอื่น

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองในแมว " Feline Lymphoma in cat."

โดย Healthy Pets Club เมื่อ 23 มีนาคม 2011 เวลา 2:53 น. ·

Lymphoma หรือ lymphosarcoma เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุดของโรคมะเร็งในแมวที่มีลักษณะผิดปกติโดยการเพิ่มจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดร้ายแรง 

 

Lymphoma สามารถเกิดขึ้นได้เกือบทุกที่ในร่างกาย 

 

ที่พบได้บ่อยในสุนัขเป็นระบบเหลืองซึ่งเป็นเครือข่ายที่กว้างขวางของโหนดทั่วร่างกาย นี้เรียกว่ามะเร็งต่อมน้ำเหลือง multicentric 

- ที่พบมากที่สุดต่อมน้ำเหลืองอยู่ภายใต้คาง (ต่อมน้ำหลืองขากรรไกรล่าง), ในด้านหน้าของไหล่ (ต่อมน้ำหลือง prescapular) ภายใต้ขาหน้า (ต่อมน้ำเหลืองรักแร้) ภายใต้ขาหลัง (ต่อมน้ำเหลืองขาหนีบ), และด้านหลังหัวเข่า (ต่อมน้ำหลือง popliteal) ต่อมน้ำหลืองยังสามารถขยายภายในฟันผุในช่องท้องและทรวงอก 

- สำหรับโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ระบบทางเดินอาหาร (ซึ่งเป็นสถานที่ที่พบบ่อยที่สุดในแมว), mediastinum (ช่องว่างในทรวงอกระหว่างปอดและด้านหน้าของหัวใจ), และผิวหนัง เว็บไซต์ทั่วไปหักสำหรับโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีตา, สมองและอวัยวะในช่องท้องเช่นตับม้ามและไต

 

 

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองในแมวมักจะมีผลต่อต่อมน้ำหลืองในอกและไธมัส    ในขณะที่รูปแบบ extranodal เกี่ยวข้องกับระบบประสาทส่วนกลาง, ผิว, หัวใจ, ไตและตา ในทางกลับกันรูปแบบของสภาพระบบทางเดินอาหารมีผลต่อระบบทางเดินอาหาร ลำไส้โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในแมวเป็นประเภทที่พบบ่อยที่สุดของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

หรือเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ผิดปกติสะสมก่อให้เกิดการขยายขนาดของต่อมน้ำเหลืองและการหยุดชะงักของการทำงานของอวัยวะปกติ

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองในช่องอก

 

สาเหตุของต่อมน้ำเหลืองในแมว

 

พบว่ามีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อไวรัสมะเร็งเม็ดเลือดขาวของแมว 

 

 

อาการต่อมน้ำเหลืองในแมว

 

Lymphoma สามารถมีผลต่ออวัยวะหลายอย่างรวมทั้ง, ตับ, ม้าม, ระบบประสาทส่วนกลางไตและไขกระดูก

อาการพจึงขึ้นอยู่กับระดับอวัยวะที่ได้รับผลกระทบ

  • เบื่ออาหาร 
  • นน.ลดลงอย่างรวดเร็ว
  • อาการท้องเสียและ อาเจียนในแมว
  • ซึมเอาแต่นอน
  • กระหายน้ำเพิ่มขึ้นและปัสสาวะ (เมื่อไตได้รับผลกระทบ)
  • หายใจลำบาก
  • ผิวหนังแห้ง ขนกรอม ร่วง
  • เหงือกซีด บางตัวตาแห้ง
  • โรคโลหิตจาง

 

การรักษาทางการแพทย์สมัยใหม่

 

ผลข้างเคียง prednisone -- prednisone เป็นเตียรอยด์ที่เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งต่อมน้ำเหลือง1

 

prednisone บวกเคมีบำบัดทางปากเช่น Leukeran หรือ Cytoxan -- ค่าใช้จ่ายแพง และต้องกินต่อเนื่องนาน2

 

โปรโตคอลการบำรุงรักษาเป็นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานเป็นสัตว์ที่อยู่ในการบรรเทาอาการหลังจากนั้นโพรโทคอ 9 เดือน- 1 ปี  (แต่สัตว์บางตัวอาจเกิดภาวะไตวายก่อนที่การรักษาจะเสร็จสิ้น)8 สัปดาห์หลังจากที่สัตว์จะใส่ใน"การบำรุงรักษา"โปรโตคอลที่เกี่ยวข้องกับการให้ยาทางปากที่แตกต่างกัน (Leukeran, Methotrexate, และ prednisone) และการฉีด Vincristine รายเดือนCOAP Protocol -- นี่คือโพรโทคอยาเคมีบำบัด multidrug ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรวมกันของยากิน (prednisone และ Cytoxan) และยาฉีด (Cytosar และ Vincristine) ได้รับทุกสัปดาห์ที่ LVRC สำหรับแปดสัปดาห์3

 

Madison Wisconsin Protocol -- โพรโทคอเหนี่ยวนำนี้เกี่ยวข้องกับการ  กินและฉีดยาเคมีบำบัดทุกสัปดาห์สำหรับ 11 สัปดาห์อาจต้องใช้นานถึง 26 สัปดาห์ 4

 

****ข้อเสนอแนะ****

วิธีการรักษาเหล่านี้เป็นวิธีการรักษาเช่นเดียวกับมนุษย์  ซึ่งไม่สามารถตอบได้ว่าจะรักษาหาย  เพราะหากเป็นมนุษย์ไม่ใช่สัตว์การรักษาด้วยเคมีบำบัดในโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองก็รักษาไม่หายเช่นกัน

 

 

การรักษาแบบทางเลือก

 

     คือการใช้เคมีร่วมกับการใช้สมุนไพร ---กิน prednisone ร่วมกับการกินสมุนไพรเพื่อช่วยปรับเรื่องภูมิคุ้มกันให้สมดุล ลดภาวะการอักเสบ,ป้องกันภาวะตับเสื่อม และไตวายขณะที่รักษา ซึ่งการรักษาก็ไม่ได้ผล 100% เหมือนวิธีสมัยใหม่เช่นกัน แต่ทำให้สัตว์มีโอกาสรอดได้มากกว่า  ความเสี่งน้อยกว่า การรักษาถูกกว่า

 

 

 

 

 

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

หมอมานิตย์ คลินิกหมอมานิตย์เวชกรรมไทย


มะเร็งต่อมน้ำเหลือง คือ เนื้องอกของระบบน้ำเหลืองในร่างกาย ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายซึ่งมีหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรคประกอบไปด้วยเม็ดเลือดขาว ชนิดลิมโฟไซต์ ต่อมน้ำเหลือง หลอดน้ำเหลือง ต่อมทอนซิล และม้าม เสียไป
โดยแยกชนิดของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน ซึ่งเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดที่พบได้น้อย การวินิจฉัยต้องอาศัยการตรวจพบว่าเซลล์ที่มีลักษณะเฉพาะที่เรียก ว่ารีดสเทิร์นเบิร์ก ซึ่งในแต่ละปีจะมีผู้ป่วยด้วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้ ๖๒,๐๐๐ คนทั่วโลก ในจำนวนนี้เป็นผู้ชายร้อยละ ๖๐ และเป็นผู้หญิงร้อยละ ๔๐ และโดยเฉลี่ยในแต่ละปีทั่วโลกจะมีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งต่อมน้ำ-เหลืองชนิดฮอดจ์กิน ๒๕,๐๐๐ คน ส่วนอาการที่เกิดก็จะค่อนข้างช้า
ส่วนมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด นอนฮอดจ์กิน สามารถ แบ่งย่อยได้มากกว่า ๓๐ ชนิด แต่ถ้าแบ่งจากอัตราการเจริญของมะเร็ง แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คือ
ชนิดแบบค่อยเป็นค่อยไป มีอัตราการแบ่งตัวช้า มีอาการน้อย แต่มะเร็งชนิดนี้มักจะไม่หายขาด
ชนิดรุนแรง มีอัตราการแบ่งตัวของมะเร็งเร็ว ผู้ป่วย มักจะมีอาการมาก มะเร็งชนิดนี้ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้ภายใน ๖ เดือน ถึง ๒ ปี แต่ข้อดีของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรุนแรงมีข้อดีคือสามารถรักษาให้หายขาดจากโรคได้ ถ้าได้รับการรักษาอย่างเต็มที่
สำหรับอาการของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองก็จะเหมือนกับอาการอื่นๆ ที่พบได้ภาวะต่างๆ เช่น การติดเชื้อ ภูมิแพ้ ดังนั้นจึงมีผู้ป่วยบางส่วนที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก เพราะไม่ทราบว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
อาการของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่พบได้บ่อยคือ การตรวจพบก้อนเนื้อบริเวณต่างๆ ของร่างกาย เช่น คอ รักแร้ หรือขาหนีบ โดยอาการของก้อนเนื้อนั้นมักจะไม่รู้สึกเจ็บ ซึ่งจะแตกต่างจากการติดเชื้อที่มักมีอาการเจ็บที่ก้อนเนื้อ เช่น บางรายก็มีอาการไข้ หนาวสั่น เหงื่อออกมากตอนกลางคืน เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ ไอเรื้อรัง หายใจไม่สะดวก ต่อมทอนซิลโต เป็นต้น

ส่วนผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในระยะลุกลาม บางรายก็จะพบอาการป่วยที่ต่อมน้ำเหลือง โดยเฉพาะหลังจากการดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนในรายที่เป็นมะเร็งต่อมน้ำ- เหลืองภายในช่องท้อง อาการที่พบก็คือ แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย ส่วนต่อมน้ำเหลืองที่โตจะมีผลกดเบียดอวัยวะข้างเคียง เช่น หลอดเลือด หรือเส้นประสาท สาเหตุที่จะก่อให้เกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวไว้ว่าปัจจุบันอาจจะไม่สามารถบอกสาเหตุของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองทุกรายได้อย่างชัดเจน แต่ปัจจัยหลักๆ ก็คือ อายุ ซึ่งพบว่ามะเร็งต่อมน้ำเหลือง จะเกิดเพิ่มมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น และจะพบในเพศชายมากว่าเพศหญิง อีกปัจจัยคือ อาชีพ โดยเฉพาะคนที่ทำงาน สัมผัสกับสารเคมีบางชนิด และสุดท้ายคือ ความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน เช่นในภาวะของเด็กที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่ตั้งแต่เกิด หรือผู้ที่ป่วยเป็นโรคเอดส์ หรือในผู้ที่กินยากดภูมิคุ้มกันหลังการปลูกถ่ายอวัยวะ
การใช้ชีวิตแบบสายกลาง ไม่กินมากไป ไม่เครียด มากไป จะเป็นยาชั้นดีที่สามารถต้านทานโรคภัยไข้เจ็บ ที่มารุมเร้าได้เป็นอย่างดี

คือกลุ่มเซลล์ที่มีการเพิ่มจำนวนมากขึ้น อย่างผิดปกติ ส่วนใหญ่แล้วจะเพิ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเซลล์ของเนื้องอกยังจะคงรูปร่าง คล้ายเซลล์ที่ปกติของอวัยวะนั้น ๆ ส่วนใหญ่ไม่มีอันตรายร้ายแรง ผ่าตัดทิ้งก็มักจะหายจากโรค
เนื้องอกของระบบน้ำเหลืองในร่างกาย คือเนื้องอกที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว มีการรุกล้ำทำลายอวัยวะที่ปกติและแพร่กระจายได้เร็ว เป็นกลุ่มเซลล์ที่เพิ่มจำนวนมากอย่างปราศจาก การควบคุมใด ๆ รูปร่างของเซลล์มักผิดปกติไปด้วย
เซลล์ที่มีชีวิตมีโอกาสที่เป็นเนื้องอกหรือมะเร็งได้ทั้งสิ้น เช่น สมอง กล้ามเนื้อ กระดูก ผิวหนัง เม็ดเลือดขาว เหงือก เป็นต้น สิ่งไม่มีชีวิต เช่น ผม ฟัน เล็บ จะไม่เป็นเนื้องอกหรือมะเร็งได้เลย
สาเหตุที่ทำให้เซลล์เพิ่มจำนวนผิดปกติจนเป็นเนื้องอกหรือมะเร็งในคนนั้นยังไม่ทาราบแน่นอน แต่จากการรวบรวมข้อมูลของนักวิจัยพบว่า มีปัจจัยหลายอย่างที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งบางอย่างเราอาจนำความรู้นี้ มาป้องกันโรค โดยพยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยเหล่านั้น และรักษาสุขภาพทั่วไปให้ดี เพื่อระบบภูมิคุ้มกันจะได้จำกันสารก่อมะเร็งและต่อสู้กับเซลล์มะเร็งได้ มะเร็งที่พบแล้วมีถึงร้อยกว่าชนิด อาการแตกต่างกันไปแล้วแต่ว่าเป็นชนิดใด ที่อวัยวะใด อาการที่ชวนสงสัยว่าเป็นมะเร็ง คือ
1. เป็นตุ่ม ก้อน ที่โตเร็วผิดปกติ
2.เป็นแผลเรื้อรังไม่รู้จักหาย
3. ตกขาว หรือมีเลือดออกกะปริดกระปรอยทางช่องคลอด
4.เบื่ออาหาร ท้องอืด กลืนลำบาก หรือผอมลงอย่างรวดเร็ว
5. หูดไฝ ปาน ที่เปลี่ยนแปลงไปจากลักษณะเดิม
6. เสียงแหบอยู่เสมอ หรือไอเรื้อรังไม่พบสาเหตุ
7. การเปลี่ยนแปลงการถ่ายอุจจาระปัสสาวะที่ผิดวิสัย
อย่างไรก็ตาม การรอจนมีอาการย่อมหมายถึงมะเร็งได้รุกรามไปแล้วมากพอสมควร อาจจะสายเกินรักษาให้หายขายได้ มะเร็งเริ่มแรกมักไม่มีอาการให้รู้ จะตรวจพบได้ด้วยแพพสเมียร์อัลตราซาวด์ ตรวจเลือดหาสารผิดปกติบางอย่าง ฯลฯ ทั้งนี้แล้วแต่ว่าสงสัย มะเร็งในอวัยวะใด การรักษาในระยะเริ่มแรกมักหายขาดได ผู้ที่มีบุคคลร่วมสายเลือด เช่น พ่อแม่เป็นมะเร็ง ควรจะมีการตรวจร่างกายหามะเร็งบ่อยกว่าคนทั่วไป เพราะอาจมีความผิดปกติที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ หรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษเหมือนกัน
มะเร็งพบได้ในทุกเพศทุกวัย แล้วแต่ชนิดของมะเร็ง แต่ส่วนใหญ่จะพบในวัยกลางคน (35 ปี ) ขึ้นไป มะเร็งที่พบมากที่สุดในชายไทยคือ มะเร็งตับ รองลงมาคือมะเร็งปอด ในหญิงไทย คือ มะเร็งปากมดลูก รองลงมาคือมะเร็งเต้านม

 

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

สถานวิทยามะเร็งศิริราช

คนทั่วไปมักจะคุ้นกับคำว่าระบบประสาท, ระบบเลือด, ระบบทางเดินอาหาร ส่วนคำว่า “น้ำเหลือง” มีพบที่แผลเน่าหรือคนตายไปแล้ว ร่างกายมนุษย์จะมีทั้งน้ำเลือดและน้ำเหลืองควบคู่กันไปด้วยกัน เลือดทำหน้าที่เลี้ยงเซลล์ให้ได้อาหาร, ออกซิเจน น้ำเหลืองทำหน้าที่ป้องกันโรค

ระบบน้ำเหลืองมี 2 ส่วน คือ ต่อมน้ำเหลือง ซึ่งมักจะอยู่เป็นกลุ่ม ๆ ตามคอ, รักแร้, ขาหนีบ ปกติจะมีรูปร่างคล้ายเม็ดถั่วและคลำไม่พบ ระหว่างต่อมน้ำเหลือง จะมีหลอดน้ำเหลืองเป็นเส้นเล็ก ๆ เล็กกว่าหลอดเลือด โยงถึงกันเป็นตาข่ายทั่วร่างกาย ระบบน้ำเหลือง ทำหน้าที่ป้องกันมิให้ร่างกายติดเชื้อโรคหรือทำหน้าที่ควบคุม “ระบบภูมิคุ้มกัน” ของร่างกาย โดยจะดักและกรองเชื้อโรค และแยกออกไปจากร่างกาย ถ้ามีเชื้อโรคเต็มต่อมน้ำเหลืองจะอักเสบ บวมโต คลำพบได้ มักไม่เกิน 2 ชม. และมักจะเจ็บ บางครั้ง เรียกว่า “ต่อมลูกหนูโต”

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มี 2 ชนิดใหญ่ ๆ คือ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดโรคฮอดจกินส์ และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ไม่ใช่ชนิดโรคฮอดจกินส์ นายแพทย์โธมัส ฮอดจกินส์ ผู้พบโรคนี้ ตั้งแต่ พ.ศ. 2375 การแบ่งชนิดว่าเป็นชนิดใด ต้องอาศัยดูเซลล์ทางพยาธิวิทยา โดยอาศัยกล้องจุลทรรศน์ มะเร็งทั้ง 2 ชนิดนี้ จะมีการดำเนินโรค, ความรุนแรง และมีการรักษาแตกต่างกัน, แบ่งเป็นเกรดต่ำถึงเกรดสูงตามความรุนแรง ชาวไทยจะพบได้บ่อยเป็นอันดับที่ 8-9 หรือประมาณร้อยละ 4-5 ของมะเร็งทั้งหมด

สาเหตุและเหตุส่งเสริม

มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้มากกว่าปกติ เช่น

• มีการติดเชื้อไวรัสชนิด อี.บี.
• ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่องโดยธรรมชาติ
• ผู้ที่กินยากดภูมิคุ้มกันของร่างกาย เช่น ผู้ที่ได้รับการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ
• อาจเกิดได้บ่อยในบางครอบครัว หรือมนุษย์บางเผ่า

อาการและอาการแสดง เมื่อโรคยังเป็นน้อย

• จะคลำต่อมน้ำเหลืองได้ขนาดเล็ก ๆ ไม่เจ็บ (ลูกหนูโต)
• มักจะคลำพบบริเวณคอ, รักแร้, ขาหนีบ
• ก้อนไม่เจ็บ
• ก้อนจะค่อย ๆ โตเป็นกลุ่ม จะมีขนาดใหญ่ อาจเท่าผลส้มโอก็ได้ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา เมื่อโรคเป็นมาก จะกระจายไปทั่วร่างกาย
• มีไข้, เหงื่อออกเวลากลางคืน และน้ำหนักตัวลด
• อาจมีปวดท้อง, คลื่นไส้อาเจียน และติดเชื้อได้ง่าย

อาการเหล่านี้อาจจะไม่ใช่มะเร็งก็ได้ อาจจากการติดเชื้อ, ไข้หวัด ฯลฯ แต่ถ้าอาการเหล่านี้ไม่หายภายใน 2 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์

การวินิจฉัย

1. แพทย์จะซักถามประวัติการเจ็บป่วย ลักษณะการโตของต่อมน้ำเหลือง
2. ตรวจร่างกายโดยการคลำต่อมน้ำเหลืองทั้งตัว
3. ตัดเอาต่อมน้ำเหลืองที่โตไปตรวจทางพยาธิวิทยา จะเป็นการวินิจฉัยโรคที่แน่นอน และบอกชนิดได้ด้วย
4. เมื่อวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้แล้ว ต้องมีการตรวจพิเศษอื่น ๆ เพื่อทราบระยะของโรค (นอกเหนือไปจากการถ่ายเอ็กซเรย์ปอด, ตรวจเลือด, ปัสสาวะ, อุจจาระ) ได้แก่

• การตรวจโดยคอมพิวเตอร์ (ซี.ที.)เพื่อดูต่อมน้ำเหลืองในช่องอก, ช่องท้อง
• การสแกนกระดูก, ตับ, ม้าม
• บางรายอาจต้องผ่าตัดเปิดช่องท้องลงไปดู

ระยะโรค

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองแบ่งเป็น 4 ระยะ เหมือนมะเร็งอวัยวะอื่น ๆ ต้องทราบว่ามีต่อมน้ำเหลืองโตที่ใดบ้าง? อยู่เหนือหรือใต้กระบังลม (กระบังลมเป็นแผ่นกล้ามเนื้อบาง ๆ กั้นแบ่งระหว่างช่องอกและช่องอกและช่องท้อง อยู่ใต้ปอดและหัวใจ และเคลื่อนไหวตามการหายใจ)

• ระยะที่ 1 : โรคอยู่ในต่อมน้ำเหลืองต่อมเดียว หรือหลายต่อม แต่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน เช่น เฉพาะที่คอ, รักแร้ ฯลฯ
• ระยะที่ 2 : โรคเป็นมากกว่า 1 ต่อม หรือ 1 กลุ่ม แต่ยังอยู่ข้างเดียวกันของกระบังลมทั้งคู่ เป็นต้น
• ระยะที่ 3 : พบโรคทั้งเหนือและใต้กระบังลม เช่น มีโรคที่รักแร้ และขาหนีบ เป็นต้น
• ระยะที่ 4 : โรคกระจายออกนอกระบบน้ำเหลือง เช่น มีโรคที่ผิวหนัง, ตับ, ม้าม, ปอด, กระดูก เป็นต้น

โรคแต่ละระยะยังแบ่งเป็น ระยะ A และระยะ B

• ระยะ A ผู้ป่วยไม่มีอาการของการกระจายของโรค คือ ไม่มีไข้, ไม่มีเหงื่อออกเวลากลางคืน หรือไม่มีน้ำหนักตัวลดลง
• ระยะ B จะมีอาการเหล่านี้ โรคระยะนี้ต้องได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ เพราะโรคกระจายไปไกลแล้ว

การรักษา

การรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีหลายวิธี แพทย์จะใช้วิธีใดนั้นต้องพิจารณาถึง

• เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดใด ?
• มีเกรดความรุนแรงแค่ไหน ? โรคโตช้าหรือเร็ว ?
• โรคเป็นระยะใด ?
• อายุและสุขภาพของผู้ป่วยเป็นอย่างไร ?

- บางชนิดมีเกรดต่ำ โตช้า ไม่ค่อยทำให้เกิดอาการ แพทย์อาจจะยังไม่รักษา แต่จะเฝ้าดูอาการไปก่อน ยังไม่รักษาจนกว่าจะเกิดอาการขึ้นก็ได้
- บางชนิดมีเกรดปานกลางหรือเกรดสูง มักจะใช้ยารักษามะเร็งร่วมกับการฉายรังสี บางครั้งจำเป็นจะต้องผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งก้อนใหญ่ออกไปก่อน

การรักษาพอจะสรุปวิธีการรักษาได้ดังนี้

• การผ่าตัด ส่วนใหญ่เพื่อตัดเอาก้อนมะเร็งไปตรวจทางพยาธิวิทยาเท่านั้น หรือเพื่อตัดเอาก้อนที่โตมากออกไปก่อนการใช้วิธีอื่นรักษา ไม่ถือเป็นการรักษาหลัก
• การใช้ยารักษามะเร็ง หรือ เคมีบำบัด เป็นการรักษาหลักของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เพราะโรคมักจะลุกลามไปทั่วร่างกาย โดยเฉพาะไขกระดูก มักจะใช้ยา 3-4 ชนิดร่วมกัน ให้ทุก ๆ 3-4 สัปดาห์ บางชนิดใช้กิน บางชนิดใช้ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ
• การฉายรังสี เป็นการรักษาเฉพาะที่ที่ได้ผลดีมาก แต่เหมาะสำหรับโรคที่ยังเป็นน้อย เช่น โรคระยะที่ 1 หรือในกรณีที่ให้เคมีบำบัด ก้อนยุบไม่หมด จึงฉายรังสีด้วย และก้อนมักจะยุบหมด
• ชีวะบำบัด เป็นการรักษาวิธีใหม่ที่ใช้สารจากธรรมชาติมากระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำลายเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น เช่น การใช้สารโมโนโคลนั่ลแอนติบอดี้ย์ ซึ่งในประเทศไทยมีจำหน่ายแล้ว มีชื่อทางการค้าว่า “แมพเธอร์รา” ใช้รักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ไม่ใช่ฮอดจกินส์ และมีเกรดต่ำ และอีกชนิดหนึ่งคาดว่าจะมีจำหน่ายเร็ว ๆ นี้คือเบ็กซ่า หรือ อองโคลิมฟ์ องค์การอาหารและยะของสหรัฐเพิ่งประกาศรับรองว่า “อินเตอเฟอรอน” ใช้รักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้ผลดี เมื่อปี พ.ศ. 2540 นี้เอง ยาตัวนี้มีจำหน่ายในประเทศไทยหลายปีมาแล้ว

ผลข้างเคียงการรักษา

อย่าลืมว่าการรักษาโรคทุกชนิด ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม มักจะมีผลข้างเคียงทั้งนั้น แต่เพื่อให้โรคหายและรอดชีวิต ตัวผู้ป่วยและญาติจึงไม่ควรวิตกในเรื่องนี้ เพราะผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นมักจะเกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้น และจะไม่เป็นอันตราย ถ้าปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์

ระหว่างได้รับเคมีบำบัด อาจมีคลื่นไส้ เบื่ออาหาร เจ็บปาก ผมร่วง และการติดเชื้อ ระหว่างฉายรังสีอาจมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เจ็บคอ อาการเหล่านี้ในผู้ป่วยแต่ละคนจะต่างกัน บางคนอาจมีอาการมาก บางคนมีอาการเพียงเล็กน้อย บางคนอาจไม่มีอาการเลยก็ได้

 

 

 

 

สมุนไพรแก้มะเร็ง

สมุนไพรฮว่านง็อก
เป็นต้นสมุนไพร ถือกำเนิดในประเทศเวียดนาม ผู้นำเข้ามาเป็นกลุ่มทหารผ่านศึก สมัยสงครามเวียดนาม กระถางแรกมีราคา ถึง 70,000 ( เจ็ดหมื่นบาท) นำมากินสดๆ แก้โรคต่างๆ มากมาย และเห็นผมเร็ว รู้จักกันในรุ่นของทหารผ่านศึกรุ่นนั้นรุ่นเดียว ผู้เขียนได้ข้อมูลและมีความสนิทชิดชอบกับทายาทของนายทหารผู้นั้น ซึ่งไม่ขอเอ่ยนาม (ปัจจุบัน อายุ 68 ปี) จึงได้ถามประวัติความเป็นมา การใช้และสรรพคุณ ซึ่งท่านใช้รักษาอาการเจ็บป่วยของบุคคลในครอบครัวก่อน เช่น ภรรยาของท่านเป็นเบาหวาน กินใบสมุนไพร ฮว่านง็อกไม่นานก็หาย ซึ่งจะแจกแจงรายละเอียดต่อไป
*ลักษณะของต้น

เป็นต้นไม้ชิดใบอ่อน ปลายแหลมส่วนล่างของใบจะหยาบสีเขียวอ่อน ด้านสีเขียวเข้ม เป็นต้นไม้ที่มีใบมาก แตกกิ่งก้านทรงพุ่มดี การขยายพันธุ์เพียงตัดยอดปักชำลงดินก็เกิดรากตั้งตัวได้เร็ว ย้ายลงปลูกในกระถางใส่ปุ๋ยพรวนดินก็จะเจริญงอกงาม

วิธีใช้

ส่วนสำคัญคือใบใช้เคี้ยวรับประทานสดๆ จะคั้นและกรองเอาน้ำข้นๆรับประทานหรือต้มเป็นน้ำแกงรับประทานก็ได้ ส่วนเปลือกและรากไม้ สามารถต้มกลั่นเป็นสุราได้ด้วย ใบไม้ไม่มีกลิ่นและรสสามารถต้มเอาน้ำใสๆ ดื่มได้ ส่วนการรับประทานมากหรือน้อยอยู่ที่ธาตุ หนักเบา ของแต่ละคน โดยทั่วไปจะรับประทาน 1-4ใบ คนที่มีอาการหน้ามือตาลาย หลังรับประทาน 15 นาทีก็จะหาย ให้รับประทานติดต่อกัน 7 วัน วันละ 2 ครั้งก่อนอาหาร (ท้องว่าง)

หลังจากคนไข้รายหนึ่ง หลังจากรักษาโรคมะเร็งตับจากยานานาชนิดไม่หาย เมื่อได้รับประทานใบสดของต้น ฮว่านง็อกแล้ว คนไข้มีปฏิกิริยาตอบรับอย่างไม่น่าเชื่อ จากการมีไข้สูงถึง 40 องศา ลดลงเหลือ 37 องศา การเจ็บป่วยลดลงมาก ผิวหนังเคยเหลืองก็ลดลง หน้าท้องแฟบลง ตัวเบาลง ทำให้คนไข้ลุกขึ้นมาสนทนาได้

ทำไมคนไข้จึงฟื้นตัวเร็วขนาดนั้นหลังจากรับประทานได้ 20 นาที ยาได้ออกฤทธิ์ รับประทาน 5 ใบจะลดความเจ็บปวดได้ 3 ชั่วโมง รับประทาน 7 ใบลดได้ 5 ชั่วโมง เสมือนหนึ่งยาวิเศษ เพราะคนไข้โรคตับได้เจ็บป่วยมาถึงวาระสุดท้ายแล้วกลับฟื้นและมีความหวัง ต้นฮว่านง็อกเป็นต้นไม้ใบยาที่มีคุณค่าสูงส่ง เป็นของขวัญจากสวรรค์มอบให้แก่มวลมนุษย์ ก่อนหน้านี้เรียกว่า ต้นลิง เนื่องมาจากทหารที่อยู่ในป่าเห็นลิงที่ไม่สบายใจนอนซมอยู่ จะมีลิงตัวอื่นไปเด็ดใบ สมุนไพรฮว่านง็อกมา ให้เคี้ยวกินแล้ว ฟื้นขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ หลังจากนั้นทหารได้ลองนำใบไม้นี้มาให้ทหารที่เจ็บป่วยไม่สบายหรือเหนื่อยล้ากินปรากฏว่าอาการที่เป็นอยู่หายได้ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นฮว่านง็อก ฮว่าน แปลว่า ฟื้น ง็อก แปลว่า หยก หรือเพชรที่เป็นของมรค่า (ข้อมูลจากชาวเวียดนาม ที่ อ.บ่องขวัญ เจริญรัตน์ ได้ไปสัมภาษย์จากชาวเวียตนามที่อยู่ จังหวัด เฮว้ และจังหวัด กว่างตริ หลายท่าน เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2549) และมีเด็กสองคนทะเลาะวิวาทและชกต่อยกัน จนทำให้ลูกอัณฑะหายไป เมือรับประทานใบไม้นี้แล้ว กลับทำให้ลูกอัณฑะกลับคืนปกติ

***สรรพคุณของต้นสมุนไพร (จากเอกสาร ฮานอย 2/9/1995 ถ่ายทอดจาก ต้นฉบับจริง)ปรับปรุงบางส่วน

1. รักษาคนสูงอายุ ปวดเมื่อยตามร่ายกาย ทำงานหนัก เกิดประสาทหลอน

2. รักษาอาการไข้หวัด ท้องไส้ไมปกติ

3. รักษาอาการมีบาดแผล เคล็ด ขัด ยอก กระดูกหัก

4. รักษาอาการทางเดินอาหารไม่ปกติ

5. รักษาอาการโรคกระเพาะอาหาร โรคเลือดออกในลำไส้เกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะ

6.รักษาอาการคอพอก ตับอักเสบ

7.รักษาอาการไตอักเสบ ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขุ่นข้น

8.รักษาอาการโรคมะเร็งปอด มีอาการปวดต่างๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ ให้รับประทาน ต่อไป 100 – 200 ใบ อาการจะหายหมด

9.รักษาโรคตาทุกชนิด เช่น ตาแดง ตาต้อ ตาห้อเลือด

10.รักษาอาการมดลูกหย่อนของหญิงคลอดบุตรใหม่ ได้ผลดี ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็ว

11.รักษาโรคความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตต่ำ โรคประสาทอ่อนๆ เป็นการสนับสนุนเหตุผลโรคความดันโลหิตสูง ซึ้งผู้เขียนก็เป็น และรับประทานครั้งละ 5 ใบเช้า เย็น 1 วันอาการหน้ามืด มึนหัว หายไป รู้สึกสบายเบาสมอง

12.สามารถใช้กับสัตว์ได้ จากเอกสารระบุว่าใช้กับไก่ชนหลังชนไก่แล้ว ต้องการให้ไก่ฟื้นจากอาการบาดเจ็บ ให้ไก่กินใบสมุนไพรฮว่านง็อก จะฟื้นตัวได้เร็ว

13.ใบแห้งชงดื่มแทนน้ำเปล่า จะช่วยให้หายจากโรคได้เร็วขึ้น

14.ช่วยลดไขมันหน้าท้อง ไขมันในเส้นเลือด และช่วยลดคลอเลสเตอร์ล่อนในเส้นเลือด ฯลฯ


รายละเอียดในการรักษาแต่ละโรค
1.โรคกระเพาะอาหารเป็นแผล รับประทานครั้งละไม่เกิน 7 ใบ วันละ 2 ครั้ง รับประทานติดต่อกันจนครบ 50 ใบ

2.โรคเลือดออกในลำไส้ รับประทานใบสด 7 – 13 ใบ หรือคั้นเอาน้ำวันละ 2 เวลา

3.โรคเกี่ยวกับเป็นบิด รับประทานครั้งละไม่เกิน 7 ใบ วันละ 2 เวลา ติดต่อกันประมาณ 100 ใบ

4.โรคตับอักเสบ คอพอก รับประทานครั้งละ 3-4 ใบ วันละ 3 ครั้ง ติดต่อกัน จนครบ 150 ใบ

5.โรคไตอักเสบ ปวดเป็นประจำ รับประทานครั้งละ 3-4 ใบ วันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันจนครบ 30 ใบ

6.อาการท้องไส้ไม่ปกติ รับประทาน 7- 14 ใบ 2 ครั้งหาย

7.ปวดเมื่อยตามร่างกาย รับประทาน 7- 14 ใบ 2 ครั้งหาย

8.อาการปัสสาวะแสบ ปัสสาวะเป็นเลือดรับประทาน 14 – 21 ใบ โดยคั้นเอาน้ำข้นๆ มารับประทาน

9.โรคตาแดง รับประทาน 7 ใบ และบด 3 ใบปิดที่ตาเวลานอน 1 คืนจะหาย

10.โรคความดันสูงจะลดทันทีเมื่อรับประทาน 5-9 ใบ

11.แก้เบาหวาน ผู้ชายรับประทานวันละ 7 ใบ ผู้หญิงรับประทานวันละ 9 ใบ ภายใน 90 วันอาการลดลง

12.ใช้กับสัตว์ เช่น ไก่เหงา เป็นอหิวาห์ หรือนิวคลาสเซิล ให้ไก้กิน 2-3 ใบ ไก่ชนแล้วให้กิน 2-3 ใบ (น่าจะประยุกต์ใช้กับสัตว์อื่นได้)

13.ลำใส้อุดตัน กินครั้งละ 7-14 ใบกินควบกับใบ “เมอโลง” (สมุนไพรเวียตนาม) ขณะรับประทานอาหาร ระยะเวลา 1-2 เดือนก็จะหาย

***หมายเหตุ การรับประทานหรือกินใบสมุนไพรให้กินก่อนอาหารเสมอ
แนะนำเป็นวิทยาทานโดย ร้านลูกพระธาตุประดิษฐ์

ประสบการณ์ของผู้ป่วยที่ใช้ใบย่านางแก้ไขปัญหาสุขภาพ จนมีผลให้อาการเจ็บป่วยทุเลาเบาบางลง

- เนื้องอกในมดลูก มดลูกโต ตกเลือด ตกขาว ปวดตามร่ายกาย

- มะเร็งปอด

- มะเร็งตับ

- มะเร็งมดลูก

- โรคหัวใจ โรคไต โรคกระเพาะอาหารอักเสบ เนื้องอกในเต้านม

- เบาหวานและความดันโลหิตสูง

- ขับสารพิษ

- ภูมิแพ้ ไอ จาม

- เริ่ม งูสวัด

- ตุ่มผื่นคันที่แขน

- อาการปวดแสบขัด ออกร้อนในทางเดินปัสสาวะ

- นอนกรน ไตอักเสบ

- อาการปวดขาที่แขน

- เล็บมือผุ

- เก๊าต์

ใช้ใบย่านางในการเพิ่มคลอโรฟิล คุ้มครองเซลล์ ฟื้นฟูเซลล์ ปรับสมดุล

บำบัดหรือบรรเทาอาการที่เกิดจากภาวะไม่สมดุล แบบร้อนเกิน

มาเริ่มการทำกันดีกว่าครับ

ก่อนอื่น ซื้อใบย่านางจากตลาดมาก่อน ถุงเบ้อเริ่ม ราคาแค่สิบบาท
ใบย่านาง
jiravut ( 0 ♥ 0 ☆ )
--เด็ดใบออก ล้างทีละใบ จนสะอาด
: ตรียมน้ำอุ่น ประมาณ 70 องศา (ไม่ควรเกินกว่านี้ เพราะจะกลายเป็นใบย่านางต้ม)
ที่มีขั้นตอนนี้เพราะจะได้ฆ่าเชื้อโรคและพยาธิ ที่ติดมากับใบ
----เอามาลวก แป๊บเดียวนะครับ เดี๋ยวเสียคุณค่าของคลอโรฟิลล์
----เอามาใส่ในน้ำดื่มสะอาด เตรียมคั้นด้วยมือครับ
ขยี้ๆๆๆๆๆๆ หรือโขลกด้วยครก--เติมน้ำใบเตยปั่น เพื่อเพิ่มความหอม
--กรองด้วยกระชอน แล้วนำมาดื่มได้เลย------------
------ขอบคุณ---- jiravut ( 0 ♥ 0 ☆ ) 03.08.08 : 11:12------------

------------------ย่านาง สมุนไพรมหัศจรรย์ ---------------------
-----ย่านางเป็นพืชสมุนไพร ที่ใช้เป็นอาหารและยามาตั้งแต่โบราณ
หมอเขียว(ใจเพชร มีทรัพย์) นักวิชาการสาธารณสุข นักบำบัดสุขภาพทางเลือก มีประสบการณ์นำใบย่านางมารักษาผู้ป่วยหนัก หลายโรค พบว่าทุเลาเบาบางลง และหายป่วย บางครั้งใช้ร่วมกับยาตัวอื่น แต่ส่วนใหญ่ คนที่ดื่มน้ำย่านางทุกวัน จะเห็นผลได้ภายในเวลา ๓ เดือน โรคที่มีรายงานว่า ดื่มน้ำย่านางหาย เช่น ลดน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิตสูง ตกเลือดจากมดลูก โรคเก๊าท์ และโรคเชื้อราทำลายเล็บ หรือเป็นผื่นคัน เป็นอาการของโรคที่เกิดจากภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกิน วิธีใช้ ใบย่านางตั้งแต่ ๓-๑๐ ใบ โดยพิจารณาจากลักษณะของผู้ป่วย นำมาโขลกให้ละเอียด ผสมน้ำ ๑-๓ แก้ว ดื่ม วันละ ๒-๓ เวลา
(จากหนังสือ ย่านาง สมุนไพรมหัศจรรย์ ของ หมอเขียว)
----------------------------โดยคุณ --ปัจเจกตน--------------------

วิธีใช้
ใช้ใบย่านางในการเพิ่มคลอโรฟิล คุ้มครองเซลล์ ฟื้นฟูเซลล์ ปรับสมดุล
บำบัดหรือบรรเทาอาการที่เกิดจากภาวะไม่สมดุล แบบร้อนเกิน ดังนี้


เด็ก ใช้ใบย่านาง 1-5 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว 200-600 ซีซี
ผู้ใหญ่ ที่รูปร่างผอม บางเล็ก ทำงานไม่ทน ใช้ 5-7 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว
ผู้ใหญ่ที่รูปร่างผอม บาง เล็กทำงานทน ใช้ 7-10 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว
ผู้ใหญ่ที่รูปร่างสมส่วน ตัวตัวโต ใช้ 10-20 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว

โดยใช้ใบย่านางสดโขลกให้ละเอียดแล้วเติมน้ำ หรือ ขยี้ใบย่านางกับน้ำหรือปั่นในเครื่องปั่น
( แต่การปั่นในเครื่องปั่นไฟฟ้า จะทำให้ประสิทธิภาพลดลงบ้าง เนื่องจากความร้อนจะไปทำลายความเย็น
ของย่านาง ) แล้วกรองผ่านกระชอนเอาแต่น้ำ ดื่มครั้งละ 1/2 - 1 แก้ว วันละ 2-3 เวลาก่อนอาหารหรือตอนท้องว่าง
หรือผสมเจือจางดื่มแทนน้ำ เพราะถ้าเกิน 4 ชั่วโมง มักจะมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว ไม่เหมาะที่จะดื่ม
แต่ถ้าแช่ในตู้เย็น ควรใช้ภายใน 3-7 วัน โดยให้สังเกตุที่กลิ่นเปรี้ยวเป็นหลัก
......................................
นอกจากนี้แล้ว
ยังสามารถใช้น้ำย่านางมาสระผม ช่วยให้ศีรษะเย็น ผมดกดำหรือชลอผมหงอก
ผสมดินสอพองหรือปูนเคี้ยวหมากให้เหลวพอประมาณ ทาสิว ฟ้า ตุ่ม ผื่นคัน พอกฝีหนอง
...............................

ต้นยาแปะตำปึง
(เมื่อก่อนที่บ้านพ่อมีเยอะครับ รสจืดๆ พอกินได้)


ต้นแปะตำปึงเดิมเป็นต้นยามาจากประเทศจีน ลักษณะของใบยาจะหนานุ่มคล้ายกำมะหยี่ รสชาดของใบยาคล้ายชมพู่ที่ยังไม่แก่

สรรพคุณ ของใบยา ได้แก่ จะฟอกเลือด ปรับระบบเลือดให้ดีขึ้น น้ำเหลืองจะดีขึ้น รักษาแผลภายใน - ภายนอก ชะล้างสารพิษภายในร่ายกายออกทาง (อุจจาระ ปัสสาวะ และทางตา) ทำให้กินข้าวใด้นอนหลับอาการปวดต่าง ๆ ก็จะหาย ระบบหายใจจะดีขึ้นไม่เหนื่อยหอบ ขับลมแน่นภายในช่องท้อง โรคที่ใบยาแปะตำปึง ได้รักษาหายมาแล้ว ได้แก่โรคเบาหวาน ความดันสูง-ต่ำ โรคหืดหอบ-ภูมิแพ้ โรคมะเร็งทุกชนิด ริดสีดวงทวารหนัก งูสวัด โรคเก๊า ขับนิ่ว แผลสะเก็ดเงิน แผดฝีหนองทั่วไป โรคหัวใจ โรคโลหิตจาง เนื้องอกต่าง ๆ ในไต ปวดเหงือก ปวดฟันแผลอักเสบ ปวดท้องประจำเดือน คอเรสเตอรอล ไขมันในเส้นเลือด ไทรอยท์ ปวดเส้น ปวดหลัง โรคกระเพาะ ดวงตาที่เป็นต้อ ดวงตาอับเสบ ขุ่นมัว โรคผิวหนังทั่วไป (สิว ฝ้า เป็นด่าง) <โรคเอดส์ถ้าทานใบยาก็จะมีผลให้สุขภาพดีขึ้น>

วิธีการรับประทาน ใบสด ควรรับประทานวันละ 1 ครั้ง ประมาณ 2,3 หรือ 5 ใบ เวลาที่ควรรับประทานใบยาที่ดีที่สุดคือ ตี 5-7 โมงเช้า เพราะลำไส้เริ่มทำงาน ท้องยังว่างอยู่จะได้ผลเร็ว ถ้าบางท่านที่ปวดเหงือก - ปวดฟัน ปากเป็นแผลลำคออักเสบ ควรรับประทานใบยาในเวลากลางคืน (แปรงฟันให้เรียบร้อย) ค่อยรับประทานใบยาเคี้ยวและอมทิ้งไว้สักระยะเวลาหนี่งแล้วค่อยกลืน ผลที่จะได้รับคือ ตื่นเช้าอาการปวดจะหายไป จะขับถ่ายโล่งสบาย จะมีขี้ตาออกมาเยอะหน่อย เพราะใบยาจะขับสารพิษออกทางตา ถ้าใครปวดท้องและเป็นโรคกระเพาะให้รับประทานใบยาเดี่ยวนั้น สักพักหนึ่งอาการปวดของโรคกระเพาะก็จะหายไป ยังช่วยขับลมแก๊สที่แน่นในท้องออกด้วย ยังสามารถนำใบยาแปะตำปึงใปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้อีก นอกเหนือจากรับประทานใบสดแล้ว ได้แก่

1.นำใบยามาทำเป็นอาหาร เช่น แกงจืด (15-20 ใบต่อ 1 ท่าน)

2.นำมาพอกตาสำหรับคนที่ดวงตาเป็นต้อ ดวงตาอักเสบ ตามัว นำใบยาประมาณ 7-8 ใบ มาขยี้ หรือใช้ครกตำก็ได้ บีบน้ำยาใส่ที่ดวงตา แบ่งใบยาเป็น 2 ส่วน พอกไว้ 20-30 นาที ค่อยล้างออก ผลที่ได้รับคือ ดวงตาจะสว่างขึ้น แผลต่าง ๆ จะหายไป รวมทั้งต้อด้วย ถ้าท่านใดเป็นมาก ควรทำไว้สักระยะหนึ่ง

3. ท่านที่เป็นริดสีดวงทวารหนัก ควรทานใบสด และควรนำใบยามาขยี้หรือตำให้ได้พอเหมาะยัดใส่ทวารหนัก จำทำให้แผลหายเร็ว ติ่งที่โผล่ยุบเลือดที่ออกก็จะหยุด

การเก็บรักษาให้ได้นาน ถ้ามีใบยาที่แก่และเหลือง นำมาล้างแล้วผึ่งให้แห้ง นำมาปั่นหรือตำก็ได้ บีบน้ำยาใส่ถ้วย นำไปนึ่งให้สุกปล่อยให้เย็นแล้วใส่ขวดเก็บไว้ในตู้เย็น เก็บไว้ใช้ได้นาน ถ้าเป็นงูสวัด และแผลต่าง ๆ ใช้น้ำยาทา หรือนำใบยาสดมาตำพอกก็ได้ ตากแห้งทำใบชาได้

อาหารแสลงที่ควรระวัง เช่น เนื้อ กุ้ง ปลาหมึก ปู ปลาทู ปลาร้า หูฉลาม กะปิ ข้าวเหนียว หน่อไม้ แตงกวา หัวผักกาด เผือก สาเก เครื่องดองของเมา น้ำชา กาแฟ (ถ้าสุขภาพไม่แข็งแรงควรงด) <สตรีมีครรภ์ห้ามรับประทาน>

วิธีการปลูก ต้นยาแปะตำปึงเมื่อปลูกได้ระยะหนึ่งประมาณปีกว่าต้นแม่ก็จะตาย ควรหักปักชำใหม่ เมื่อโตเต็มที่แล้วจะมีช่อดอกสีเหลืองไม่มีฝักและเมล็ด ต้องปักชำเท่านั้น ต้นยาชอบน้ำ อากาศดี ชอบแสงแดดพอสมควร และดินร่วน สิ่งที่ควรระวัง คือ เพี้ยแป้งชอบเกาะลำต้นและใบ ถ้ามีเพี้ยแป้งก็จะมีมดแดง จะทำให้ต้นยาเหียวแห้ง และตาย ต้องระวังสัตว์บางชนิดชอบกิน

หมายเหตุ ทุกท่านที่เจ็บป่วยเมื่อรับประทานใบยาแล้ว ก็ควรไปพบแพทย์ และตรวจรักษาตามปกติ และทานยาตามแพทย์สั่งส่วนใบยานั้นควรเป็นใบยาเสริมให้เจ็บป่วยหายเร็วขึ้นเท่านั้น (ท่านที่มีต้นยาปลูก และปลูกต้นยาพอรับประทานแล้วขอความกรุณาช่วยเหลือผู้อื่นด้วย จะได้เป็นบุญกุศล ที่ได้ช่วยผู้อื่นพ้นทุกข์)

สนใจติดต่อ ชมรมว่านยาสมุนไพรแปรรูป อำเภอบุ่งคล้า จังหวัดหนองคาย

อ.สุขพัฒน์โชค มหิศนันท์ โทร.042-499052

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

พระคาถา (ป้องกันภัยโรค)




หญ้าปักกิ่งเป็นไม้เนื้ออ่อน อายุหลายปี สูง 10 ซม. ใบ เดี่ยว เรียงสลับ ใบที่โคนต้นกว้าง 1.5 ซม. ยาว 10 ซม. ใบส่วนบนสั้นกว่าใบที่โคนต้น ดอกช่อ ช่อดอกออกที่ปลายยอดรวมเป็นกระจุกแน่น ใบประดับย่อยค่อนข้างกลม ทับกัน สี เขียวอ่อน บางใส กลีบดอกสีฟ้าหรือม่วงอ่อน ร่วงง่าย ผล แห้ง แตก การขยายพันธุ์ ปักชำต้น ประโยชน์ รักษาอาการของโรคมะเร็งหลายชนิด ถิ่นกำเนิดในประเทศจีนตอนใต้ แถบสิบสองปันนา เจริญในดินทราย และต้องการแดดรำไร

หญ้าปักกิ่ง สมุนไพรบำบัด รักษาโรค (เล่งจือเฉ้า) Murdannia LoriFormis (Hassk)
Rolla Rao et Kammathy Commelinaceae ลักษณะของหญ้าปักกิ่ง หญ้า ปักกิ่ง
เป็นไม้ล้มลุก สูงราว 10-30 ซ.ม. ใบเดี่ยว หนาเรียวคล้ายใบไผ่ ฉ่ำน้ำดอกเล็ก ๆ
ออกที่ปลายต้น สีบานเย็น กลีบขาวแกมม่วง หญ้าปักกิ่งมีกำเนิดในประเทศจีนตอนใต้
แถบสิบสองปันนา การขยายพันธุ์หญ้าปักกิ่งโดยการแยกหน่อ หรือเมล็ด หากจะนำมาปลูก
ควรปลูกหญ้าปักกิ่งกับดินร่วนปนทราย และวางไว้ในที่ๆ มีแดดรำไร
สรรพคุณของหญ้าปักกิ่ง หญ้า ปักกิ่ง เป็นสมุนไพรรักษาโรคครอบจักรวาล
ชาวจีนสมัยโบราณใช้หญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรรักษาโรคมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว
ใช้บำรุงพลังปราณ ปรับสมดุลย์ร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน Activate Cells หญ้า
ปักกิ่งรักษามะเร็งได้ในระดับหนึ่ง เช่น ในตับ ลำคอ มดลูก กระเพาะอาหาร ลำไส้
ต่อมน้ำเหลือง เม็ดโลหิต (ลูคีเมีย) [...]
read more
หญ้าปักกิ่ง หญ้าเทวดา ทางเลือกของผู้ป่วยมะเร็ง0
มี สมุนไพรหลายชนิดที่ใช้เป็นยารักษาโรคได้
ทั้งยังมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งอาการบางอย่างได้ด้วย
ขณะเดียวกันก็ยังสามารถใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบันเพื่อการรักษาที่ควบคู่กันไป
ได้อีกด้วย “หญ้าปักกิ่งหรือหญ้าเทวดา”
ก็เป็นสมุนไพรหนึ่งในนั้นที่มีคุณสมบัติดังกล่าว
ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของสมุนไพรที่มีฤทธิ์ยับยั้งโรคมะเร็ง ช่วยบำรุงพลัง
และปรับสมดุลในร่างกายได้ มีข้อถก เถียงกันมานานเรื่องการใช้ หญ้าปักกิ่ง
แต่ผลการวิจัยได้พิสูจน์ว่าหญ้าปักกิ่ง มีคุณสมบัติยับยั้งโรคมะเร็งได้จริง
แต่ต้องรับประทานอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องระมัดระวังให้มาก หลังจากที่
หญ้าปักกิ่งแพร่หลายในบ้านเรา คือเรื่อง หญ้าปักกิ่งปลอม ซึ่งต้องสังเกตให้ดี
อย่าหลงเชื่อผู้ขาย และต้องปรึกษาผู้รู้เท่านั้น ภ.ญ.ปัทมา สุนทรศารทูล
อธิบายสรรพคุณว่า หญ้าปักกิ่ง หรือในชื่อภาษาจีนว่า เล้งจือเช่า หรือหญ้าเทวดา
เป็นยามีรสจืด เย็น มีสรรพคุณในการยับยั้งโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งในคอ
มะเร็งตับ มะเร็งมดลูก มะเร็งเม็ดเลือดขาว การตรวจวิเคราะห์ในห้องแล็บพบว่า
ลำต้นหญ้าปักกิ่งมีสารกลุ่มกลัยโคสพิงโกไลบิตส์ เป็นสารต้านมะเร็งระยะต้น
ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย เช่น โรคมะเร็ง เส้นเลือดหัวใจตีบ
โรคภูมิแพ้ โรคความดันและเบาหวาน สามารถใช้รักษาร่วมกับยาแผนปัจจุบันได้
ช่วยลดอาการข้างเคียงจาการฉายแสง ในผู้ป่วยที่จำเป็นต้องฉายแสง
Tags:
มะเร็ง,มะเร็งตับ,มะเร็งมดลูก,มะเร็งเม็ดเลือดขาว,มะเร็งในคอ,เสริมภูมิคุ้มกัน
read more
ยุทธศาสตร์ 4 อ. สู้มะเร็ง !!1บางครั้งเราก็ลืมๆไปเหมือนกันว่า ร่างกาย
สังขารของเราซึ่งเกิดจากท้องแม่มานั้นมันเป็นไปตามกฏธรรมชาติ
เป็นส่วนหนึ่งของสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดมา ตั้งอยู่
แล้วดับสูญไปตามกฏของพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ชีวิตคนเรา
นั้นเป็นผลิตผลของธรรมชาติ บนพิภพ บนโลกนี้….ก็ “โลกมนุษย์” ใบที่เราแย่งกันอยู่
แย่งกันกินนี่แหละ มนุษย์ เกิดขึ้นจาก”กรรม”ของแต่ละคน ประกอบขึ้นด้วย กาย และ ใจ
ภาษาพระท่านเรียกว่า “รูปธรรม-นามธรรม” กาย และ ใจ จึงต้องมีปฏิสัมพันธ์กับโลก
ซึ่งก็คือ ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในเมื่อกาย และ ใจ
ซึ่งเป็นโครงสร้างของมนุษย์ต้องดำเนินไปตามกฏของธรรมชาติการเกิด แก่ เจ็บ ตาย
จึงต้องขึ้นอยู่กับธรรมชาติรอบๆตัวคือธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ
เพราะร่างกายของเราก็ประกอบด้วยธาตุทั้งสี่นี่แหละ
ส่ำสัตว์ทั้งหลายมันก็ดำรงชีวิตอยู่กับ ธรรมชาติ ตั้งแต่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย [...]

4อ,การดูแลตัวเองเมื่อเป็นมะเร็ง
ชนะมะเร็งได้ด้วยหัวใจนักสู้ กองบรรณาธิการ
ใครก็ตามที่ได้รับรู้ว่าตนเองเป็น “มะเร็ง” แล้ว ส่วนใหญ่จะเกิดความรู้สึกช็อกเป็นอันดับแรก แต่ก็มีคนป่วยหลายคนที่สามารถทำใจได้กับโรคที่เป็นและมีกำลังใจที่เข้มแข็งที่จะต่อสู้ต่อไป
------บางครั้งตัวญาติเองกลับจะรู้สึกทุกข์ร้อนไปกับอาการป่วยไข้มากกว่าผู้ที่เป็นเองเสียอีก ดังเช่น คุณวรชาติ อุชุไพบูลย์วงศ์ เคยเผชิญกับโรคร้ายนี้มาแล้ว เขาเคยป่วยหนักเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองขั้นร้ายแรง ตรวจพบเมื่อปี พ.ศ.2540 หรือกว่าเจ็ดปีมาแล้ว
--------ใครที่ได้พบเห็นคุณวรชาติในวันนี้แทบทุกคนจะต้องไม่เชื่อว่าเขาเคยป่วยหนักถึงขนาดที่ว่าต้องหามกันเลยทีเดียว
ด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้ม ผิวพรรณที่สดใสบ่งบอกถึงความมีสุขภาพดีในวันนี้
แล้วอะไรที่ทำให้เขากลับมามีชีวิตใหม่ เป็นคนใหม่ได้ บทความต่อไปนี้คือคำตอบ “ช่วงก่อนที่จะตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง ประมาณปี 2540 ก็ทราบกันดีว่า ปีนั้นเป็นปีที่เศรษฐกิจตกต่ำ เดือนกรกฎาคม ปี 40 มีการประกาศลดค่าเงินบาท ตอนนั้นผมทำงานเครียดมาก ทำงานตลอด วันอาทิตย์ก็ไม่เคยหยุด ความเครียดสะสมเรื้อรัง…จู่ๆ ก็เกิดปวดหัว ตัวร้อน ไม่สบายขึ้นมา กินอะไรไม่ได้ อาเจียนด้วย ก็ไปหาหมอด้านอายุรกรรมทั่วไป ถึง 3 หมอ หมอให้ admit ที่โรงพยาบาล ก็พบว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง แต่ตอนแรกหมอเขาไม่บอกให้ผมทราบว่าเป็นมะเร็ง แต่บอกกับภรรยาผม และภรรยาผมก็บอกกับผมว่าผมเป็นต่อมน้ำเหลืองอักเสบ และจะต้องให้การรักษาคล้ายกับรักษามะเร็ง คือเธอคงกลัวว่าผมจะรับไม่ได้ ซึ่งตอนแรกผมก็รับไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ [...]

วิธีง่ายๆต่อสู้กับมะเร็ง0วิธีการรักษามะเร็งแบบธรรมชาติง่ายๆ 4 ข้อ ดังนี้ จิตใจ ต้องสู้
-----อาหารงดเว้นเนื้อสัตว์ แล้วหันมารับประทานอาหารที่มะเร็งไม่รับประทาน 15 ชนิด ได้แก่ ธัญพืช 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวกล้อง , ข้าวม้ง ,ข้าวบาเล่ย์ , ข้าวสาลี, และลูกเดือย นำมาหุงด้วยหม้อข้าวไฟฟ้า ผักผลไม้ 10 ชนิด ได้แก่หอมหัวใหญ่ ,มันฝรั่ง,หรือมันเทศ ,กล้วยน้ำว้าสุก (8 ลูก/วัน),ฟักทอง, ข้าวโพดหวาน ,ยอดแค ,ถั่วพู(2ชนิดนี้ขาดไม่ได้),บลอคโคลี่หรือกะหล่ำดอก ,ถั่วหวาน และคะน้าฮ่องกง(ผักผลไม้ 5 ชนิดแรกใช้นึ่ง) นำทั้ง 10 ชนิด หั่นเป็นชิ้นๆ นำมาเข้าเครื่องปั่นแบบไม่ต้องละเอียดมาก เพื่อให้กระเพาะอาหารทำหน้าที่ย่อย
---จากนั้นนำมารับประทานหนัก 1 กก./วันกับธัญพืช
อาบน้ำร้อนสลับเย็นหรือเย็นสลับร้อนอย่างละ 2 นาที รวมเวลา 10 นาที 1 ครั้ง/วัน เตรียมน้ำร้อนโดยใช้เครื่องทำน้ำร้อน เตรียมน้ำเย็นโดยหาถังน้ำใส่น้ำแข็งแล้วอาบร้อนจัดและเย็นจัดเท่าที่ร่างกายทนได้ (ความรู้จากจีนโบราณและกรีก-โรมัน) ภูมิต้านทานโรคทั้งสิ้น 2 จำพวก จะถูกกระตุ้นขึ้นมาทำหน้าที่อย่างแข็งขัน การออกกำลังกาย เดินเร็วหรือวิ่งเหยาะๆ ประมาณ 45นาที
-----------------------------------------------------------------------

หญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่งกับการรักษาโรคมะเร็ง
กลุ่มงานวิจัย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ0

ดร. ผ่องพรรณ ศิริพงษ์ หัวหน้างานวิจัยสมุนไพร กลุ่มงานวิจัย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ
------------ปัจจุบันโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับสองของประชากรไทยและมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกๆปี
------ยารักษาโรคมะเร็งที่ใช้ในทางการแพทย์ ก็มีแต่ยาแผนปัจจุบันที่มีราคาแพง ซึ่งจะต้องนำเข้า จากต่างประเทศทั้งหมด ทั้งในรูปยาสำเร็จรูปหรือวัตถุดิบ อีกทั้งยังพบว่ามีผลข้างเคียงสูง ทางเลือกอีกทางหนึ่งของผู้ป่วยโรคมะเร็ง จึงหันมานิยม ใช้สมุนไพรพื้นบ้านเพื่อนำมารักษา โรคมะเร็งที่เป็นอยู่
สมุนไพรจากประเทศจีนชนิดหนึ่งซึ่งมีผู้นำมาเผยแพร่ ประมาณ 30 ปี
มาแล้วและปัจจุบันก็ยังคงนิยมใช้อยู่อย่างแพร่หลาย คือหญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่ง หรือเรียกชื่อ ภาษาจีนว่า เล่งจือเฉ้า หญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่งหรือเล่งจือเฉ้า มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Murdania loriformis (Hassk) Rolla Rao et Kammathy อยู่ในวงศ์ Commelinaceae เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว แต่ไม่ใช่พืชในวงศืหญ้าทั่วไป เป็นไม้ล้มลุก สูง ประมาณ 7-10 ซ.ม. และอาจสูงได้ถึง 20 ซ.ม. ใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ความยาวไม่เกิน 10 ซ.ม. ดอกออกเป็นช่อที่ ปลายยอด รวมกันเป็นกระจุกแน่น [...]
Tags:
ความเป็นพิษ,รักษามะเร็ง,สถาบันมะเร็งแห่งชาติ,หญ้าปักกิ่ง,หญ้าเทวดา,เล่งจือเฉ้า
read more
----------------------------------------------------------------
มะเร็งปอด12
เป็นมะเร็งที่ปอดแต่ผ่าไม่ได้เพราะเป็นเนื้อร้าย เลยต้องใช้เคมีบำบัด เข็มที่ 1 มีอาการแพ้มาก เข็มที่ 2 ยิ่งแย่ลงอีก เริ่มทานหญ้าเทวดา (หญ้าปักกิ่ง)
กลับมาให้คีโมต่อเข็มที่ 3-4 ไม่มีอาการแพ้อีกเลย แถมก้อนเนื้อและจุดตามปอดหายไปหมด… คุณพ่อของดิฉันป่วยเป็นมะเร็งที่ปอด เวลาพูดจะมีอาการไอ ต่อมาพูดก็ไอ ไม่พูดก็ไอ จึงพาไปตรวจที่ ร.พ.ศิริราช คุณหมอบอกว่าต้องผ่าตัดเพราะมีเนื้องอกที่ปอด หลังผ่าตัดอาการไอก็ยังไม่หาย กลับไอมากขึ้นจนนอนไม่ได้ อาหารก็ทานไม่ลง จึงถามคุณหมอว่าเป็นอะไรกันแน่ คุณหมอก็บอกว่าที่ผ่าตัดนั้นไม่สามารถเอาก้อนเนื้อออก เพราะเป็นเนื้อร้ายผ่าออกไม่ได้ จึงให้รักษาทางเคมีบำบัด (เคโม) ระหว่างรอให้เคโมก็มีอาการอื่นแทรกซ้อนตลอดเวลา ช่วงเวลาที่นอนรอให้เคโมประมาณ 1 เดือน น้ำหนักลดลง 11 ก.ก. กินไม่ได้นอนไม่หลับ มีอาการเหนื่อยหอบตลอดเวลา บางครั้งต้องพ่นยา และใช้เครื่องช่วยหายใจวันละหลายครั้ง
Tags: มะเร็ง,มะเร็งปอด,หญ้าปักกิ่ง,หญ้าเทวดา
read more
-------------------------------------------------------
ดูแลตัวเองเมื่อเป็นมะเร็ง
(6) การปรุงหญ้าปักกิ่ง (2) ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหญ้าปักกิ่ง (10)
ความรู้เกี่ยวกับมะเร็ง (4) ประสบการณ์หญ้าปักกิ่ง (5) มะรุม (3) สมุนไพรน่ารู้
(3) หญ้าปักกิ่งสด-สำเร็จรูป (1) หมอเส็ง: อ่านดูแล้วมีประโยชน์มากครับ
อาศัยหลักการใช้ธรรมชาติเข้ามาช่วยในการต� seang: รางจืดชนิดต้นมีหรือเปล่าครับ
ถ้ามีลักษณะเป็นแบบไหน มีคุณประโยชน์ทาง� ตรงๆๆ: มีคนแนะนำ ใบ ฮวาน ง็อก นะคะ
สำหรับมะเร็งปอด ลองดูอีกทาง เป็นทางเลือก
------------------------------------------------------------

ผมรักษามะเร็งด้วยตนเอง
โดยวิธีธรรมชาติบำบัด ได้ผลมาก หายเป็นปกติมา 7 ปีแล้วครับ12นายมนตรี อติพยัคฆ์
ป่วยเป็นมะเร็ง ลำไส้ใหญ่ ระยะที่ 3 หลังจากผ่าตัดลำไส้ส่วนที่เป็นมะเร็งออก
เซลล์มะเร็งได้ลุกลามต่อมน้ำเหลืองไปแล้วมีโอกาสมากที่จะกระจายสู่จุด
อันตรายที่สุดคือตับ และอวัยวะส่วนต่างๆในช่องท้อง
แต่ก็ได้ตัดสินใจรักษาโดยธรรมชาติบำบัดทันที (ยุทธศาสตร์ 4 อ.)
โดยไม่ขอรับเคมีบำบัดและรังสีรักษาตามแผนการรักษาของแพทย์
ซึ่งในกรณีเช่นนี้ในความเห็น ของแพทย์สรุปว่าโอกาสที่จะอยู่รอดถึง 2
ปีหลังการผ่าตัดอาจจะต่ำกว่า 50% ซึ่งก็มีเหตุผลที่ต้องเชื่อ
แต่ผมก็เชื่อใน”ทางเลือกใหม่”ว่าอาจจะทำให้ผมอยู่ได้เป็นสิบปี
ซึ่งก็เกินพอแล้วสำหรับสภาวะเช่นนี้ แต่ถ้าจะอยู่ได้
ต่อไปอีกก็เป็นเรื่องที่ดีในการใช้ชีวิตต่อไปอย่างสงบสุข
ผมตัดสินใจใช้ทฤษฏีบำบัดมะเร็ง ของ นพ.แมกซ์ เกอร์สัน บิดาแห่งนักธรรมชาติบำบัด
และจากหลักการของอาหารแมคโครไบโอติกส์ มาดัดแปลงรักษาตนเองให้เป็น วิถีไทยๆ
ด้วยวิธีคิด ด้วยเหตุด้วยผลจนเกิดความเชื่อมั่นว่าถ้าใช้วิธีนี้ต้องไม่ตายแน่
เอาชีวิตตัวเองเดิมพันเลย
ผมได้ตรวจเช็คเลือด CEA (Carcinoembryonic Antigen) ทุก 3 เดือน
ที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติหลังการผ่าตัด ค่าของ CEA ขึ้นๆลงๆ
เคยอยู่ในระดับปกติดีที่สุดที่ 1.1 ng/ml สูงกว่าปกติที่ 5.1 และกลับมาที่ 4.4
และสูงขึ้นไปที่ 8.7 (ก่อนผ่าตัดขึ้นกว่า 40) การเจาะเลือด CEA นั้นเป็นการตรวจหา
Antigen ของเซลล์มะเร็งบางชนิด โดยเฉพาะลำไส้ใหญ่
คนปกติที่ไม่สูบบุหรี่จะมีค่าไม่เกิน 5 หน่วย ถ้ามีมะเร็งก็อาจขึ้นไปอีก ถ้าถึง 10
หน่วยก็ควรต้อง CT-Scan ดูแล้ว ถ้าถึง 20 หน่วยก็อาจจะเริ่มลุกลาม ถ้าขึ้นไปเป็น
100 เป็น 1000 ก็ถึงขั้นแพร่กระจาย (Metastatis) มะเร็งระยะเริ่มต้นนั้นค่าของ CEA
ไม่มีอะไรคงที่ ตัวเลขบ่งชี้อาจขึ้นอยู่กับปริมาณสารก่อมะเร็งในร่างกาย
รวมทั้งสภาวะต่างๆในร่างกายและจิตใจ ซึ่งเรื่องนี้เราก็สามารถควบคุมได้ระดับหนึ่ง
จึงไม่ยึดเอา CEA เป็นเหตุให้เครียด แต่จะดูว่าสุขภาพตัวเองเป็นอย่างไร ดีขึ้น
แข็งแรงขึ้นหรือเปล่า มีชีวิตที่ปกติสุขหรือเปล่า ยังกินได้นอนหลับ น้ำหนักไม่ลด
คุณภาพชีวิตยังดี ก็ถือว่าเราควบคุมมะเร็ง
ให้หยุดนิ่งได้บ้างก็น่าจะสบายใจสบายกายขึ้นบ้างไม่ใช่หรือ ซึ่งผมก็เป็นเช่นว่านี้
ที่เป็นเช่นนี้ผมเชื่อว่า
เป็น เพราะการทานอาหารมังสวิรัติและการปฏิบัติตัวตาม “ยุทธศาสตร์ 4อ.” ของผมนั่นเอง
ผู้ปฏิบัติควรเรียนรู้ วิธีกินอาหารมังสวิรัติให้ได้สารอาหารครบ เหมือนกับอาหารปกติ
ไม่ต้องกลัวขาดโปรตีน (ไม่เช่นนั้น ช้าง ม้า วัว
ควายมันจะเติบโตได้อย่างไร)ความจริงแล้วเซลล์ในร่างกายผลิตกรดอะมิโนได้ 14ชนิด
ต้องการจากอาหารอีก 8 ชนิด คนที่ทานมังสวิรัติ ถ้ารู้หลักก็จะได้สารอาหารครบ 5
หมู่อยู่แล้ว แพทย์ปัจจุบันมัก จะแนะนำผู้ป่วยมะเร็งให้ทานอาหาร 5 หมู่
แต่ไม่บอกว่าควรจะลดละเลิกอะไรบ้าง แถมบางท่านยังบอกว่าให้ทานเนื้อนมไข่
หมูเห็ดเป็ดไก่ได้ตามสบายเสียอีก(เพื่อจะได้มีเรี่ยวแรงสู้กับเคมีบำบัด
และได้รับเม็ดเลือดขาวที่ถูกทำลายจากคีโมมาชดเชย)
ผู้ป่วยมะเร็งหลายคนได้รับการผ่าตัดก้อนมะเร็งออกไปแล้วแต่กลับไปทานอาหาร
ประเภทเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม
กลับไปกินเนื้อสัตว์ประเภทเนื้อแดงที่ให้โปรตีนและไขมันสูง(ไปบำรุงให้เซลล์
มะเร็งเติบโตอีก) เริ่มแตะเหล้า เบียร์ บุหรี่ กินอาหารสารพิษปนเปื้อน
กินเนื้อสัตว์ปิ้ง ย่างไหม้เกรียม รมควัน (เริ่มสะสมสารก่อมะเร็งอีก)
วันดีคืนดีมะเร็งก็เลยกลับมา
รู้ตัวอีกครั้งก็สายเกินแก้เสียแล้วนี่แหละการที่แพทย์ปัจจุบันไม่เปิดใจ
กว้างให้กับความสำคัญของ “โภชนบำบัด” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการ
แพทย์ ทางเลือก (Altanative Medicine) ทำให้การรักษามะเร็งอาจถึงทางตันได้
ดังนั้นการแพทย์แบบ ประสมประสาน (Integrated Medicine)
ซึ่งใช้การแพทย์ปัจจุบันเป็นหลักและการแพทย์ทางเลือกมาเสริมจึงเป็น
ทางออกที่ดีที่สุดในยุคแห่งบูรณาการ
หลัง ผ่าตัด : ผมย้ายมาเจาะเลือดติดตามผล CEA
และตรวจระบบทางเดินอาหารด้วยเครื่องมือต่างๆที่ รพ.ใกล้ บ้าน (ใช้บริการ 30 บาท ฯ)
การบำบัดด้วยตนเองยังคงใช้ “ยุทธศาสตร์ 4อ.” สนับสนุนด้วย “หญ้าเทวดา”
หลังผ่าตัด 1 ปี : CEA ขึ้นมาที่ 8.7 ng/ml ตรวจ CT-Scan พบก้อนเนื้อ 4×2
ซ.ม.ในลำไส้ใหญ่ส่วนต้น หมอนัด อีก 2 อาทิตย์ให้ไปทำ Colonoscopy
(ส่องกล้องลำไส้ใหญ่) ผมมีความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างสูงที่จะต้องทำให้ก้อน
เนื้อนั้นหายไปให้ได้ด้วยพลังแห่งระบบภูมิคุ้มกัน(Immune System) จึงเร่งปฏิบัติ
“ยุทธศาสตร์ 4อ.”อย่างเข้มข้น จริงจัง บูรณาการระบบชีวิตประจำวันใหม่ตาม “หลัก10
ข้อ สู้มะเร็ง” ทานอาหารแบบชนิดต้านมะเร็งอย่างเคร่งครัด
พร้อมทั้งทานวิตามินเอเบต้าแคโรทีน วิตามินซี-ดี-อี หญ้าเทวดา(ปักกิ่ง)
ผักใบเขียวทั้งสดและนำมาปั่นทานวันละหลายครั้ง ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ
ทำจิตใจให้มั่นคง ตัดความหวาดหวั่น วิตกจริต
เชื่อมั่นและศรัทธาในแนวทางที่ตนเองบำบัด อยู่ด้วยพลังใจ
คิดๆๆๆว่าก้อนมะเร็งต้องหายไป และทั้งหมดนี้ก็ประสบผลสำเร็จ
วันส่องกล้องไม่พบเนื้องอกในลำไส้ รอดพ้นผ่าตัดครั้งที่สองไปอย่างปาฏิหาริย์
หลังจากนั้นอีก 2 เดือนก็ไปตรวจเลือดอีกครั้งอีกครั้งปรากฏว่าค่า CEA
ออกมาเยี่ยมมากแค่ 1.8 ng/ml ตัวเลขต่ำน่าพอใจมาก(ค่าปกติ 0-5 ng/ml)
หลังจากนั้นอีก 3 เดือนก็ไปตรวจ CEA อีก ปรากฏว่าผลออกมายิ่งดี อยู่ที่ 1.1 ng/ml
(เหตุที่มะเร็งกลับมาในครั้งนั้นสงสัยว่าอาจจะเป็นเพราะผมกลับไป กินเนื้อปลาอีก
เหมือนกับกรณีที่หมออารีย์เผลอตัวไปกินไก่ย่างส้มตำ หรือ อาจารย์หม่อม(ธันย์
โสภาคย์)ชล่าใจ กลับไปกินเนื้อปลา และขนมหวาน)
การตรวจ ครั้งสำคัญ : (18/03/47)
เป็นการตรวจครั้งสำคัญในโอกาสที่ครบสองปีหลังการผ่าตัด ปรากฏว่า ค่า CEA
ดีเยิ่ยมอยู่ที่ 1.4 ng/ml ผลการตรวจการทำหน้าที่ของตับ LFT (Liver Function Test)
และ Ultrasound ช่องท้องออกมาปกติ ผล x-ray ปอดปกติ
ก็เป็นอันว่าผมอยู่ในภาวะที่ปกติแน่นอนแล้ว
ดีใจมากที่ตัดสินใจได้ถูกต้องในการรักษามะเร็งด้วยตนเองด้วยความเชื่อมั่นใน
ด้านธรรมชาติบำบัด และด้วยจิตใจที่มั่นคง เชื่อมั่นในวิธีคิดวิธีปฏิบัติของตัวเอง
..(การตรวจเลือด 22/6/48 ผลยังออกมาดีมาก ค่าCEA อยู่ที่ 1.7 ng/ml )
ปัจจุบัน : สุขภาพร่างกายเป็นปกติแล้ว
ไม่มีอะไรบ่งบอกหรือส่งสัญญาณว่ามะเร็งจะกลับมา เรื่องตรวจ CEA ก็เลยเลิกลากันไป
สภาพร่างกาย : กินได้ นอนหลับ แข็งแรง รูปร่างดี (ได้น้ำหนักสัมพันธ์กับส่วนสูง)
ระบบขับถ่ายดีเยี่ยม ดีกว่า ก่อนเป็นมะเร็งลำไส้เสียอีก
(อาหารมังสวิรัติช่วยได้มาก) …. ลาก่อนอาหาร/ขนมที่ทำจากเนื้อสัตว์ แป้งขัดขาว นม
เนย ไข่ น้ำตาลทรายขาว กะทิ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่มีเส้นใยอาหาร (Fibre)
และบางชนิดมีไขมันชนิดไม่ดีและสารปนเปื้อนเป็นเหตุให้ท้องไส้ผิดปกติ ท้องผูก
แน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเสีย ปวดท้อง
…. ขอลาอย่างถาวรเลยอาการทั้งหลายที่ว่านั้น !
สุขภาพ : สุขภาพทั่วๆไปอยู่ในระดับที่ดี (ดีกว่าเพื่อนๆที่ไม่ได้เป็นมะเร็งในวัยเดียวกันหลายคน) ผลพลอยได้จากการรักษามะเร็งด้วยธรรมชาติบำบัด นอกจากมะเร็งจะหายแล้วยังทำให้ร่างกายเป็นเขตปลอดเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันอุดตันในเส้นเลือด เข่าเสื่อม ไตเสื่อม อวัยวะต่างๆก็ทำหน้าที่ปกติ เช่น ปอด ตับ หัวใจ ฯลฯ ภูมิคุ้มกันแข็งแรงทำให้ร่างกายไม่เสื่อมสมรรถภาพ เลือดลมดี โรคภัยไม่ค่อยมารบกวน แม้กระทั่งไข้หวัดจะมีบ้างก็เป็นปี
สภาพจิตใจ : สงบ สบาย ไร้กังวล มีความมั่นใจว่าตัวเองได้หายจากโรคมะเร็งแล้ว

กิจวัตรประจำวัน :
เช้ามืด ออกกำลังกายบริเวณสวนที่เต็มไปด้วยแมกไม้สีเขียวแหล่งฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ โดยการจ็อกกิ้ง ประมาณ 1 ก.ม. เสร็จแล้วพักสูดอากาศยามเช้า (นำออกซิเจนสดๆเข้าไปให้ปอดฟอกเลือดเก่าซึ่งมีสีดำเพื่อจะ
ได้เลือดใหม่สีแดงสมบูรณ์ด้วยออกซิเจนส่งไปให้หัวใจสูบฉีดไปทั่วร่างกาย) หลังจากนั้นออกกำลังกายต่อ เริ่ม ต้นด้วย ซิทอัพ-sit-up บริหารหน้าท้อง แกว่งแขนบริหารลมปราณ ดัดเนื้อดัดตัวอีกนิดหน่อยตามรูปแบบของโยคะ ชาร์จจักระ(พลังจักรวาล)เป็นอันจบการบริหารกายและจิต เสร็จแล้วก็เดินเล่นในสวนพร้อมสุนัข กลับเข้าบ้านทานหญ้าเทวดา(ปักกิ่ง) 3
เม็ดก่อนอาหารเช้าซึ่งประกอบด้วย โจ๊กข้าวกล้อง ซุปมิโสะ(เต้าเจี้ยวบดญี่ปุ่น)ผสมสาหร่ายญี่ปุ่นวากาเม่ะ ขนมปังโฮลวีทปิ้ง 2 แผ่น กล้วยน้ำว้า 2 ลูก หลังอาหารเช้าทานว่านรางจืด 3แคบซูล
(ทั้งหญ้าเทวดาและว่านรางจืดทานวันละ 3 มื้อก่อน/หลังอาหาร ทาน 7 วัน เว้น 4 วัน) ทำ ดัท็อกซ์-Detox อาทิตย์ละ 2 ครั้งจาก นั้นก็หาอะไรทำเพลินๆเช่น รดน้ำต้นไม้ ตัดแต่งกิ่งใบ ใส่ปุ๋ย พรวนดิน กวาดใบไม้
ล้างรถบ้าง ซักผ้า รีดผ้าบ้าง เปิดทีวีดูรายการข่าว อ่านหนังสือพิมพ์
เสร็จแล้วก็ดื่มน้ำเต้าหู้(จืด)ผสมลูกเดือย ทานกับ Cornflakes(ข้าวโพดอบเป็นเกล็ดๆ) อาบน้ำ สวดมนต์ทำวัตรเช้า นั่งสมาธิประมาณ 1 ชั่วโมง ทำอาหารกลางวัน (ก๋วยเตี๋ยวน้ำเส้น ข้าวกล้อง) ผัดมักกะโรนีบ้างสปาเก็ตตี้บ้าง
ดิ่มน้ำปั่นแครอท,ฟักทอง,ข้าวโพด ,งาดำ บางครั้งก็มีหัวมันต้มสีม่วง(มันต่อเผือก) ทานทั้งเปลือก ฟักทองนึ่ง
หลังจากนั้นก็พักผ่อน ดูทีวี อ่านหนังสือทั่วๆไปบ้าง เข้าอินเตอร์เน็ตบ้าง โทรศัพท์บ้าง จนบ่ายแก่ๆก็ทานผลไม้(ไม่หวาน) ขนมขบเคี้ยวต่างๆที่ทำจากธัญพืช น้ำผักสุขภาพ ถึงเวลาทานอาหารเย็นก็จะทานข้าวบ้างละ เป็นข้าวซ้อมมือแท้ๆ (สีน้ำตาลเข้ม) หุงรวมกับถั่วแดงและลูกเดือย(เพื่อเพิ่มกรดอมิโนให้ครบถ้วน) หุงสุกแล้วโรยด้วยจมูกข้าว งาดำคั่วทานกับต้มจับฉ่ายสลับกับสตูซึ่งมีส่วนผสมหลักคือ แครอท มันฝรั่ง มันเทศ ฟักทอง ผสมถั่วแดง ถั่วแขก ถั่วลันเตา นอกจากนั้นก็จะมีแกงส้ม แกงเลียงกินได้เป็นอาทิตย์ บางครั้งก็มีอย่างอื่น เช่นผัดปรุงรสต่างๆ เนื้อเทียมต่างชนิดทำด้วยโปรตีนเกษตร ผสมเห็ด ข้าวโพด หรือทำด้วยแป้งผสมถั่วเหลือง หัวบุกและแครอต นำมาผัดซ้อสต่างๆ อร่อยมากจากนั้น ก็ออกไปเดินสูดอากาศบริสุทธิ์ กลับมาทำโยคะ จนกระทั่งใกล้ค่ำจึงกลับมาสวดมนต์ทำวัตรเย็น นั่งสมาธิ รักษาตัวเองด้วยพลังจักวาล เสร็จแล้วก็อาบน้ำ พักผ่อนดูทีวี ดื่มน้ำเต้าหู้เปิดวิทยุฟังเพลง ดูหนังที่เช่ามา อ่านหนังสือ จนถึงเวลานอนประมาณ ห้าทุ่มทุกวัน
ทั้งหมดเป็นกิจวัตรธรรมชาติบำบัดประจำวัน
จะเห็นได้ว่าครบ 4 อ. คือ อารมณ์ อาหาร อากาศ ออกกำลังกาย
สำหรับกิจกรรมพิเศษก็มีอีกหลายอย่าง เช่น เช้าวันเสาร์อาทิตย์ต้องใส่บาตรพระสงฆ์ที่เดินมาหน้าบ้าน ว่ายน้ำ แล้วขับรถเข้าเมืองไปทานอาหารเที่ยงที่ชมรมมังสวิรัติจตุจักร เดินเลยไปที่ตลาดนัด ดูไม้ดอกไม้ประดับที่นำมาขาย
ไปดูเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้ายทอมือย้อมสีด้วยเปลือกไม้ธรรมชาติ
บางครั้งก็ถือโอกาศนั่งรถไฟใต้ดินที่สถานีใกล้กันเข้าไปเดินเล่นในเมืองแถวๆ สีลม ไปศูนย์ประชุมฯสิริกิติ์ ชมนิทรรศการที่สนใจ แวะพักผ่อนที่สวนเบญจกิติที่อยู่ติดกัน บางครั้งก็ไปห้างสรรพสินค้า ไปดูหนัง ดูหนังสือที่น่าสนใจ นานๆทีก็ไปพักผ่อนสัมผัสธรรมชาติแถวเหนือๆที่ชอบโดยเฉพาะเชียงใหม่ กิจวัตรและกิจกรรมของผมแบบนี้แหละทำให้จิตใจร่าเริงเบิกบาน
------ผลที่ได้ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ทรงประสิทธิภาพ เพิ่มปริมาณเซลล์
เม็ดเลือดขาวที่แข็งแกร่ง กระหายที่จะรุมกินโต๊ะเจ้าพลพรรคมะเร็ง
…เจ้า พวกเซลล์มะเร็งทั้งหลายเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เจอเข้าไป 2 เด้ง !
ไหนจะถูกเซลล์เม็ดเลือดขาวของผมตามไล่ล่าชีวิต ไหนจะถูกตัดขาดจากอาหาร ชูกำลังประเภท หวาน มัน เค็ม ก็เลยหมดสภาพ กลับไปหมกเม็ดซ่อนตัว รอที่จะได้อาหาร บำรุงบำเรอให้แข็งแรงเพื่อจะได้กลับมาล้างแค้น (ไม่ต้อง หวังหรอกนายมะเร็ง!)
--------ข้อคิดที่ได้ : ความรู้สึกของผมในระหว่างที่กำลังเป็นเป็นมะเร็ง
เคยคิดเหมือนกันว่าชีวิตกำลังดำเนินอยู่ที่ปลาย สุดของปากเหว
พร้อมที่จะร่วงหล่นลงไปสู่ความตายได้ทุกเมื่อ แต่ในทางกลับกันถ้ามีสติ
ปัญญาและพลังใจใน การต่อสู้กับมะเร็งอย่าง”รู้เขารู้เรา”
ชีวิตที่อยู่คู่กับมะเร็งก็อาจจะมีคุณภาพ สภาพของเหวที่น่ากลัวก็อาจจะค่อยๆ
ตื้นเขินจนเป็นพื้นที่ธรรมชาติสวยงามที่ให้ความสดชื่นรื่นรมย์
เติมเต็มชีวิตที่เหลือให้มีความหวังครั้งใหม่ได้
หมายเหตุ : แนวทางรักษามะเร็งของผมเป็นแนวทางที่ใช้ธรรมชาติบำบัด
ผลดีที่เกิดกับผมนั้นอาจจะแตกต่างกับ ผู้ป่วยรายอื่นที่มีความไม่เหมือน
กันทั้งในสภาพร่างกาย จิตใจ สภาพแวดล้อม ความมุ่งมั่น ความเพียรพยายาม การตัดสินใจในกรณีต่างๆเป็นวิธีคิด วิธีปฏิบัติของผม เป็นเรื่องเฉพาะตัว แม้กระทั่งการตัดสินใจไม่ใช้เคมีและรังสีบำบัด ผู้ป่วยท่านอื่นๆจึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์แผนปัจจุบันเป็นหลัก
-----ถ้าจะใช้การแพทย์ทางเลือกก็ต้องใช้ดุลพินิจและวิจารณญาณของท่านตลอดจนผู้ให้การปรึกษาของท่านเป็นหลัก เพราะมีผู้ที่แอบอ้างเป็นแพทย์ทางเลือกบางคนมีพฤติกรรมที่ไม่จริงใจต่อผู้ ปวยโดยให้ข้อแนะนำอย่างฉาบฉวย มุ่งที่จะขายวิตามิน ในราคาที่ค่อนข้างสูงอย่างเดียว ขายกันเป็นชุดประกอบด้วยวิตามินสิบกว่าชนิด กินกันวันละเป็นหมื่นๆมิลลิแกรม หมดแล้วให้มาซื้อใหม่ ไม่รู้จบ ผู้ป่วยบางรายหมดเงินไปหลายหมื่นบาท
ซึ่งไม่ต่างจากแพทย์แผนปัจจุบันหลายท่านที่ไม่มี ความจริงใจและความเป็นกันเองต่อผู้ป่วยคิดอย่างเดียวที่จะเสนอการใช้ยาเคมี ชนิดต่างๆที่แพงแสนแพงต่อผู้มีฐานะดี ใช้ครั้งละเป็นหมื่นเป็นแสนบาท บางคนหมดไปกว่าสิบล้านแต่กลับมีอาการทรุดลงเรื่อยๆส่วนผู้ป่วยที่มีฐานะยากจนแพทย์ก็จะ กำหนดให้ใช้ยาเคมีแบบพื้นๆโดยตัวแพทย์เองก็รู้ทั้งรู้ว่าโอกาศที่มะเร็งจะ หายได้โดยวิธีดังกล่าวนี้มีเปอร์เซ็นต์ที่ค่อนข้างน้อย ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในฐานะของผู้ป่วยทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในการ รักษาโรคทั้งหลายโดยเฉพาะโรคร้ายอย่างมะเร็ง! ธรรมาภิบาล และจริยธรรมยังเป็นปัญหาในวงการแพทย์ปัจจุบัน ผมเองไม่ได้ต่อต้านในเรื่องนี้เพราะทั้งวิตามินสำเร็จรูปและยาเคมีก็มี ประโยชน์ไม่มากก็น้อย แต่ทุกอย่างมันอยู่ที่ความ พอเหมาะพอควรในสถานภาพของแต่ละคน ผมเองก็ไม่ได้กินวิตามินสำเร็จรูป และไม่ได้ใช้ทั้งคีโมและฉายแสงด้วย แต่ผมก็อยู่ได้มาถึงวันนี้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ครบถ้วนโดยการใช้ปฏิบัติการ ทางธรรมชาติบำบัดอย่างเคร่งครัด เชื่อมั่น แน่วแน่ ศรัทธาในหนทางนี้อย่างมั่นคง.ณ วันนี้ถึงแม้ว่าผมจะอยู่ในสภาวะที่ปกติแล้วก็ตาม แต่จะยึดแนวธรรมชาติบำบัดต่อไปในการดำเนินชีวิต ไม่เช่นนั้นมะเร็งอาจกลับมาอีกรอบซึ่งเป็นไปได้มาก เห็นมามากแล้ว ความประมาท กับ ความตาย เป็นของคู่กัน !
(Visited 10,515 times, 54 visits today)
พิมพ์หน้านี้ | 10,066 views
« คำเตือนจากคุณหมอ
ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งเซลล์และความเป็นพิษของหญ้าปักกิ่งต่อเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว
»Tags: ธรรมชาติบำบัด, รักษามะเร็ง, สมุนไพรบำบัด, หญ้าปักกิ่ง, หญ้าเทวดา,
เล่งจือเฉ้า



Share3
12 Comments to “ผมรักษามะเร็งด้วยตนเอง โดยวิธีธรรมชาติบำบัด ได้ผลมาก
หายเป็นปกติมา 7 ปีแล้วครับ”
ปภัสสรา says:
August 10, 2010 at 4:13 pm
อยากได้ความรู้เพิ่มเติมและขอเบอร์โทรศัพท์ด้วยค่ะ
ปภัสสรา says:
August 10, 2010 at 4:14 pm
เพราะตอนนี้คุณพ่อเป็นมะเร็งผิวหนังและลามเข้าต่อมนำเหลืองนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า
ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศภาคม 2553 ถึง ปัจจุบัน
ปภัสสรา says:
August 10, 2010 at 4:22 pm
กรุณาตอบด้วยนะค่ะเป็นทุกข์ใจมากเลยค่ะ ไม่รู้จะไปปรึกษาใครดี
Anonymous says:
August 11, 2010 at 2:38 pm
ใจเย็นเย็น นะคะ แนะนำให้อ่านหนังสือ ชีวจิต ของ ดร สาทิส อินทรกำแหง
หรือ ของ บัลวี หมอ บรรจบ
http://www.cheewajit.com/index.aspx
มีตย. ของคนหายจากมะเร็ง ค่ะ
http://www.balavi.com/content_th/nanasara/Con00055.asp
ให้อ่าน ธรรมะ ฝึก สติปัฏฐาน 4 นะคะ
http://www.supawangreen.in.th/article.php
http://www.wimutti.net/
จะได้สบายใจขึ้นค่ะ
pidchanun says:
September 27, 2010 at 11:12 pm
ตอนนี้แม่ป่วยเป็นมะเร็งปอดมาก็หลายปีแล้ว
แม่ชอบหายาทานเองเพราะไปหาหมอกับมาแต่กับสักพักกับดูแย่ลง แม่ตัวเหลืองซีด
แต่ตอนนี้กินมะรุมสกัดอยู่ก็ดีขึ้นแต่ก็ยังดูเหนื่อยๆอยู่ค่ะ
ถ้าจะให้แม่กินหญ้าปักกิ่งเสริมควบคู่ไปด้วยจะเป็นไรไหมค่ะ
รบกวนช่วยตอบหน่อยนะค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ
วรพล says:
October 9, 2010 at 6:21 pm
ผมเป็นคนหนึ่งที่มีโรคภัยความเจ็บปวดรุมเร้าหลายอย่าง ภูมิแพ้ เหนื่อย
ปวดเนื้อตัว เวลายกของหรือทำงานที่ใช้กำลัง จะปวดเจ็บกล้ามเนื้อ
ระบบการหายใจถดถอย คล้ายหอบหืด แน่นหน้าอก เหมือนมีอาการหดเกร็ง เป็นหวัดเรื้อรัง
เป็นโพรงไซนัสอักเสบ
admin says:
October 9, 2010 at 10:53 pm
ลองทานหญ้าปักกิ่งดูนะคะ เค้าช่วยเรื่องเสริมภูมิคุ้มกันค่ะ
ดังนั้นจะช่วยได้หลายด้าน
แต่อย่าลืมพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุด้วยนะคะ
ขอบคุณค่ะ
ศรัณยู says:
November 8, 2010 at 2:13 pm
แม่ผมป่วยเป็นมะเร็งปอดเหมือนกันครับ คืออย่างนี้นะครับ ผมอยากให้พวกเรา หมายถึงเราเป็นคนที่ดูแลคนป่วย คืออยากให้พวกเรามีเบอร์โทรติดต่อกันนะครับ
ในกลุ่มของโรคนั้นๆ เช่น
1.กลุ่มผู้ป่วยมะเร็งปอด มี คุณ A คุณ B คุณ C ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ดูแล ซึ่งสามารถ
โทรปรึกษากันได้ ในเรื่องของวิธีการดูแลผู้ป่วย อะไรที่ทำไปแล้วดี หรือ
สิง่ที่ต้องระวัง ประมาณนั้นครับ เพื่อที่ว่าเราจะได้ไม่ต้องลองผิดลองถูกกัน
เพื่อนคนที่เรารักครับ
ปล.สุดท้ายนี้ถ้ากลุ่มผู้ดูแลผู้ป่วย ในกลุ่มนี้ (มะเร็งปอด) ต้องการแนะนำ
อะไรติดต่อหรือทิ้งเบอร์โทรไว้ทาง mail นี้นะครับ saranyu.s[at]hotmail.com
ขอให้ทุกคนช่วยกันให้ข้อมูลกันนะครับ เพื่อคนที่เรารัก ขอบคุณครับ
Numpang says:
December 5, 2010 at 7:56 pm
พ่อ มีอาการผิดปกติด เรื่องหายใจ หอบและเหนื่อยง่าย
เพราะมีน้ำมาขังที่เยื้อหุ้มปอดตลอด ตอนนี้รอผลการตรวจหาเชื้ออยู่ค่ะ
จึงอยากศึกษาเรื่อง หญ้าเทวดา ไว้เพื่อช่วย
ให้อาการพ่อทุเลาลง เห็นแล้วสงสารมากๆ คะ
อรลักษณ์ says:
December 16, 2010 at 4:33 pm
ถ้าเป็นมะเร็งปากมดลูก กินน้ำหญ้าปักกิ่งจะช่วยได้ไหม หรือ
สมุนไพรตัวไหนบ้างที่สามารถช่วยให้อาการทุเลาลง ใครให้ข้อมูลได้ช่วยด้วยนะคะ
จะขอบคุณมากคะ
นอ้งพร says:
December 29, 2010 at 9:17 pm
อยากรบกวนถามว่า
ตอนนี้พอดีอยากมีบุตรเลยไปหาคุณหมอที่จุฬาคุณหมอขอดูมดลูกว่ามี่ไข่=เลยเจอแจ๊กพ็อต จ๊ะเอ๋ เนื่องอก3cm.อยากทราบว่าตอ้งทำอย่างไง
กินหญ้าปักกิงจะหายไหมค๋ะ!(ซึ่งหมอบอกว่าเป็นปกติที่ญ.10คนจะเป็น2คนในอายุ35ปีขึ้นไปในยุคนี้)แต่ก็รู้สึกไม่ดีอยู่ดีแหละว่าไม!
-------------------------------------------------------------
HIV การดูแลตัวเองเมื่อเป็นมะเร็ง การทำน้ำหญ้าปักกิ่ง การปลูกหญ้าปักกิ่ง
ข้อควรรู้เกี่ยวกับมะเร็ง ความเป็นพิษ ดอกมะรุม ฝักมะรุม ภูมิคุ้มกันบกพร่อง มะรุม
มะรุมแห้ง มะเร็ง มะเร็งคืออะไร มะเร็งตับ มะเร็งที่ม้าม มะเร็งปอด มะเร็งมดลูก
มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งในคอ มะเร็งในตับ ยับยั้งเซลล์มะเร็ง
รักษามะเร็ง รักษาโรค รางจืด วิธีรับประทานหญ้าปักกิ่ง สถาบันมะเร็งแห่งชาติ
สมุนไพร สมุนไพรบำบัด สมุนไพรไทย สรรพคุณ หญ้าปักกิ่ง สารต้านมะเร็ง หญ้าปักกิ่ง
หญ้าเทวดา ฮว่านง็อก เปลือกมะรุม เมล็ดมะรุม เม็ดมะรุม เม็ดเลือดขาว เล่งจือเฉ้า
เสริมภูมิคุ้มกัน เห็ดหลินจือ เอดส์ โสม ใบมะรุม


ตำรับ วัดคำประมง

พี่พัดณี รุนจักร ผู้ดูแลเรื่องการเตรียมยาพาเราเข้าไปดูในห้องเก็บสมุนไพร มีถุงและกล่องบรรจุสมุนไพรหลากชนิดวางเรียงเต็มชั้นวางของเป็นแถวยาว ส่วนถุงใบใหญ่วางอยู่ที่พื้นห้อง  สมุนไพรเหล่านี้มีทั้งที่เป็นแก่นไม้ รากไม้ เปลือกไม้ ส่วนของลำต้น ใบ ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นวัตถุดิบส่วนผสมที่นำไปต้มเพื่อปรุงยาแต่ละประเภทนั่นเอง

พี่พัดณีแกะเชือกมัดปากถุงให้เราดูสมุนไพรทั้ง ๙ ชนิด ซึ่งเป็นส่วนประกอบของ “ยอดยารักษามะเร็ง” สูตรที่หลวงตาปพนพัชร์คิดค้นขึ้น ได้แก่ หัวร้อยรู ไม้สักหิน ข้าวเย็นเหนือ-ข้าวเย็นใต้ โกศจุฬา-โกศเชียง กำแพง
เจ็ดชั้น ทองพันชั่ง เหงือกปลาหมอ ผีหมอบ และหญ้าหนวดแมว

ตลอดเวลาที่ผ่านมาหลวงตาปพนพัชร์ยินดีเปิดเผยสูตรยาดังกล่าวโดยไม่เคยคิดปิดบัง อีกทั้งนำไปใช้รักษาผู้ป่วยมะเร็งคนแล้วคนเล่า โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ

พี่พัดณีและลูกมือมีหน้าที่จัดสมุนไพรทั้ง ๙ ชนิดบรรจุห่อกระดาษสีน้ำตาล ส่วนหนึ่งส่งไปให้ผู้ป่วยที่กลับบ้าน

 

 


--------------------------------------------------------------------------------
 
NEW TIPS TODAY!! 

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ ขมิ้นชัน 
ขมิ้นชัน เป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ เนื่องจากมีคุณประโยชน์และงานวิจัยทางด้านการแพทย์กล่าวโดยสรุปได้ดังนี้
1. มีประโยชน์ต่อระบบทางเดินอาหาร โดยช่วยลดท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยย่อยอาหาร บำรุงตับ ลดการเจ็บป่วยจากโรคลำไส้เรื้อรัง
2. มีประโยชน์ต่อระบบหัวใจ หลอดเลือดหัวใจ และ สมอง โดยช่วยในเรื่องโรคหัวใจและหลอดเลือด ลดการตายของกล้ามเนื้อหัวใจและป้องกันเซลล์สมองตายจากการขาดเลือด
3. มีประโยชน์ในด้านการช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งหลายชนิด ได้แก่ มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเม็ดโลหิตขาว มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และอาจลดมะเร็งปากมดลูกอีกด้วย
4. มีประโยชน์ในด้านช่วยบำรุงสมอง และอาจช่วยเรื่องอัลไซเมอร์
5. ช่วยฆ่าเชื้อมาเลเรีย

ขมิ้นชันมี ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma longa Linn., Curcuma domestica Valeton. ชื่อวงศ์ Zingiberaceae  ชื่อท้องถิ่น ขมิ้นแกง, ขมิ้นชัน, ขมิ้นหยวก, ขมิ้นหัว, ขี้มิ้น, ยากยอ, สะยอ, หมิ้น ส่วนที่ใช้คือ เหง้าสดและแห้ง
ขมิ้นเมื่อใช้ภายนอก มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราและแบคทีเรียได้หลายชนิด แต่บทความนี้จะกล่าวเฉพาะ ประโยชน์ของขมิ้นที่ใช้รับประทานเท่านั้น

ประโยชน์และงานวิจัยทางด้านการแพทย์
ระบบทางเดินอาหาร 
ช่วยท้องอืดเฟ้อ ลดแผลในกระเพาะ ช่วยย่อยอาหาร บำรุงตับ ลดการปวดมดลูก ลดการเจ็บป่วยจากโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง
ขมิ้นชันช่วยแก้ท้องอืดเฟ้อด้วยการขับลม ( อ้างอิงที่  1 ) นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ( อ้างอิงที่   2, 3 ) และฤทธิ์ป้องกันตับอักเสบจากสารพิษอีกด้วย  ( อ้างอิงที่ 4, 5 ) จากผลทั้งหมดดังกล่าว ขมิ้นจึงมีผลช่วยบรรเทาอาการปวดท้องเนื่องจากแผลในกระเพาะได้ และช่วยแก้ท้องอืดเฟ้อและช่วยย่อยอาหาร

ระบบหัวใจและหลอดเลือดหัวใจและสมอง
เคอร์คิวมินในขมิ้น มีความเป็นสารต้านอนุมูลอิสระมากเพียงพอ และมีงานวิจัยในหนูทดลอง ว่าลดการเกิดปริมาณกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือดได้จริง โดยการวิจัยได้ทดลองผูกเส้นเลือดหัวใจ ให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย กลุ่มที่ได้รับสารเคอร์คิวมิน จะมีปริมาณกล้ามเนื้อหัวใจตายน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ( อ้างอิงที่ 6  ) 
ในทำนองเดียวกัน เคอร์คิวมินในขมิ้น มีผลในการป้องกัน เซลล์สมองตายจากการขาดเลือด ได้ จากกลไกการต้านอนุมูลอิสระ ไม่ได้เกี่ยวข้องใด ๆ กับการแข็งตัวของเกร็ดดเลือด ( อ้างอิงที่ 7  )
 
ขมิ้นช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งหลายชนิด
ปัจจุบันนี้ ขมิ้นได้รับการวิจัยมากขึ้น และพบว่า สามารถให้เสริมกับยาต้านมะเร็งได้เป็นอย่างดี เพราะช่วยกัน ทำลายเซลล์มะเร็งโดยกลไกอื่น ๆ อีกเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากยาต้านมะเร็ง ( อ้างอิงที่ 8 ) และขมิ้นยังได้รับคำแนะนำว่า น่าจะมีบทบาทในการป้องกันมะเร็งได้มาก เพราะมีกลไกป้องกันมะเร็ง โดยออกฤทธิ์ที่เอนไซม์ ระยะหนึ่งและสอง
( Phase I and II carcinogen-metabolizing enzymes )  ในการทำงานก่อมะเร็งของสารเหนี่ยวนำมะเร็งอีกด้วย     ( อ้างอิงที่ 9 ) 

เคอร์คิวมินในขมิ้น มีฤทธิ์ยับยั้ง และทำลายเซลล์มะเร็งของมนุษย์ได้หลายชนิด เช่น เซลล์มะเร็งตับ  เซลล์มะเร็งเม็ดโลหิตขาว T cell Leukemia  เซลล์มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ Bladder cancer cell เซลล์มะเร็งปอด ชนิด non small cell Carcinoma ทำให้มีการเสนอแนะว่า ขมิ้นชัน น่าจะมีบทบาทในการป้องกันมะเร็งปอดในผู้ที่สูบบุหรี่  เซลล์มะเร็ง ผิวหนัง ( melanoma ) เซลล์มะเร็งต่อมนำเหลือง Non-Hodgkin's lymphoma. เซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ ( Human colon adenocarcinoma  ) เซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก  เซลล์มะเร็งรังไข่ เซลล์มะเร็งเต้านม และเนื่องจากขมิ้นยับยั้ง ไวรัสหูด HPV ซึ่งเป็นสาเหตุหลักและปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูก ทำให้อาจจะมีที่ใช้ในการป้องกันมะเร็งปากมดลูก ( อ้างอิงที่  10-20  ) 

ขมิ้นบำรุงสมอง อาจจะช่วยเรื่องอัลไซเมอร์
ปัจจุบัน มีการค้นพบว่า โรคอัลไซเมอร์ หรือสมองเสื่อม มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมากในกลุ่มที่อายุน้อยลงเรื่อย ๆ และกลไกของการต้านอนุมูลอิสระ อาจมีบทบาทในการป้องกันการเกิดโรคนี้ได้ ซึ่งตอนนี้ ได้มีงานวิจัย ที่บอกว่า ขมิ้นก็เป็นหนึ่งในสมุนไพรที่น่าจะมีบทบาทในการป้องกันโรคนี้ ( อ้างอิงที่  21 )

ขมิ้นช่วยฆ่าเชื้อมาเลเรีย
สารสกัด เคอร์คิวมิน ในขมิ้น มีประสิทธิภาพที่ค้นพบทางการแพทย์เพิ่มเติมอีกหลายอย่าง เช่น พบคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อมาเลเรีย P Falciparum ทำให้ปัจจุบันมีการพัฒนาเพิ่มเติมที่จะนำมาใช้เป็นยารักษาหรือป้องกันมาเลเรีย (อ้างอิงที่ 22)  การทดลองในหนูพบว่า หนูที่ได้รับประทานเคอร์คิวมิน สารสกัดจากขมิ้น สามารถลดปริมาณ เชื้อมาเลเรีย ( P Falciparum ) ได้ 80 - 90% ( อ้างอิงที่ 23 )
โดยสรุป ขมิ้นชันจึงจัดเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์กว้างขวาง ปลอดภัยเพราะเป็นพืชผักสวนครัว และมีงานวิจัยทางการแพทย์รองรับมาก  เนื่องจากขมิ้นช่วยขับน้ำดี จึงมีข้อแนะนำไม่รับประทานในผู้ป่วยที่เป็นนิ่วในท่อน้ำดี

ปัจจุบันนี้งานวิจัยของขมิ้นชันยังมีตลอดเวลา  โดยมีแนวโน้มที่จะนำสารสกัดมาศึกษาเพิ่มเติม จึงเป็นสมุนไพรไทยที่น่าภูมิใจและน่าใช้สำหรับคนไทย อย่างไรก็ตามการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพจากขมิ้นชันควรเลือกจากผู้ผลิตที่ได้รับการรับรองหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิต ( Good Manufacturing Practice หรือ GMP ) เป็นอย่างน้อย รวมถึงมีการควบคุมคุณภาพของขมิ้นชันให้มั่นใจได้ว่า ผลิตภัณฑ์ขมิ้นชันนั้นมีค่าสารสำคัญคือ เคอร์คิวมิน ตามมาตรฐานกำหนด มีความปลอดภัย


มีญาตินำต้นฮว่านง็อกมาให้และท่านก็กินทุกวัน ร่วมกับเห็ดหลินจือและยาจีนที่หมอยาสั่งให้

ตอนนี้ท่านกะพึ่งสมุนไพรอย่างเดียวแล้ว  ท่านกินฮว่านง็อกมาหนึ่งสัปดาห์ บอกว่าอาการดีขึ้น แต่ยังเห็นท่านปวดมากตอนกลางคืนอยู่เลยค่ะ  นอนร้องทั้งคืนเลย สงสารท่านมาก

///   ต้องทานติดต่อกันระยะหนึ่งครับจึงจะเห็นผลชัดเจน จะค่อยๆดีขึ้นครับ   ส่วนเรื่องอาการปวดจนนอนร้องทั้งคืนนั้นขอข้อมูลเพิ่มครับ

ในปี พ.ศ. 2510 สถาบันมะเร็งแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา ได้พบว่าวิตามินเอที่ได้จากสัตว์ สามารถระงับมะเร็งในทางเดินหายใจ ในหนูทดลองได้ แต่ยังไม่มีใครสนใจว่าวิตามินเอที่ได้จากพืช หรือสัตว์จะให้ผลดีกว่ากัน ซึ่งข้อมูลขณะนั้นได้บ่งชี้อย่างชัดเจนว่า คนได้รับวิตามินเอจากผักสีเขียว และพืชสีส้มเป็นหลัก วิตามินเอที่ได้รับจากพืชคือ สารเบต้า แคโรทีน ซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ เมื่อเข้าไปอยู่ในร่างกายมนุษย์

ปี พ.ศ. 2524 ริชาร์ด ปีโต และคณะ ได้เขียนบทความลงในนิตยสาร Nature ว่า "จริงๆ แล้ว วิตามินเอไม่ได้ส่งผลให้เกิดการยับยั้งมะเร็ง แต่เป็นสารเบต้า แคโรทีน" จากการทดลองของ ดร. ริชาร์ด เชเคลล์ นักระบาดวิทยา มหาวิทยาลัยเท็กซัส ก็สนับสนุนความน่าเชื่อถือของข้อมูลนี้ มีการทดลองอีกมากมายเกิดขึ้น

แต่ข้อสรุปรวมจากการศึกษาทั้งหมดก็คือ "อาหารที่มีเบต้า แคโรทีน สามารถลดอุบัติการโรคมะเร็งในปอดได้ แม้แต่ในผู้ที่สูบบุหรี่หลายปีแล้วก็ตาม" นอกจากนี้ยังพบว่า คนที่ทานพืชผักที่มีแคโรทีนน้อยที่สุด จะเสี่ยงต่อมะเร็งในปอด เป็นเจ็ดเท่าของคนที่ทานมากที่สุดในกลุ่ม เบต้า แคโรทีนสามารถป้องกัน และยับยั้งมะเร็งในระยะต่างๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากให้กินเบต้า แคโรทีนขนาดสูง พร้อมกับฉายรังสี

Comment #5มะเร็งปอดผมหายด้วยยาสมุนไพร
fellowmen
Posted @July,13 2009 14.12 ip : 203...197

มะเร็งปอดผมหายด้วยยาสมุนไพร ผมชื่อ นายชวลิต เป็นคนกรุงเทพฯ อยู่เขตพระนคร เคยเป็นมะเร็งปอด และรักษาหายด้วยยาสมุนไพรไทย จึงอยากเล่าประวัติการรักษาให้กับผู้ที่ได้อ่านพบข้อความนี้ ไม่ว่าจะเป็นหรือไม่เป็นโรคนี้ก็ตาม เผื่อเป็นแนวทางหนึ่งที่จะใช้ในการตัดสินใจรักษาตนเอง หรือคนรอบข้าง หรือคนที่เรารู้จักได้ เมื่อประมาณปลายเดือนมีนาคม 2549 ภรรยาผมได้พาผมไปผ่าซีสที่แขน ข้อศอก ใบหู ที่โรงพยาบาลธนบุรี 1 แต่พอไปถึงกลับจับผมไปตรวจร่างกาย ทำให้วันนั้นผมอารมณ์ไม่ดี ใครจะว่าอย่างไรก็ไม่ยอม ผลปรากฎว่าวันนั้นตรวจร่างกายเสร็จไม่หมด ขาดอยู่ก็ตรงตรวจปัสสาวะ แล้วก็กลับบ้าน พอกลับถึงบ้านได้ 3 วัน อารมณ์ก็เริ่มเย็นลง เริ่มมีสติ เริ่มเสียดายเงินค่าตรวจ วันรุ่งขึ้นก็เลยตื่นแต่เช้าปัสสาวะใส่ขวดที่พยาบาลให้มา แล้วแอบเอาไปให้กับพยาบาล เพื่อทำการตรวจให้เสร็จทุกขั้นตอน พยาบาลบอกให้ผมรอผลการตรวจ สรุปวันนั้นผมก็รอฟังผล รออยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง คุณหมอก็ได้เรียกผมเข้าไปคุย คำถามแรกที่ถูกถามก็คือ คุณสูบบุหรี่หรือเปล่า ผมตอบว่าสูบครับ สูบนานเท่าไหร่แล้ว ประมาณ 20 ปีครับ คุณหมอก็เริ่มเรื่อง ดูฟิลม์เอ็กซเรย์ แล้วบอกว่าปอดของคุณมีปัญหานะครับ จากตำแหน่งที่ปอดคุณมีก้อนเนื้อผิดปกติขึ้นมา 1 ก้อน และผลจากการที่คุณได้ตรวจเลือด ผลมันบอกว่า สุขภาพของคุณไม่ค่อยดี เมื่อได้ยินเช่นนั้น ตัวผมเองตอนนั้นรู้สึกต่อต้านทันที ผมก็เลยถามคุณหมอทันทีว่า ฟิลม์ที่เอ็กซเรย์ใช่ของผมหรือเปล่าครับ คุณหมอหยิบผิดอันมาหรือเปล่า เพราะว่าเมื่อประมาณปลายปี 48 ผมเพิ่มจะมาเอ็กซเรย์ที่นี้ เพราะตอนนั้นผมมีอาการไอเป็นเดือนไม่หาย ผลเอ็กซเรย์ปอดตอนนั้นยังดีอยู่เลย ถ้าอย่างนั้นผมขอเอ็กซเรย์ใหม่ได้ไหมครับ คุณหมอก็ตกลง ผมก็ได้ไปเอ็กซเรย์ใหม่ แต่ตอนนั้นผมเองเริ่มหงุดหงิดอีกแล้ว ด้วยความวิตกกังวลต่าง ๆ นา ๆ พอเอ็กซเรย์เสร็จก็มานั่งรอเพื่อให้คุณหมอคนเดิมตรวจอีกรอบ แต่คุณหมอก็ได้ออกเวณไปแล้ว ผมก็ได้แต่นั่งรออีกนานสองนาน อารมณ์ก็เริ่มเสียอีกรอบ เลยไปถามพยาบาลว่า ผมต้องรอถึงพรุ่งนี้ไหม ในเมื่อผมเห็นคุณหมอท่านนั้นออกจากห้องตรวจไปตั้งนานแล้ว พยาบาลเลยตอบผมว่า คุณหมอได้ส่งเรื่องของผมไปให้คุณหมอเฉพาะทางอีกท่านหนึ่งแล้ว ผมก็เลยถามต่อว่า แล้วผมต้องไปรอที่ไหน พยาบาลบอกให้ผมไปรออีกที่หนึ่ง ผมจึงได้ไปนั่งรอ และได้เผลอไปดูเวลาปรากฎว่าเป็นเวลาเที่ยงแล้ว ผมเลยไปถามพยาบาลว่า กว่าหมอจะมาอีกนานไหม ผมหิวข้าว เพราะตั้งแต่เช้ามายังไม่ได้ทานข้าวเลย พยาบาลก็บอกให้ผมไปทานข้าวก่อน แล้วค่อยมา หลังจากทานข้าวเสร็จแล้วผมก็มานั่งรอตรงที่เดิมอีก รอได้ประมาณครึ่งชั่วโมง คุณหมอจึงเรียกผมเข้าไปคุย ครั้งแรกที่ผมเห็นหน้าคุณหมอคนที่สอง ผมไม่มั่นใจเลยเพราะดูอายุยังน้อย แต่หารู้ไม่ว่าคุณหมอท่านนี้ชำนาญโรคนี้โดยเฉพาะ  เป็นหมอผ่าตัด คุณหมอพูดว่า ได้ประเมินจากผลของการตรวจเลือด และดูฟิลม์เอ็กซเรย์ทั้งใหม่ และเก่า คุณหมอก็พูดไปเลย ๆ แต่ตอนนั้นผมสติแตกแล้ว หูอื้อ จำอะไรที่คุณหมอพูดไม่ได้ จำได้อยู่ประโยคเดียวว่า หมอฟันธงว่าคุณเป็นโรคมะเร็งแน่นอน ผมเงียบและตอบในใจว่า คุณหมอบ้า ดูแค่นี้เอง ก็ฟันธงว่าเป็นโรคมะเร็งเลยหรือ จากนั้นผมก็กลับออกมา เพราะเวลานั้นผมรู้สึกว่า ชีวิตผมเปลี่ยนไปแล้ว เพิ่งจะหาเงินมาชื่นชมได้ยังไม่เท่าไหร่  ก็จะต้องจากทุกคนอันเป็นที่รักไปเสียแล้ว และลูกน้อยตัวเล็ก ๆ อีกละ ความสุขทุก ๆ อย่างที่มีมันก็จะจบลงไปในไม่ช้านี้แล้วหรือ ทุก ๆ ความกังวลมันเข้ามาในตัวผมหมด ผมขับรถออกจากโรงพยาบาลพร้อมกับน้ำตาคลอเบ้า พอถึงบ้านผมได้เปลี่ยนเป็นคนละคนเลย กลายเป็นคนเงียบคลึม ทุก ๆ คนที่บ้านก็พอจะเดาออกว่า ผลการตรวจออกมาเป็นทางลบ เวลาผ่านไปอีกสัก 1 สัปดาห์ ผมก็เลยตัดสินใจไปปรึกษาคุณหมออีกท่านหนึ่ง ซึ่งคุณหมอท่านนี้ สนิทและรู้จักกับครอบครัวที่บ้าน ท่านเป็นถึงรองศาสดาจารย์ รักษาโรคปอดโดยเฉพาะ พอท่านได้ดูฟิล์มและผลการตรวจเลือดอยู่สักพักใหญ่แล้วก็เงียบไป จนตัวผมเองต้องเอ่ยปากถามคุณหมอว่า คุณหมอครับ คุณหมอช่วยตอบผมหน่อย ไม่ต้องกลัวว่าผมจะตกใจ เพราะผมได้ไปทำใจมาหนึ่งอาทิตย์แล้ว ผมทำใจได้แล้ว คุณหมอจึงได้พูดออกมาว่า ดูจากฟิลม์ขาวดำมันยังไม่ชัดเท่าที่ควร หมออยากให้คุณไปเข้าเครื่อง ซี ที สแกน ได้ไหม แต่มันแพงหน่อยนะ  ผมก็ตอบตกลง จากนั้นผมก็ไปทำ ซี ที สแกน และกลับมาพบคุณหมออีกรอบหนึ่ง คุณหมอถามผมว่า ก่อนที่จะมาตรวจ คุณมีอาการผิดปกติตรงไหนบ้าง หลังจากที่คุณหมอดูฟิลม์ชุดใหม่ ผมนั่งคิดอยู่นาน แล้วก็ตอบคุณหมอว่า ผมปกติทุกอย่าง มีก็แต่อาการที่หน้าอกตรงบริเวณต่อมน้ำเหลืองที่ดูจากฟิลม์นั้นมันจะตอดตุด ๆ เหมือนคนตกใจ วันหนึ่งก็จะเป็นประมาณ 8-10 ครั้ง แต่พอผมได้สูบลมหายใจเข้าออกแรง ๆ ก็ไม่มีอาการผิดปกติ ไม่ขัด ไม่เจ็บ คุณหมอก็เลยเริ่มต้นดูจากฟิลม์ชุดใหม่ และพูดว่าที่ปอดของคุณมีเนื้อเยื่อหรือถุงเนื้อเยื่อโผล่ขึ้นมาถึง 5 เม็ด จากที่ดูฟิลม์ขาวดำ เราจะเห็นแค่เพียงหนึ่งเม็ดเท่านั้น และที่สำคัญตอนนี้หมอพบว่าที่ต่อมน้ำเหลืองของคุณเกิดการอักเสบ และโตผิดปกติ โดยปกติแล้วขนาดของมันจะโตประมาณ  4-11 มิลลิเมตร แต่ของคุณโตเกิน  11 มิลลิแมตร นี้ก็เป็นสาเหตุที่คุณเล่าให้หมอฟัง ตอนนี้ที่สำคัญ คุณจะต้องเริ่มไปส่องกล้อง เพื่อเก็บชิ้นเนื้อที่ต่อมน้ำเหลืองมาตรวจ ตรงนี้ ช้าไม่ได้
ผมจึงเริ่มไปทำตามที่คุณหมอบอก โดยใช้เวลาอีกประมาณ 2 สัปดาห์ผลถึงจะออกจากโรงพยาบาลศิริราช จากนั้นผมก็มาพบคุณหมออีก หลังจากคุณหมอเห็นผลตรวจแล้ว ก็บอกผมว่า คุณจะต้องรีบทำการผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองเสียก่อน เพราะว่าชิ้นเนื้อที่ไปตรวจนั้นเป็นเป็นร้าย และอยู่ตรงจุดที่มันอันตรายกว่าที่ตรงปอด แล้วก็จะทำการผ่าตัดที่ปอดไปพร้อมกัน คือสรุปแล้วไม่มียากินต้องผ่าตัดอย่างเดียว ตัวผมเองก็ช๊อคอีกแล้วครับ ก็เลยขอเวลาคุณหมอว่า ผมขอไปทำธุระที่ต่างจังหวัดก่อน แล้วหลังสงกรานต์ผมจะมาพบคุณหมอ เพื่อรับการผ่าตัด คุณหมอย้ำว่าอย่าช้านะ เพราะก้อนนี้มันไม่น่าไว้วางใจนัก มันโตขึ้นเร็วมาก ผมก็รับปากคุณหมอ
พอพี่สาวผมทราบก็บอกว่า ลองทานยาสมุนไพรไทยก่อนดีไหม เพราะเมื่อต้นปีที่แล้ว ลูกน้องที่ร้านก็เป็นมะเร็งปอด และก็หายด้วยการทานยาสมุนไพรชุดนี้แหละ ผมเองก็รู้ แต่ผมก็ยังไม่ค่อยเชื่อ ผมดูแล้วไม่มีทางเลือก ด้วยเหตุผลที่ว่า ถ้าจะทำการรักษาด้วยการผ่าตัดนั้นมันไม่ง่ายสำหรับตัวผม เพราะตัวผมยังจะต้องทำมาหากินอยู่ และท้ายที่สุดเซลล์มะเร็งก็จะยังลุกลามไปยังอวัยวะ และต่อมน้ำเหลืองทั่วร่างกาย ผลที่สุดก็คือตายเหมือนกับคุณแม่ผมที่ตัดทั้งมะเร็งมะไส้ มะเร็งตับ สุดท้ายก็ไม่รอด และที่ร้ายไปกว่านั้น ถ้าตอนนั้นผมเข้าไปผ่าตัด คนที่จะตายก่อนผมก็คือคุณพ่อของผมเอง เพราะท่านเพิ่งไปผ่าตัดหัวใจชุดใหญ่ ได้แค่ 8 เดือน ท่านคงทำใจไม่ได้ ซึ่งตัวผมเองก็ปิดเรื่องนี้ไม่ให้ท่านรู้ เพราะกลัวว่าท่านจะรับไม่ได้
หลังจากนั้นผมก็เริ่มต้นการทานยาสมุนไพรไทย โดยเริ่มทานตั้งแต่เดือนเมษายน 2549 ทานทั้ง ๆ ที่ไม่เชื่อว่าในโลกนี้จะมียารักษาโรคนี้หรือ ระหว่างที่ทานอยู่นั้นก็มีคำถามกับตัวเองมากมาย ทานแล้วจะหายหรือ ถ้าไม่หายแล้วมันจะสายเกินไปหรือเปล่า ถ้าสายเกินไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเรา เอาน่ะขอวัดดวงกับยาสมุนไพรสัก 3 เดือนน่ะ ช่วงที่ทานยานี้ คนรอบข้างก็เป็นห่วงเป็นใย ทุกคนได้สอบถามอาการตลอดเวลาว่าทานยาแล้วเป็นยังไง ไปหาหมอที่โรงพยาบาลเถอะ ไปผ่าตัดเถอะ จนตัวผมเองอารมณ์เสีย และตอบกลับไปด้วยคำพูดที่ไม่ดีมาก ๆ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาเหล่านั้นเป็นห่วงเป็นใยผมอย่างมาก ผมก็ทานยาสมุนไพรอย่างเคร่งครัด เตือนตัวเองอยู่ทุกมื้อทุกวัน พอทานจนครบ 3 เดือน จึงได้ไปพบคุณหมอที่โรงพยาบาลธนบุรี ประโยคแรกที่คุณหมอเห็นหน้าก็ต่อว่าผม ทำเป็นเล่นไปได้ รู้ไหมว่าโรคนี้มันอันตรายนะ ยิ่งปล่อยไว้นานวัน การรักษาก็ยิ่งยาก ผมก็เลยตอบว่าครับ ที่ผมหายไปไม่ยอมมาพบคุณหมอ ก็เพราะว่าผมลองไปทานยาสมุนไพรดูก่อน แล้ววันนี้ที่มาพบคุณหมอก็เพื่อมาให้คุณหมอตรวจ และ ซี ที สแกน อีกรอบ ถ้าผลออกมาแล้วว่าขนาดก้อนเนื้อเท่าเดิม หรือโตมากกว่าเดิม ผมก็พร้อมที่จะเข้าไปนอนให้คุณหมอผ่าตัด ผมจะไม่กลับบ้านแล้ว ปรากฎว่าผลที่ออกมา ขนาดที่ต่อมน้ำเหลืองเล็กลง ก้อนเนื้อที่ปอดก็เล็กลงและหายไป จากเดิม 5 เม็ดลดเหลือเพียง 2 เม็ด คุณหมอเห็นผลทาง ซี ที สแกน ก็งง ผมก็เลยหยิบยาสมุนไพรให้คุณหมอดู พร้อมทั้งถามคุณหมอว่า ผมจะต้องทำอย่างไรดี คุณหมอก็ตอบว่าให้ทานยาสมุนไพรของคุณต่อไป และอีก 3 เดือนค่อยมาตรวจใหม่ และเน้นด้วยว่า ที่สำคัญอย่าทิ้งยาสมุนไพรนะ จนเวลาผ่านไปครบ 3 เดือน คนที่บ้านก็เตือนให้ไปตรวจ แต่ด้วยความดื้อของผมก็บ่ายเบี่ยงจนได้ 4 เดือน ผมถึงไปตรวจ คราวนี้คุณหมอใช้เวลาวิเคราะห์อยู่นาน เพราะดูฟิลม์ใหม่เปรียบเทียบกับฟิลม์เก่า แล้วท่านก็ยิ้มและแสดงความยินดีกับผม พร้อมทั้งพูดว่าไม่น่าเชื่อ นี้คุณหายแล้ว คราวนี้คุณหมอบอกผมว่าอีก 6 เดือนให้มาตรวจใหม่ แต่ให้เอ็กซเรย์แค่ฟิลม์ขาวดำก็พอ ผมดีใจมากและรีบกลับไปขอบคุณ คุณหมอแผนโบราณ
จนถึงบัดนี้ผมก็ยังไม่มีอาการใด ๆ เลย แม้ทุกวันนี้ถึงผมหายแล้ว ผมก็ยังไม่เลิกทานยาสมุนไพรนี้ เพียงแต่ทานน้อยลง จากที่เคยทานวันละ 3 มื้อ เหลือแค่วันละมื้อเท่านั้น เพราะพฤติกรรมของผมตั้งแต่แรกจนถึงปัจจุบันนี้ ผมยังไม่ได้งดสูบบุหรี่เลย ผมอายคุณหมอมาก  ถึงแม้คุณหมอจะบอกผมตอนที่เริ่มทานยาว่า ถ้าทานยาประมาณ 6-7 เดือน พอโรคที่เป็นหาย ก็หยุดทานยาได้ ไม่ต้องทานต่อ เผื่อให้คนอื่นที่เป็นทานบ้าง เพราะว่าสมุนไพรบางตัวนั้นหายาก หลังจากที่ผมหายแล้ว ผมดีใจมาก มีความรู้สึกว่าเหมือนตายและเกิดใหม่ สิ่งแรกที่ผมคิดอยู่ตลอดเวลาคือพระคุณของคุณหมอ ชาตินี้ผมขอเป็นหนี้คุณหมอทั้งชีวิต สิ่งที่สองเวลาที่ผมได้พบปะกับใครที่เป็นโรคเดียวกัน ผมจะเล่าเหตุการณ์การรักษาที่เกิดขึ้นกับผมให้ฟัง เพื่อเป็นหนทางหรือทางเลือกหนึ่งในการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้
(ยังมีอีกหลายเรื่องที่ไม่ได้เล่าให้ฟัง หากอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมลองโทรมาพูดคุยกันได้ ยินดีเล่าให้ฟังที่มือถือ 081-6681155)

Tumor markers หรือสารที่ตรวจพบในเลือดที่อาจบ่งบอกถึงการมีมะเร็ง การตรวจสารเหล่านี้ อาจตรวจจากเลือด ปัสสาวะ หรือสกัดจากเนื้อเยื่อ

มะเร็งหลายชนิด ก่อให้เกิดสารเหล่านี้ ซึ่งสารเหล่านี้อาจเกิดจากตัวมะเร็งเอง หรือเกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อเซลมะเร็ง

การตรวจTumor marker จะมีประโยชน์มาก ถ้าได้ทำร่วมกับการตรวจร่างกายและการตรวจอย่างอื่น เพื่อการวินิจฉัย หรือวางแผนการรักษาโรค

การตรวจสาร Tumor marker เพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะวินิจฉัยมะเร็ง เนื่องจาก

การตรวจสารมะเร็ง Tumor marker จึงมีประโยชน์คือ

1.PSA Prostatic specific antigen

PSA เป็นสารที่แพทย์ตรวจในกรณีที่สงสัยมะเร็งต่อมลูกหมาก ปกติในชายจะมีสารนี้อยู่ในปริมาณต่ำ เนื่องจากสร้างโดยต่อมลูกหมาก และอาจสูงได้จากภาวะอื่น ๆ นอกเหนือจากมะเร็ง เช่น ต่อมลูกหมากอักเสบ หรือต่อมลูกหมากโต

ข้อมูลล่าสุด ก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่า การตรวจ PSA ในชายที่สูงอายุ จะมีประโยชน์ช่วยช่วยชีวิตชายจากมะเร็งได้มากกว่าปกติเท่าไร เพราะบางครั้ง มันอาจไม่สูงในระยะแรก ซึ่งบางครั้งจากการตรวจจากการคลำต่อมลูกหมาก แพทย์อาจเจอก่อนที่ระดับ PSA จะสูงเสียอีก

2. Prostatic Acid Phosphatase (PAP)

เช่นกัน ในภาวะปกติเราก็เจอสูงได้ เช่น ต่อมลูกหมากโต และอักเสบ และภาวะอื่น ๆ นอกจากมะเร็งต่อมลูกหมาก เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว ต่อมน้ำเหลือง โรคตับ กระดูกพรุน เป็นต้น  

3.CA125

สร้างจากหลายที่ แต่จะมากในเซลของรังไข่ จึงใช้ตรวจมะเร็งรังไข่ แต่โดยทั่วไป เราจะไม่ใช้ในการวินิจฉัย แต่จะช่วยในการรักษา หรือติดตามผลการรักษาว่ามะเร็งกลับคืนหรือไม่เช่นกัน

CA125 อาจสูงได้ในภาวะอื่น ๆ เช่น มะเร็งมดลูก ปากมดลูก ตับอ่อน ตับ ลำไส้ใหญ่ เต้านม ปอด และระบบทางเดินอาหาร หรืออาจเกิดในภาวะที่ไม่ใช่มะเร็งเช่น มดลูกอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ ช่องท้องอักเสบ เยื่อหุ้มปอดอักเสบ ตั้งครรภ์ หรือขณะมีประจำเดือน

4.CEA หรือ Carcinoembrionic antigen 

ก็พบได้ในภาวะปกติ สร้างจากลำไส้ ใช้ตรวจภาวะมะเร็งในลำไส้ เช่นกัน หน้าที่จริง ๆ ไม่ได้ใช้วินิจฉัย แต่ใช้ในการเตรียมการรักษา และตรวจภายหลังรักษาว่า มะเร็งหมด หรือกลับมาเป็นใหม่หรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีที่มะเร็งลำไส้ใหญ่ มีการแพร่กระจายไปแล้ว

CEA อาจสูงได้ในมะเร็งของ ต่อมน้ำเหลือง เมลาโนมา เต้านม ตับอ่อน กระเพาะ ปากมดลูก ไต กระเพาะปัสสาวะ ต่อมธัยรอยด์ ตับ และมะเร็งรังไข่

ยังพบ CEA สูงได้ในภาวะที่ไม่ใช่มะเร็งเช่น ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ตับอ่อนอักเสบ โรคตับ สูบบุหรี่จัด 

5.AFP หรือ Alpha fetoprotein

 สร้างในภาวะปกติของทารกในครรภ์ พอคลอดจะสูงและลดระดับต่ำอย่างรวดเร็ว ใช้ดูในมะเร็งตับ การที่ AFP สูง บ่งว่าน่าจะมีมะเร็งที่ ตับ หรือจาก germ cell (เนื้อเยื่อที่จะพัฒนาเป็นไข่หรือสเปิร์ม-มะเร็งมักอยู่ที่อัณฑะ หรือรังไข่)

ภาวะอื่น ๆ ที่อาจเจอเช่น มะเร็งกระเพาะ ตับอักเสบ ตั้งครรภ์

6. HCG หรือ Human Chorionic Gonadotropin 

ปกติ สร้างจากรก ในภาวะตั้งครรภ์ ซึ่งโดยปกติ เวลาตรวจการตั้งครรภ์ในปัสสาวะโดยใช้แผ่นจุ่ม ก็เป็นการตรวจ HCG นี่เอง

ใช้ตรวจการกลายเป็นมะเร็งบางชนิด เช่นมะเร็งของรก และการตั้งครรภ์ไข่ปลาอุก ในบางครั้งสูงได้ในภาวะอื่น ๆ เช่น มะเร็งรังไข่ อัณฑะ กระเพาะ ตับอ่อน และปอด อาจเจอในคนสูบกัญชา

7.CA 19-9

เจอในคนที่เป็นมะเร็งของลำใส้ใหญ่ และพบได้ในมะเร็งตับอ่อน และท่อทางเดินน้ำดี ในมะเร็งของตับอ่อน การตรวจพบ CA19-9 มักเจอในระยะท้าย ๆ 

CA19-9 อาจเจอได้ในภาวะอื่น ๆ เช่น นิ่วในถุงน้ำดี ตับอ่อนอักเสบ ตับแข็ง

8. CA15-3 

มักใช้ติดตามการรักษามะเร็งเต้านม เพราะจะขึ้นสูงในกรณีที่เป็นมากแล้ว พบน้อยมากที่จะขึ้นในระยะแรกของโรค 

ภาวะอื่นที่ทำให้ระดับ CA15-3 สูง ได้แก่ มะเร็งรังไข่ ปอด ต่อมลูกหมาก หรือภาวะที่ไม่ใช่มะเร็งอื่น ๆ เช่น การอักเสบของมดลูก ตับอักเสบ ตั้งครรภ์

9. CA 27-29 

เหมือนกับ CA15-3 คือตรวจในกรณีมะเร็งเต้านมระยะท้าย ๆ และมีประโยชน์ในการตรวจเป็นระยะ ๆ เพื่อตรวจการกลับมาเป็นใหม่ของมะเร็งภายหลังรักษา

10. LDH หรือ Lactate dehydrogenase 

ไม่จำเพาะในมะเร็งชนิดใดชนิดหนึ่ง ดังนั้น ใช้ช่วย เฉย ๆ ว่ามีการสร้างเซลผิดปกติขึ้นมาในร่างกาย และช่วยในการติดตามการรักษามะเร็งบางชนิด เช่น ซาร์โคมา (Ewings Sarcoma) ลิมป์โฟมา(Non-Hodgekins-มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่ง)

11. Neuron specific Enolase (NSE) 

 ที่ใช้ประโยชน์คือในกรณีเป็น มะเร็งปอดชนิด non-small cell lung cancer และ neuroblastoma(มะเร็งของปมประสาท-เท้าแสนปม)

 

จากสรุป จะเห็นได้ว่า ไม่มี Tumor marker เดี่ยว ๆ ตัวไหนเลยที่จะบอกว่าเราเป้นมะเร็ง ต้องมีการวิเคราะห์อย่างอื่นร่วมเสมอ

อย่าให้ใครหลอกคุณ และถามแพทย์ที่ตรวจคุณเสมอ ว่ามีความรู้เกี่ยวกับ Tumor markers ดีเพียงใด

ที่มา National Cancer Institute Information     http://cancer.gov/      

นิยามและชนิดของมะเร็ง

นิยามของมะเร็ง

มะเร็ง
คือ โรคร้ายที่คร่าชีวิตมนุษย์ราวใบไม้ร่วง ทุกปีมีคนเสียชีวิตจากมะเร็งเป็นจำนวนมากจัดเป็นโรคที่คร่าชีวิตมนุษย์เป็นอันดับต้นๆ ของไทย และถึงแม้คุณหมอสมหมาย  ทองประเสริฐ  จะมีฉายา ” หมอเทวดา ”  แต่ก็มิใช่ท่านจะช่วยได้ทุกชีวิตที่เจ็บป่วยมาต่อคิวรับการรักษา  เพราะโรคมะเร็งเป็นโรคที่ค่อยไม่ได้ กินทุกวินาทีกินแม้ขณะหลับหรือตื่น  ท่านเปรียบกับไฟลามทุ่ง ไฟไม่ค่อยท่าดอกเบี้ยธนาคารกินวันละหน  แต่มะเร็งกินตลอดเวลา  คุณหมอได้ให้นิยามเกี่ยวกับมะเร็งไว้อย่างเห็นภาพว่า 

          • มะเร็ง  คือ  ขโมย  ซึ่งเข้าบ้านโดยเราไม่รู้ตัว  เพราะทุกคนที่เป็นมะเร็งจะไม่รู้ตัวทั้งนั้น  มารู้เมื่อมันโผล่มาแล้ว  เหมือนพวกขโมยจะเข้าบ้านเมื่อไหร่เราไม่รู้ตัว  ตื่นมาข้าวของก็หายไปหมดแล้ว

          • มะเร็ง  คือ  ผู้ร้าย  ซึ่งร้ายที่สุดและหนีตำรวจสุดฤทธิ์  ตำรวจไล่ไม่มีทันเพราะฉะนั้นการรักษาสมัยใหม่ก็คือการไล่รักษา เดี๋ยวให้โน่นย้ายนี่  ไล่กันไปเรื่อยๆ  คนไข้บางคนมาหาหมอสมหมายแล้วบอกว่า  หมอที่รักบอกว่าไม่รู้จะให้ยาอะไรแล้ว  ดื้อยาเคมีหมด  ให้ไปหาสมุนไพรกิน  อย่างนี้เป็นต้น

          • มะเร็ง  คือ  ขี้ผง  กวาดเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด  มะเร็งมันชอบซุกซ่อนอยู่ตามอวัยวะในร่างกาย  ไม่รู้ว่าตรงส่วนไหน  แต่อยู่ดีๆ 10 ปีฉันก็โผล่มาเล่นงาน เป็นเรื่องน่ากลัวมากที่สุด  อาทิ ท่านตัดเอาก้อนเนื้อออกเชื้อมะเร็งไม่ได้อยู่ในก้อนเนื้อแต่อย่างเดียว เชื้อมะเร็งอยู่ในเลือด ในน้ำเหลือง ในเนื้อเยื่อ  มีสิทธิ์งอกหรือกระจายใหม่ได้ทุกเมื่อ เพราะฉะนั้นการผ่าตัดก็ดี  การฉายแสงก็ดี  การใช้ยาเคมีก็ดี  คือการรักษาแบบยับยั้งชั่วคราวเท่านั้น อย่าคิดว่าหายขาด มะเร็งอาจงอกใหม่ได้ทุกเมื่อเพราะแผนปัจจุบันในการรักษามะเร็ง ได้แค่ ตัด ใช้คีโม ฉายแสง วนอยู่อย่างนี้ ดีไม่ดีก็เปลี่ยนชนิดของยาให้แรงขึ้นๆ ผลก็เหมือนเดิม จากประสบการณ์ของผมซึ่งคนไข้มาบอกให้ฟังอยู่เสมอ ในแผนปัจจุบันไม่มียาอะไรควบคุมการกระจายของมะเร็งได้  ทำได้เพียงไล่ตามมะเร็งเท่านั้น คนไข้บางคนตัดเต้านมมา 20 ปี  แล้วงอกใหม่ก็ยังมี ส่วนใหญ่คนไข้จะเสียชีวิตก่อนถึงเวลาหมอนัด คนไข้บางคนหมอนัดอีกหลายเดือนข้างหน้า เมื่อไปทำคีโม ฉายแสง หรือผ่าตัด  ทั้งที่คนไข้อาการหนักอยู่แล้ว แสดงว่าหมอนัดให้เสียชีวิตก่อน

          คุณหมอเป็นคนพูดตรงมาก รักษาได้ก็รักษา รักษาไม่ได้ก็ไม่รักษา  คนไข้บางคนถึงกับร้องไห้โฮกลับไป บางคนพอมีหวัง ท่านก็รักษาต่อชีวิตให้ ลักษณะการตรวจของท่านจะซักละเอียด  ถ้าคนเป็นมะเร็งตับก็จะเอามือไปกดท้องดูที่ตับ  ถ้าเป็นมะเร็งปากมดลูกก็จะมีเตียงตรวจภายในอยู่ข้างหลัง  ท่านจะเดินไปตรวจสลับกับการนั่งซักอาการ ขนาดอายุ 90 ปีแล้ว แต่ท่านก็เดินตลอดเวลาแถมกระฉับกระเฉงกว่าคนหนุ่มหลายๆ คนเสียอีก

ประเภทและชนิดของมะเร็ง

       จากสถิติของคุณหมอ โรคมะเร็งที่คนไทยเป็นมากที่สุดคือมะเร็งเต้านม อันดับสองมะเร็งปอดและมะเร็งตับ อันดับสามมะเร็งปากมดลูกกับมะเร็งลำไส้  สำหรับมะเร็งต่างๆ และการรักษามีดังนี้ คือ
 
มะเร็งเต้านม
        ผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมสังเกตว่าเมื่อคลำๆ ดูพบก้อนเนื้อที่เต้านม ผู้หญิงควรคลำเต้านมด้วยตนเอง ถ้าสงสัยให้
ทำแมมโมแกรมหรืออัลตราซาวด์
         การตรวจจะมี 2 ระบบ ระบบแรกคือ ใช้เข็มแทงเข้าไปเอาเนื้อมาตรวจ อีกระบบคือ เลาะทั้ก้อนเอาไปตรวจ
ซึ่งการผ่าตัดโดยการเลาะเต้านม มี 4 วิธี คือ

1. เลาะเอาแต่ก้อนออกอย่างเดียว
2. การทำ Lobectomy ไม่ตัดเต้านม เลาะเอาแต่ก้อนและเอาต่อมน้ำเหลืองในรักแร้ออก และเลาะก้อนน้ำเหลืองใน
     รักแร้ด้วย
3. Modify Mastectomy วิธีใช้กันทั่วไป ตัดหมดแต่ไม่ตัดถึงกล้ามเนื้อ
4. Rabical Mastectomy ขณะนี้ไม่ใช้วิธีนี้เพราะต้องตัดกล้ามที่หน้าอกออกทั้งหมด
การรักษาโดยการเลาะทั้งก้อนออกไปตรวจจะดีกว่า ส่วนการนำเข็มแทงเข้าไปเท่ากับเราไปเปิดประตูให้ 
มะเร็งมันออกมาพอมะเร็งมันมีรูออกมาพรวดถ้าจากเดิมขนาดเท่าหัวแม่มือ เดือนเดียวจะขนาดเท่ากำปั้น เพราะ
มันออกมากระจายได้ ฉะนั้นถ้าเป็นมะเร็งอย่าไปแตะต้องมัน มันอยู่เฉยๆมันก็ค่อยๆโตขึ้นตามระบบของมัน คนที่เป็น
มะเร็งค่อยๆโตอยู่ได้นานถึง 10 ปีก็มี โดยมากจะเป็นคนบ้านนอก ถ้าเป็นคนมีการศึกษา ขนาด 0.5 ซม.  ก็ตัดแล้ว
แต่แตะต้องมันเมื่อไหร่ ควรต้องรีบรักษาทันที

          เมื่อคนไข้มาหาคุณหมอสมหมาย หากเป็นก้อนที่เต้านมก็ต้องคลำเพื่อดูว่า 1. ก้อนมีขนาดใหญ่เล็กแค่ไหน
2. กินผิวหนังสีแดงไหม 3. ในรักแร้มีก้อนไหม ถ้าในรักแร้ไม่มีก้อน และเต้านมไม่ใหญ่นักคุณหมอก็รักษาให้ก้อนยุบ
ในเวลา 4-5 เดือน จากนั้นก็ฉีดยาชาเอาก้อนเนื้อออก ไม่มีการตัดเต้านม ไม่ให้เคมี ให้แต่ยาสมุนไพร คนไข้หายนับ
ไม่ถ้วน แต่ถ้าคนใดเชื้อเข้ารักแร้ก็ต้องให้ตัดเต้า ส่วนการฉายแสงและให้เคมีบำบัดแล้วแต่เขาจะให้ทางโรงพยาบาล
รักษา ผมเคยเห็นคนที่ให้ยาเคมีมาแล้ว แสนจะทรมาน ราคาก็แพง คนไข้ที่ผ่านการให้ยาเคมีแล้วมาหาคุณหมอ
สภาพจะไม่เหมือนคนปกติทั่วไป ผอม เดินแทบไม่ไหว ศีรษะโล้น ฯลฯ
 
          
มะเร็งปอด
      ก่อนหน้านี้สาเหตุของมะเร็งปอดอาจมาจากการสูบบุหรี่จัดแต่สมัยนี้ไม่ใช่แล้ว แต่เป็นเพราะสิ่งแวดล้อม
ที่นับวันจะแย่ลงทุกที เช่น อากาศทั่วไปมีทั้ง Co และ Hydrocarbon และท่อไอเสียจากรถยนต์ คือ น้ำมันจากท่อ
ไอเสียรถหยดลงบนพื้นถนนร้อนและระเหยขึ้นในอากาศ
       มะเร็งปอดเป็นได้ทั้งสอง ทั้งเนื้อปอดและขั้วปอด ส่วนมากคนที่เป็นมะเร็งปอดมักจะเริ่มด้วยการไอ บาง
ครั้งมีอาการไอเป็นเลือดบางคนไปพบหมอ หมออาจจะวินิจฉัยผิดว่าเป็นวัณโรคปอด รักษาแต่วัณโรค ร่างกายก็ทรุดลงมากอีกจุดที่ชี้นำให้เห็นว่าน่าจะเป็นมะเร็งปอด  ก็คืออาจจะมีก้อนที่ไหปลาร้าซ้ายหรือขวาก้อนเดียวหรือหลายก้อน  ถ้าเจาะก้อนเนื้อไปตรวจก็จะพบว่าเป็นมะเร็งที่ปอดกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองและไหปลาร้า  ในบางรายดูดีไม่เป็นอะไรเลยแต่แน่นหน้าอกหายใจไม่ออกปรากฏว่าน้ำท่วมช่องเยื่อหุ้มปอดบางรายก็เป็นชนิดก้อน  บางรายก็เป็นชนิดกระจายไปทั้งปอด
 
 มะเร็งตับ
         ตับเป็นอวัยวะที่สำคัญอยู่ในช่องท้อง  ตับมีหน้าที่ผลิตน้ำดีช่วยย่อยอาหาร  ช่วยเรื่องเลือดแข็งตัว ช่วยทำลายสารพิษ ดังนั้นอะไรที่เรากิน หรือเสพเข้าไปในร่างกายทุกชนิดต้องผ่านตับ
 มะเร็งตับเท่าที่พบมี 4 ชนิด
1. มะเร็งตับแท้ ( มะเร็งที่เนื้อตับ )
2. มะเร็งท่อน้ำดี
3. มะเร็งถุงน้ำดี
4. มะเร็งที่กระจายจากอวัยวะอื่นไปที่ตับ
โอกาสรักษาหาย
1. มะเร็งที่ท่อน้ำดีรักษาไม่หาย
2. มะเร็งที่ถุงน้ำดี ถ้าตัดออกมีโอกาสหาย
3. มะเร็งที่ตับจะมีก้อนเล็กๆ อยู่บริเวณหมิ่นชายๆ ตับจะตัดง่ายและขนาดไม่โต มีโอกาสตัดออกมาได้ แต่ยากที่จะรักษาหาย เพราะมะเร็งจะงอกขึ้นมาใหม่อีก
         มะเร็งตับในระยะเริ่มต้นมักจะไม่ค่อยแสดงอาการ ส่วนใหญ่คนไข้จะไปหาหมอด้วยอาการรับประทานอาหารแล้วแน่นหน้าอกบริเวณลิ้นปี่ และชายโครงขวา หมอมักจะบอกว่าเป็นโรคกระเพาะถ้ามะเร็งตับกำเริบมากขึ้น อาการแน่นหน้าอกจะมากขึ้นตามไปด้วย คนไข้จะเริ่มเบื่ออาหารน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วรู้สึกอ่อนเพลียสุดท้ายท้องจะป่องชายโครงซ้ายและบริเวณลิ้นปี่จะมีก้อน 2 จุด แล้วแต่จะเป็นจุดไหน ระยะสุดท้ายตาขาวมักจะเหลือง ท้องโตมีน้ำขาสองข้างบวม คนไข้จะผอม ผิวดำ ตาโหล รักษาไม่ได้ทำได้แค่เพียงเจาะเอาน้ำออก เพื่อไม่ให้แน่นท้องเท่านั้น แต่คนไข้มักจะบอกว่าเวลาไปหาหมอให้เจาะน้ำในท้องออก หมอมักจะไม่เจาะให้บอกว่าเจาะแล้วก็โตอีก ผมเคยได้ยินคุ หมอพูดกับคนไข้ ถ้าคุณหมอพูดเช่นนั้นให้ถามคุณหมอว่า หลังปัสสาวะทำไมปัสสาวะแล้วปัสสาวะอีก  การเจาะน้ำออกผมคิดว่าไม่อยาก คนไข้ท้องโตเจาะน้ำออกก็หายแน่นเป็นการบรรเทาอาการแน่ท้องให้คนไข้ แม้รักษาไม่หายก็ต้องช่วยไม่ให้คนไข้ทรมานจึงจะถูกต้อง  ผมว่าหน้าที่ของหมอเมื่อรักษาไม่หายก็ต้องช่วยไม่ให้คนไข้ตายด้วยความทุกข์ทรมาน
 
 มะเร็งตับอ่อน
   ส่วนมากคนที่เป็นมะเร็งตับอ่อนมักจะเป็นในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย อาการไม่ค่อยบอกล่วงหน้ามากนัก นอกจาก
คนไข้จะรู้สึกปวดท้องโดยหาจุดไม่ได้ และบางคนจะปวดแน่นบริเวณเหนือสะดือ ขวางเหนือสะดือ เพราะตรงนั้นเป็น
ที่ตับอ่อนอยู่ นอกจากนี้ยังมีอาการปวดหลัง เพราะตับอ่อนจะอยู่ติดกับกระดูกสันหลัง
 ถ้าเป็นที่หัวตับอ่อนมักจะรักษาไม่หาย ผ่าตัดไม่ได้ แต่ถ้าเป็นที่ตัวและหางตับอ่อน บางรายอาจทำการผ่าตัดได้
แต่จะไม่มีโอกาสหายสำหรับคนที่เป็นมะเร็งตับอ่อน โดยทั่วไปมักจะมีอาการท้องอืด เพราะตับอ่อนผลิตน้ำย่อยไม่ได้
บางคนไม่ทราบว่าเป็นจนกว่าตาจะเหลือง ตัวเหลือง และเหลืองทั้งตัว คันไปทั้งตัว 
 
        
  มะเร็งในช่องท้อง
      ถ้ามะเร็งอยู่ในช่องท้องและท้องโต ถึงเจาะเอาน้ำออกก็ไม่หายเพราะมะเร็งจะกระจายไปทั่วในช่องท้องเรียกว่าPeritonei  ตลอดเวลาเลยต้องรอเวลาอย่างเดียว  ไม่มีทางรักษา ทำได้เพียงท้องโตก็เจาะน้ำออกทุกอย่างในช่องท้องจะแปรปรวนไปหมด
       คนไข้ไปหาหมอก็เริ่มด้วยการปวดท้อง หมอจะให้ยารักษาโรคกระเพาะทั้งนั้น  ที่จริงควรวินิจฉัยโรคให้ดี ผมเห็น มีคนไข้บางคนมาบอกหมอสมหมายว่า “คุณหมอ ขอยาให้ฉันกินให้ตายไปเถอะฉันทรมาน” เพราะคนไข้กินไม่ได้ ท้องป่อง แล้วจะมีชีวิตอยู่อย่างไร 
       ส่วนใหญ่ถ้าคนไข้ปวดท้องหมอจะวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระเพาะ โรคลำไส้ ไม่ค่อยได้นึกถึงโรคมะเร็งถ้าท้องโต
       คุณหมอมักแนะนำให้ทำคอมพิวเตอร์ดูอวัยวะในช่องท้อง
 
  มะเร็งรังไข่
      มะเร็งรังไข่เป็นมะเร็งที่รักษายากมาก เพราะว่าก่อนที่จะผ่าตัดซึ่งมะเร็งรังไข่มักจะแตกง่าย เนื่องจากผิวของก้อน
     มะเร็งบางมากทำให้เซลล์มะเร็งกระจายไปในช่องท้อง เมื่อผ่าตัดแล้วเซลล์มะเร็งรังไข่ที่กระจายไนช่องท้องไม่สามารถเอาออกได้ เพราะเคมีนี้จะวนอยู่ในเส้นเลือดนอกท้อง ไม่สามารถเข้าไปฆ่ามะเร็งที่หลงเหลือในช่องท้องได้คนไข้ที่ได้รับการรักษาวิธีนี้จึงมีโอกาสหายได้ยากมาก ส่วนมากจะงอกอีกและมีน้ำในช่องท้อง แต่คุณหมอจะใช้ยาฉีดเฉพาะสำหรับฆ่ามะเร็งรังไข่เข้าไปในช่องท้องเพื่อเข้าไปฆ่าเซลล์มะเร็งในช่องท้อง ทำให้
ก้อนมะเร็งยุบลงด้วย ทำให้คนไข้มีโอกาสหาย ซึ่งในปัจจุบันไม่มีแพทย์ท่านใดทำได้เช่นนี้ คุณหมอได้พบวิธีรักษานี้โดยบังเอิญ และสามารถช่วยให้รอดชีวิตได้มากมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งปากทวาร จากประสบการณ์ของคุณหมอ การผ่าตัดต้องเย็บทวารปิด แล้วจะมีแผลเป็นรอยที่หน้าท้องด้านซ้าย ปรากฏว่าในช่องท้องที่ปิดทวารมีโอกาสมากที่มะเร็งจะงอกมาใหม่ โดยผู้ป่วยจะปวดเหนือปากทวารขึ้นไป และจะปวดในช่องทวารที่ปิด
 
 มะเร็งไทรอยด์
      มะเร็งไทรอยด์พบได้ไม่มากนัก อาการจะมีก้อนขึ้นที่บริเวณต่อมไทรอยด์ โดยจะโตขึ้นและค่อนข้างเร็ว ต้องตรวจ
โดยการเอาชิ้นเนื้อไปตรวจ จึงจะรู้ได้ว่าเป็นมะเร็ง
       การรักษามะเร็งไทรอยด์ส่วนใหญ่จะใช้การผ่าตัด และให้กินน้ำแร่ กินยาฮอร์โมน หมอมักจะให้แคลเซียม เพราะ
แคลเซียมในร่างกายมีน้อยลง บางคนก็ต้องฉายแสงด้วย โอกาสหายมี 50 เปอร์เซ็นต์ เพราะมะเร็งไทรอยด์มักจะกระจายต่อไปยังปอดและกระดูก
 
มะเร็งทอนซิล
      เป็นเนื้องอกที่ต่อมทอนซิลข้างใดข้างหนึ่ง โดยมากจะเป็นแผลและบวม เวลากินข้าวจะเจ็บคอ มีก้อนออกมาข้าง
นอกคอและใต้คาง มะเร็งต่อมทอนซิลเท่าที่เห็นมี  2 อย่าง เป็นมะเร็งต่อมทอนซิลแท้ๆ และเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
ที่ทอนซิล เรียกว่า ลิมโฟมา  ( Lymphoma )
      การรักษา ถ้าเป็นมะเร็งต่อมทอนซิลแท้ มักจะตัดและฉายแสงถ้าเป็น lymphoma  ที่ต่อมทอนซิลมักจะใช้ยาเคมีโอกาสหายน้อยมากส่วนที่พบมักจะงอกแล้วงอกอีก จนต้องใช้ยาเข็มละแสนก็ไม่เห็นหาย
 
     
มะเร็งผิวหนัง 
      มีหลายชนิด แต่ชนิดที่รักษาไม่หายชื่อว่า เมลาโนมา ( meloanoma ) ส่วนมากมีแผลเป็นสะเก็ดที่ผิวหน้าและมีลาโนมาจะเกิดที่ผิวหนังส่วนใดของร่างกายก็ได้ แต่ส่วนมากจะเกิดที่มือและเท้า ถ้าไม่ได้ยุ่งกับมัน (ถ้าไปตัดตรวจ ) มักจะกระจายไปขาหนีบ แขน รักแร้ ปอด และตับ เห็นคนไข้ถูกตัดแขนตัดขาบ่อยๆ บางคนก็ฉีด  infeferon ราคาแพงบางคนก็แพ้ และตายในที่สุด การรักษาเปอร์เซ็นต์หายเกือบไม่มีหมอมักจะตัดแขนตัดขา เลาะต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบ และให้ยาเคมีฉายแสง ทำอยู่อย่างนี้ แต่ก็ไม่หาย
 
         

       
มะเร็งกระดูก
 ส่วนมากจะเป็นกระดูกส่วนยาว เช่น กระดูกแขน กระดูกขา โดยเฉพาะใกล้ๆ หัวเข่า มักรักษาไม่หาย ไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีใด พบในวัยรุ่นมากกว่าผู้ใหญ่ ส่วนมะเร็งที่กระจายมักจะกระจายเข้ากระดูกชิ้น ๆ เช่น สันหลัง
ซี่โครง สะโพก เป็นต้น
 การรักษา มักจะตัดขา ตัดแขน แต่มะเร็งมักจะกระจายเข้าต่อมน้ำเหลือง ที่ขาหนีบ เข้าในรักแร้ และเข้าปอด
โอกาสหายยากมาก
 
มะเร็งในช่องปาก
    มักพบที่ลิ้น  เหงือก และเพดานปากเป็นส่วนมาก จะเป็นกับผู้สูงอายุ
 การรักษาคือ การผ่าตัด เคมี ฉายแสง แต่ไม่ค่อยได้ผลมักจะงอกกลับมาอีก
 
              
มะเร็งหลังโพรงจมูก
       พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ส่วนมากเป็นกับผู้ที่มีเชื้อสายจีน อาการเริ่มแรกจะหูอื้อข้างใดข้างหนึ่ง คนที่มีอาการนี้แพทย์หู ตา คอ จมูก มักจะบอกว่าน้ำในช่องหูไม่เท่ากัน แต่ความจริงกลับเป็นมะเร็งทำให้คนไข้รู้ช้า ต่อเมื่อมีก้อนที่ใต้คางจึงจะรู้ ทำให้ยากแก่การรักษา
      การรักษาแผนปัจจุบันยากที่จะหายขาด ใช้เคมี ฉายแสงส่วนมากมักจะงอกกลับมาใหม่ และกระจายไปอวัยวะอื่น โดยเฉพาะกระดูก โอกาสหายน้อยมาก
 
    

มะเร็งกระเพาะอาหาร
       มักพบในคนสูงอายุ คนไข้จะมีอาการเริ่มเบื่ออาหาร จุกเสียดบริเวณลิ้นปี่ น้ำหนักลด อ่อนเพลีย
        การรักษาแผนปัจจุบันจะใช้การตรวจ โดยส่องกล้องเข้าไปตรวจทางหลอดอาหาร เข้ากระเพาะ เรียกว่า Gastroscope การ รักษาโดยการผ่าตัดกระเพาะอาหารส่วนบน  ก็จะเอาลำไส้เล็กมาต่อกับหลอดอาหาร
      โอกาสที่จะหายขาดยากมาก คนไข้บางคนเป็นมะเร็งที่กระเพาะอาหารส่วนกลาง กระเพาะอุดตันและอาเจียนอยู่ตลอดเวลา แทนที่หมอจะรีบผ่าตัดออก หรือต่อลำไส้กับกระเพาะอาหารเพื่อให้อาหารผ่านได้กลับไม่ทำ จะให้เคมีสวนตลอดเวลา บอกว่าต้องให้เคมีก่อนให้ก้อนยุบจึงจะตัดได้ ผมเห็นทนไม่ไหวสักรายเพราะกินไม่ได้ พอกินไม่ได้ก็ยิ่งให้เคมี ยิ่งแย่ไปกันใหญ่ ไม่ต้องรักษากันแล้ว เพราะคนไข้ผอม ไม่มีแรง
       ผมเคยเห็นคุณหมอไปรับคนไข้เช่นนี้จากโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ มาทำการผ่าตัดต่อกระเพาะอาหารกับ
ลำไส้ หลังจากนั้นเดือนเดียวคนไข้ไม่อาเจียน กินได้ เดินได้ คุณหมอรักษาด้วยยาสมุนไพรปรากฏว่าคนไข้ก็ยังอยู่ได้
 


 มะเร็งกับวิธีการรักษาแบบต่างๆ
   การรักษามะเร็งมีหลายแบบ

  การทำ TOCE และ  TACE
        การทำ  TOCE  คือการฉีดสารลักษณะคล้ายโฟมเข้าไปในเส้นเลือดแดงที่ขาหนีบขวา เพื่อไปบล็อกไม่ให้เส้นเลือดแดงไปเลี้ยงก้อนมะเร็ง ในตำรามะเร็งบอกว่า การทำ TOCE  ไม่ถือว่าเป็นมาตรฐานในการรักษา เป็นเพียงการทดลองเท่านั้น และผมก็เห็นทำเช่นนี้ส่วนมากคนไข้ทำไปครั้งสองครั้ง หรือหลายครั้งก็ไม่เห็นรอด ส่วนมากจะทำ  TOCE
มากกว่าการทำ  TACE  ส่วนการทำ  TACE  คือการฉีดสารเคมี

       การที่คนไข้มาพบคุณหมอ คุณหมอจะซักประวัติอาการอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นผลเลือด การทำงานของตับ
ไต อาการปวดบริเวณนั้นๆ ขนาดของก้อนมะเร็ง และจะแนะนำในทางที่ถูกที่ควรในการรักษา คุณหมออิงการรักษาพยาบาลเป็นหลัก เพราะท่านเป็นศัลยแพทย์ แต่ใช้สมุนไพรร่วมในการรักษา สมุนไพรของท่านมีการควบคุมการ
กระจายของมะเร็ง แต่ปัจจุบันยาแผนปัจจุบันไม่มีวิธีควบคุมนี้เพราะวิธีที่ใช้รักษาก็มีอยู่ 3 วิธี คือตัด  ใช้คีโม ฉายแสง
วนเวียนอยู่อย่างนี้ 50-60 ปีมาแล้ว แต่คุณหมอใช้สมุนไพรเพื่อหยุดการเจริญเติบโตของมะเร็ง เช่น ทานยาสมุนไพร
ก่อนผ่าตัด 1 เดือน แล้วจึงผ่าตัดซึ่งทำให้เกิดผลดี มิให้มะเร็งกระจาย ท่านเคยบอกกับผมว่า ถ้าแผนปัจจุบันนำวิธีการ
รักษาของท่านไปใช้คงจะมีโอกาสรอดเยอะ แต่เขาก็ไม่ทำกัน ( ไม่รู้ทำไม )
การฝังแร่

       ใช้เฉพาะมะเร็งปากมดลูก โดยการฝังแร่เรเดียมบริเวณปากมดลูก เพื่อให้รังสีเรเดียมไปฆ่าเซลล์มะเร็ง ซี่งจะได้ผลหรือไม่แล้วแต่ระยะของมะเร็งที่เป็นDrain

      จะเป็นสายยางต่อท่อน้ำเหลืองออกมาหลังผ่าตัด ท่อนี้จะฝังไว้ในช่องเชิงกรานซึ่งเป็นส่วนลึกที่สุด ให้ปลายท่อไหลมาเหนือหัวหน่าวให้น้ำเหลืองในช่องท้องหรือหนองใสไหลออกมาจากท่อ เมื่อไม่มีน้ำออกมาแล้วเราก็ดึงท่อออกแต่ปัจจุบันไม่ค่อยเห็นแพทย์ Drain ทางหัวหน่าวมักจะเย็บปิดไปเลย ผลปรากฏว่าสมัยนี้ลำไส้จะติดกันหลังผ่าตัดการรักษาโดยยาสมุนไพรของหมอสมหมาย ทองประเสริฐ

       คุณหมอรักษาแบบแพทย์ทางร่วม คือแผนปัจจุบันร่วมกับยาสมุนไพร แต่รักษาเมื่อรู้หรือสงสัยว่าเป็นมะเร็งต้องเริ่มที่คุณหมอก่อน

       ยาสมุนไพรของท่าน ใครได้ทานยาก่อนผ่าตัด ก่อนทำการรักษาใดๆ ทั้งสิ้น ร่างกายของผู้ป่วยจะแข็งแรง มีภูมิต่อ
ต้านมะเร็ง ถ้าผ่าตัดหรือทำอะไรต่อ มะเร็งก็จะไม่กระจาย บางรายถ้ามีก้อนจะยุบให้เห็นบางคนก้อนฝ่อไปเลย โดยไม่ต้อง
ผ่าตัด แต่ไม่มีใครคิดเริ่มทำ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน เพราะหมอทั้งหลายไม่ยอมพิสูจน์ มีแต่วิธีการนี้เท่านั้นที่จะช่วยเหลือคนไข้ให้อยู่รอด และยืดอายุได้ โดยมะเร็งไม่กระจาย เคยมีคนไข้ที่ฉายแสงบอกว่า กินยาต้มแล้วไม่ค่อยแพ้ คนที่มารักษาด้วยกันแต่ไม่ได้กินยาต้ม แพ้มาก ทั้งอาเจียนและผิวหนังไหม้ ถ้าคุณหมอสมหมายไม่อยู่ วิธีนี้ก็คงสูญสลายไปกับชีวิตของท่าน ก็ไม่แน่ว่าหากท่านไม่อยู่แล้ว เขาอาจนำมาเริ่มใช้กัน เหมือนการฝังแร่เรเดียมรักษามะเร็ง ซึ่งมาดามคิวรีเป็นผู้ค้นพบ ในช่วงแรกนั้นก็ไม่มีใครใช้วิธีนี้ ทั้งที่คิดค้นมาเป็น100 ปี ขาดหายไปช่วงหนึ่งแล้วถึงเริ่มกลับมาใช้กันใหม่

       ทุกวันนี้เห็นมีแต่ใช้คีโม ฉายแสง ส่วนมากก็ไม่ได้ผลดี ทรมานร่างกายทรุดโทรม แพงก็แพง ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง แต่ก็ยังใช้กันอยู่ยิ่งยาแบบใหม่ที่ฝรั่งเขาใช้กันแล้วส่วนใหญ่ส่งมาให้คนไทยทดลองใช้ เข็มละเป็นแสน ก็ไม่เห็นจะได้ผล
 เมืองไทยเดี๋ยวนี้มีการรักษาแบบซ้ำไปซ้ำมา รักษาแบบวนไปวนมา แบบนี้มา 50 ปี ผ่าตัด คีโม  ฉายแสง มะเร็ง
ก็เป็นเซลล์ที่มีชีวิตมีการพัฒนาตัวเอง เพื่อต่อต้านยาเคมีเหมือนกัน ดังนั้นการรักษาเดิมๆ ทำมา 50 ปีด้วยวิธีเดียวย่อมไม่หาย เพราะเซลล์มะเร็งสามารถสร้างเกราะป้องกันและต่อต้านได้

สาเหตุที่แพทย์แผนปัจจุบันไม่ยอมรับยาสมุนไพร
        มีชาวอเมริกันชนผู้หนึ่งพูดกับผมว่า คนไทยไม่เอาของดีในเมืองไทย สมุนไพรไทยก็เอาไปขายในเมืองจีน ญี่ปุ่น เสร็จแล้วก็ตีตราว่า From Chaina, From Japan ส่งกลับมาขายเมืองไทยต่ออีกทีในราคาแพงเพราะสมุนไพรไม่ถูกนำมา
ประยุกต์ใช้ในการรักษาโรค พึ่งแต่ยาฝรั่งที่นำเข้ามาเป็นแสนเป็นล้าน คนไทยที่เป็นหนูทดลองให้กับยาฝรั่ง ฉะนั้นน่าจะตั้ง
เป็นศูนย์วิจัยยาสมุนไพรให้เป็นเรื่องเป็นราวไปเลย องค์กรยาบอกว่าน้ำมันรุ่นนี้ดี แต่ถ้าลองมาใช้แล้วไม่ดีก็แค่เลิกใช้ ไม่มีใครมาบังคับได้ แต่ถ้าองค์กรยาบอกว่ายาตัวนี้ใช้รักษาโรคนี้ได้ เราก็ต้องเอาง่ายๆ ขนาดการจดทะเบียนยาของโรคมะเร็ง
ยังจดไม่ได้เลย แม้ว่าทางคลินิกพิสูจน์มาแล้วว่ารักษาหายได้ตั้งมากมาย แต่ก็ไม่สามารถจดทะเบียนยาได้ เพราะมีเรื่องผล
ประโยชน์เข้ามา หรือจะเป็นด้วยอะไรก็ไม่ทราบ

        การแพทย์แผนปัจจุบันที่เริ่มเรียนกันมาตั้งแต่ต้นตอ อาจารย์ก็เป็นคนสอนนักเรียนแพทย์เองว่า  อย่าไปเชื่อยา
สมุนไพร เมื่ออาจารย์สอนเช่นนั้น นักเรียนแพทย์ก็ต้องเชื่อ สาเหตุแรกเลย คือ ยาสมุนไพรไม่ได้ผ่านการพิสูจน์ตามหลัก
วิทยาศาสตร์ สองก็คือ ยาสมุนไพรที่เป็นยาต้ม แพทย์มักจะบอกว่าอย่ากินยาสมุนไพรเพราะว่ามี steroid แต่ยาสเตีย
รอยด์นั้น ในเคสผู้ป่วยที่มีอาการย่ำแย่ ผมก็เห็นแพทย์แผนปัจจุบันให้คนไข้กินกันทั้งนั้น สเตียรอยด์ ตัวนี้ก็คือ เพรดนิโลโซน ( Prednisolone ) เห็นจ่ายยากันเป็นเรื่องปกติเลย บางรายต้องทานถึงมือละ 5 เม็ด เรียกว่าทานกันจนหน้าบวม
เลยทีเดียวที่แพทย์ให้ยาสเตียรอยด์ก็เพราะไม่รู้จะให้ยาอะไรแล้ว จนปัญญาแล้ว แต่ก็ต้องให้ยาอะไรสักอย่าง
 จะเห็นได้ว่า การรักษามะเร็งตามแผนปัจจุบันแบบนี้ มะเร็งจะดื้อในการรักษาและงอกเร็วกว่าสมัยก่อน
 


       คำขอบคุณจากใจคนไข้
สถิติผู้เข้าชม
 ขณะนี้มีผู้เข้าใช้ 4
 ผู้เข้าชมในวันนี้ 171
 ผู้เข้าชมทั้งหมด 12,549
 เปิดเว็บ 25/08/2554
Copyright by morsommai.com 

ผมรักษามะเร็งด้วยตนเอง โดยวิธีธรรมชาติบำบัด ได้ผลมาก หายเป็นปกติมา 7 ปีแล้วครับ

นายมนตรี อติพยัคฆ์ ป่วยเป็นมะเร็ง ลำไส้ใหญ่ ระยะที่ 3 หลังจากผ่าตัดลำไส้ส่วนที่เป็นมะเร็งออก เซลล์มะเร็งได้ลุกลามต่อมน้ำเหลืองไปแล้วมีโอกาสมากที่จะกระจายสู่จุด อันตรายที่สุดคือตับ และอวัยวะส่วนต่างๆในช่องท้อง แต่ก็ได้ตัดสินใจรักษาโดยธรรมชาติบำบัดทันที (ยุทธศาสตร์ 4 อ.) โดยไม่ขอรับเคมีบำบัดและรังสีรักษาตามแผนการรักษาของแพทย์ ซึ่งในกรณีเช่นนี้ในความเห็น ของแพทย์สรุปว่าโอกาสที่จะอยู่รอดถึง 2 ปีหลังการผ่าตัดอาจจะต่ำกว่า 50% ซึ่งก็มีเหตุผลที่ต้องเชื่อ แต่ผมก็เชื่อใน”ทางเลือกใหม่”ว่าอาจจะทำให้ผมอยู่ได้เป็นสิบปี ซึ่งก็เกินพอแล้วสำหรับสภาวะเช่นนี้ แต่ถ้าจะอยู่ได้ ต่อไปอีกก็เป็นเรื่องที่ดีในการใช้ชีวิตต่อไปอย่างสงบสุข ผมตัดสินใจใช้ทฤษฏีบำบัดมะเร็ง ของ นพ.แมกซ์ เกอร์สัน บิดาแห่งนักธรรมชาติบำบัด และจากหลักการของอาหารแมคโครไบโอติกส์ มาดัดแปลงรักษาตนเองให้เป็น วิถีไทยๆ ด้วยวิธีคิด ด้วยเหตุด้วยผลจนเกิดความเชื่อมั่นว่าถ้าใช้วิธีนี้ต้องไม่ตายแน่ เอาชีวิตตัวเองเดิมพันเลย

ผมได้ตรวจเช็คเลือด CEA (Carcinoembryonic Antigen) ทุก 3 เดือน ที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติหลังการผ่าตัด ค่าของ CEA ขึ้นๆลงๆ เคยอยู่ในระดับปกติดีที่สุดที่ 1.1 ng/ml สูงกว่าปกติที่ 5.1 และกลับมาที่ 4.4 และสูงขึ้นไปที่ 8.7 (ก่อนผ่าตัดขึ้นกว่า 40) การเจาะเลือด CEA นั้นเป็นการตรวจหา Antigen ของเซลล์มะเร็งบางชนิด โดยเฉพาะลำไส้ใหญ่ คนปกติที่ไม่สูบบุหรี่จะมีค่าไม่เกิน 5 หน่วย ถ้ามีมะเร็งก็อาจขึ้นไปอีก ถ้าถึง 10 หน่วยก็ควรต้อง CT-Scan ดูแล้ว ถ้าถึง 20 หน่วยก็อาจจะเริ่มลุกลาม ถ้าขึ้นไปเป็น 100 เป็น 1000 ก็ถึงขั้นแพร่กระจาย (Metastatis) มะเร็งระยะเริ่มต้นนั้นค่าของ CEA ไม่มีอะไรคงที่ ตัวเลขบ่งชี้อาจขึ้นอยู่กับปริมาณสารก่อมะเร็งในร่างกาย รวมทั้งสภาวะต่างๆในร่างกายและจิตใจ ซึ่งเรื่องนี้เราก็สามารถควบคุมได้ระดับหนึ่ง จึงไม่ยึดเอา CEA เป็นเหตุให้เครียด แต่จะดูว่าสุขภาพตัวเองเป็นอย่างไร ดีขึ้น แข็งแรงขึ้นหรือเปล่า มีชีวิตที่ปกติสุขหรือเปล่า ยังกินได้นอนหลับ น้ำหนักไม่ลด คุณภาพชีวิตยังดี ก็ถือว่าเราควบคุมมะเร็ง ให้หยุดนิ่งได้บ้างก็น่าจะสบายใจสบายกายขึ้นบ้างไม่ใช่หรือ ซึ่งผมก็เป็นเช่นว่านี้ ที่เป็นเช่นนี้ผมเชื่อว่า

เป็น เพราะการทานอาหารมังสวิรัติและการปฏิบัติตัวตาม “ยุทธศาสตร์ 4อ.” ของผมนั่นเอง

ผู้ปฏิบัติควรเรียนรู้ วิธีกินอาหารมังสวิรัติให้ได้สารอาหารครบ เหมือนกับอาหารปกติ ไม่ต้องกลัวขาดโปรตีน (ไม่เช่นนั้น ช้าง ม้า วัว ควายมันจะเติบโตได้อย่างไร)ความจริงแล้วเซลล์ในร่างกายผลิตกรดอะมิโนได้ 14ชนิด ต้องการจากอาหารอีก 8 ชนิด คนที่ทานมังสวิรัติ ถ้ารู้หลักก็จะได้สารอาหารครบ 5 หมู่อยู่แล้ว แพทย์ปัจจุบันมัก จะแนะนำผู้ป่วยมะเร็งให้ทานอาหาร 5 หมู่ แต่ไม่บอกว่าควรจะลดละเลิกอะไรบ้าง แถมบางท่านยังบอกว่าให้ทานเนื้อนมไข่ หมูเห็ดเป็ดไก่ได้ตามสบายเสียอีก(เพื่อจะได้มีเรี่ยวแรงสู้กับเคมีบำบัด และได้รับเม็ดเลือดขาวที่ถูกทำลายจากคีโมมาชดเชย)

ผู้ป่วยมะเร็งหลายคนได้รับการผ่าตัดก้อนมะเร็งออกไปแล้วแต่กลับไปทานอาหาร ประเภทเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม กลับไปกินเนื้อสัตว์ประเภทเนื้อแดงที่ให้โปรตีนและไขมันสูง(ไปบำรุงให้เซลล์ มะเร็งเติบโตอีก) เริ่มแตะเหล้า เบียร์ บุหรี่ กินอาหารสารพิษปนเปื้อน กินเนื้อสัตว์ปิ้ง ย่างไหม้เกรียม รมควัน (เริ่มสะสมสารก่อมะเร็งอีก) วันดีคืนดีมะเร็งก็เลยกลับมา รู้ตัวอีกครั้งก็สายเกินแก้เสียแล้วนี่แหละการที่แพทย์ปัจจุบันไม่เปิดใจ กว้างให้กับความสำคัญของ “โภชนบำบัด” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการ

แพทย์ ทางเลือก (Altanative Medicine) ทำให้การรักษามะเร็งอาจถึงทางตันได้ ดังนั้นการแพทย์แบบ ประสมประสาน (Integrated Medicine) ซึ่งใช้การแพทย์ปัจจุบันเป็นหลักและการแพทย์ทางเลือกมาเสริมจึงเป็น ทางออกที่ดีที่สุดในยุคแห่งบูรณาการ

หลัง ผ่าตัด : ผมย้ายมาเจาะเลือดติดตามผล CEA และตรวจระบบทางเดินอาหารด้วยเครื่องมือต่างๆที่ รพ.ใกล้ บ้าน (ใช้บริการ 30 บาท ฯ) การบำบัดด้วยตนเองยังคงใช้ “ยุทธศาสตร์ 4อ.” สนับสนุนด้วย “หญ้าเทวดา”

หลังผ่าตัด 1 ปี : CEA ขึ้นมาที่ 8.7 ng/ml ตรวจ CT-Scan พบก้อนเนื้อ 4×2 ซ.ม.ในลำไส้ใหญ่ส่วนต้น หมอนัด อีก 2 อาทิตย์ให้ไปทำ Colonoscopy (ส่องกล้องลำไส้ใหญ่) ผมมีความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างสูงที่จะต้องทำให้ก้อน เนื้อนั้นหายไปให้ได้ด้วยพลังแห่งระบบภูมิคุ้มกัน(Immune System) จึงเร่งปฏิบัติ “ยุทธศาสตร์ 4อ.”อย่างเข้มข้น จริงจัง บูรณาการระบบชีวิตประจำวันใหม่ตาม “หลัก10 ข้อ สู้มะเร็ง” ทานอาหารแบบชนิดต้านมะเร็งอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งทานวิตามินเอเบต้าแคโรทีน วิตามินซี-ดี-อี หญ้าเทวดา(ปักกิ่ง) ผักใบเขียวทั้งสดและนำมาปั่นทานวันละหลายครั้ง ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ ทำจิตใจให้มั่นคง ตัดความหวาดหวั่น วิตกจริต เชื่อมั่นและศรัทธาในแนวทางที่ตนเองบำบัด อยู่ด้วยพลังใจ คิดๆๆๆว่าก้อนมะเร็งต้องหายไป และทั้งหมดนี้ก็ประสบผลสำเร็จ วันส่องกล้องไม่พบเนื้องอกในลำไส้ รอดพ้นผ่าตัดครั้งที่สองไปอย่างปาฏิหาริย์ หลังจากนั้นอีก 2 เดือนก็ไปตรวจเลือดอีกครั้งอีกครั้งปรากฏว่าค่า CEA ออกมาเยี่ยมมากแค่ 1.8 ng/ml ตัวเลขต่ำน่าพอใจมาก(ค่าปกติ 0-5 ng/ml) หลังจากนั้นอีก 3 เดือนก็ไปตรวจ CEA อีก ปรากฏว่าผลออกมายิ่งดี อยู่ที่ 1.1 ng/ml (เหตุที่มะเร็งกลับมาในครั้งนั้นสงสัยว่าอาจจะเป็นเพราะผมกลับไป กินเนื้อปลาอีก เหมือนกับกรณีที่หมออารีย์เผลอตัวไปกินไก่ย่างส้มตำ หรือ อาจารย์หม่อม(ธันย์ โสภาคย์)ชล่าใจ กลับไปกินเนื้อปลา และขนมหวาน)

การตรวจ ครั้งสำคัญ : (18/03/47) เป็นการตรวจครั้งสำคัญในโอกาสที่ครบสองปีหลังการผ่าตัด ปรากฏว่า ค่า CEA ดีเยิ่ยมอยู่ที่ 1.4 ng/ml ผลการตรวจการทำหน้าที่ของตับ LFT (Liver Function Test) และ Ultrasound ช่องท้องออกมาปกติ ผล x-ray ปอดปกติ ก็เป็นอันว่าผมอยู่ในภาวะที่ปกติแน่นอนแล้ว ดีใจมากที่ตัดสินใจได้ถูกต้องในการรักษามะเร็งด้วยตนเองด้วยความเชื่อมั่นใน ด้านธรรมชาติบำบัด และด้วยจิตใจที่มั่นคง เชื่อมั่นในวิธีคิดวิธีปฏิบัติของตัวเอง ..(การตรวจเลือด 22/6/48 ผลยังออกมาดีมาก ค่าCEA อยู่ที่ 1.7 ng/ml )

ปัจจุบัน : สุขภาพร่างกายเป็นปกติแล้ว ไม่มีอะไรบ่งบอกหรือส่งสัญญาณว่ามะเร็งจะกลับมา เรื่องตรวจ CEA ก็เลยเลิกลากันไป

สภาพร่างกาย : กินได้ นอนหลับ แข็งแรง รูปร่างดี (ได้น้ำหนักสัมพันธ์กับส่วนสูง) ระบบขับถ่ายดีเยี่ยม ดีกว่า ก่อนเป็นมะเร็งลำไส้เสียอีก (อาหารมังสวิรัติช่วยได้มาก)  …. ลาก่อนอาหาร/ขนมที่ทำจากเนื้อสัตว์ แป้งขัดขาว นม เนย ไข่ น้ำตาลทรายขาว กะทิ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่มีเส้นใยอาหาร (Fibre) และบางชนิดมีไขมันชนิดไม่ดีและสารปนเปื้อนเป็นเหตุให้ท้องไส้ผิดปกติ ท้องผูก แน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเสีย ปวดท้อง

…. ขอลาอย่างถาวรเลยอาการทั้งหลายที่ว่านั้น !

สุขภาพ : สุขภาพทั่วๆไปอยู่ในระดับที่ดี (ดีกว่าเพื่อนๆที่ไม่ได้เป็นมะเร็งในวัยเดียวกันหลายคน) ผลพลอยได้จากการรักษามะเร็งด้วยธรรมชาติบำบัด นอกจากมะเร็งจะหายแล้วยังทำให้ร่างกายเป็นเขตปลอดเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันอุดตันในเส้นเลือด เข่าเสื่อม ไตเสื่อม อวัยวะต่างๆก็ทำหน้าที่ปกติ เช่น ปอด ตับ หัวใจ ฯลฯ ภูมิคุ้มกันแข็งแรงทำให้ร่างกายไม่เสื่อมสมรรถภาพ เลือดลมดี โรคภัยไม่ค่อยมารบกวน แม้กระทั่งไข้หวัดจะมีบ้างก็เป็นปี

สภาพจิตใจ : สงบ สบาย ไร้กังวล มีความมั่นใจว่าตัวเองได้หายจากโรคมะเร็งแล้ว

กิจวัตรประจำวัน :

เช้ามืด ออกกำลังกายบริเวณสวนที่เต็มไปด้วยแมกไม้สีเขียวแหล่งฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ โดยการจ็อกกิ้ง ประมาณ 1 ก.ม. เสร็จแล้วพักสูดอากาศยามเช้า (นำออกซิเจนสดๆเข้าไปให้ปอดฟอกเลือดเก่าซึ่งมีสีดำเพื่อจะ ได้เลือดใหม่สีแดงสมบูรณ์ด้วยออกซิเจนส่งไปให้หัวใจสูบฉีดไปทั่วร่างกาย) หลังจากนั้นออกกำลังกายต่อ เริ่ม ต้นด้วย sit-up บริหารหน้าท้อง แกว่งแขนบริหารลมปราณ ดัดเนื้อดัดตัวอีกนิดหน่อยตามรูปแบบของโยคะ ชาร์จจักระ(พลังจักรวาล)เป็นอันจบการบริหารกายและจิต เสร็จแล้วก็เดินเล่นในสวนพร้อมสุนัข กลับเข้าบ้านทานหญ้าเทวดา(ปักกิ่ง) 3 เม็ดก่อนอาหารเช้าซึ่งประกอบด้วย โจ๊กข้าวกล้อง ซุปมิโสะ(เต้าเจี้ยวบดญี่ปุ่น)ผสมสาหร่ายญี่ปุ่นวากาเม่ะ ขนมปังโฮลวีทปิ้ง 2 แผ่น กล้วยน้ำว้า 2 ลูก หลังอาหารเช้าทานว่านรางจืด 3แคบซูล (ทั้งหญ้าเทวดาและว่านรางจืดทานวันละ 3 มื้อก่อน/หลังอาหาร ทาน 7 วัน เว้น 4 วัน) ทำ Detox อาทิตย์ละ 2 ครั้ง

จาก นั้นก็หาอะไรทำเพลินๆเช่น รดน้ำต้นไม้ ตัดแต่งกิ่งใบ ใส่ปุ๋ย พรวนดิน กวาดใบไม้ ล้างรถบ้าง ซักผ้า รีดผ้าบ้าง เปิดทีวีดูรายการข่าว อ่านหนังสือพิมพ์ เสร็จแล้วก็ดื่มน้ำเต้าหู้(จืด)ผสมลูกเดือย ทานกับ Cornflakes(ข้าวโพดอบเป็นเกล็ดๆ) อาบน้ำ สวดมนต์ทำวัตรเช้า นั่งสมาธิประมาณ 1 ชั่วโมง ทำอาหารกลางวัน (ก๋วยเตี๋ยวน้ำเส้น ข้าวกล้อง) ผัดมักกะโรนีบ้างสปาเก็ตตี้บ้าง ดิ่มน้ำปั่นแครอท,ฟักทอง,ข้าวโพด ,งาดำ บางครั้งก็มีหัวมันต้มสีม่วง(มันต่อเผือก) ทานทั้งเปลือก ฟักทองนึ่ง

หลัง จากนั้นก็พักผ่อน ดูทีวี อ่านหนังสือทั่วๆไปบ้าง เข้าอินเตอร์เน็ตบ้าง โทรศัพท์บ้าง จนบ่ายแก่ๆก็ทานผลไม้(ไม่หวาน) ขนมขบเคี้ยวต่างๆที่ทำจากธัญพืช น้ำผักสุขภาพ ถึงเวลาทานอาหารเย็นก็จะทานข้าวบ้างละ เป็นข้าวซ้อมมือแท้ๆ (สีน้ำตาลเข้ม) หุงรวมกับถั่วแดงและลูกเดือย(เพื่อเพิ่มกรดอมิโนให้ครบถ้วน) หุงสุกแล้วโรยด้วยจมูกข้าว งาดำคั่วทานกับต้มจับฉ่ายสลับกับสตูซึ่งมีส่วนผสมหลักคือ แครอท มันฝรั่ง มันเทศ ฟักทอง ผสมถั่วแดง ถั่วแขก ถั่วลันเตา นอกจากนั้นก็จะมีแกงส้ม แกงเลียงกินได้เป็นอาทิตย์ บางครั้งก็มีอย่างอื่น เช่นผัดปรุงรสต่างๆ เนื้อเทียมต่างชนิดทำด้วยโปรตีนเกษตร ผสมเห็ด ข้าวโพด หรือทำด้วยแป้งผสมถั่วเหลือง หัวบุกและแครอต นำมาผัดซ้อสต่างๆ อร่อยมาก

จากนั้น ก็ออกไปเดินสูดอากาศบริสุทธิ์ กลับมาทำโยคะ จนกระทั่งใกล้ค่ำจึงกลับมาสวดมนต์ทำวัตรเย็น นั่งสมาธิ รักษาตัวเองด้วยพลังจักวาล เสร็จแล้วก็อาบน้ำ พักผ่อนดูทีวี ดื่มน้ำเต้าหู้เปิดวิทยุฟังเพลง ดูหนังที่เช่ามา อ่านหนังสือ จนถึงเวลานอนประมาณ ห้าทุ่มทุกวัน ทั้งหมดเป็นกิจวัตรธรรมชาติบำบัดประจำวัน

จะเห็นได้ว่าครบ 4 อ. คือ อารมณ์ อาหาร อากาศ ออกกำลังกาย สำหรับกิจกรรมพิเศษก็มีอีกหลายอย่าง เช่น เช้าวันเสาร์อาทิตย์ต้องใส่บาตรพระสงฆ์ที่เดินมาหน้าบ้าน ว่ายน้ำ แล้วขับรถเข้าเมืองไปทานอาหารเที่ยงที่ชมรมมังสวิรัติจตุจักร เดินเลยไปที่ตลาดนัด ดูไม้ดอกไม้ประดับที่นำมาขาย ไปดูเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้ายทอมือย้อมสีด้วยเปลือกไม้ธรรมชาติ บางครั้งก็ถือโอกาศนั่งรถไฟใต้ดินที่สถานีใกล้กันเข้าไปเดินเล่นในเมืองแถวๆ สีลม ไปศูนย์ประชุมฯสิริกิติ์ ชมนิทรรศการที่สนใจ แวะพักผ่อนที่สวนเบญจกิติที่อยู่ติดกัน บางครั้งก็ไปห้างสรรพสินค้า ไปดูหนัง ดูหนังสือที่น่าสนใจ นานๆทีก็ไปพักผ่อนสัมผัสธรรมชาติแถวเหนือๆที่ชอบโดยเฉพาะเชียงใหม่

กิจวัตรและกิจกรรมของผมแบบนี้แหละทำให้จิตใจร่าเริงเบิกบาน ผลที่ได้ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ทรงประสิทธิภาพ เพิ่มปริมาณเซลล์ เม็ดเลือดขาวที่แข็งแกร่ง กระหายที่จะรุมกินโต๊ะเจ้าพลพรรคมะเร็ง

…เจ้า พวกเซลล์มะเร็งทั้งหลายเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เจอเข้าไป 2 เด้ง ! ไหนจะถูกเซลล์เม็ดเลือดขาวของผมตามไล่ล่าชีวิต  ไหนจะถูกตัดขาดจากอาหาร ชูกำลังประเภท หวาน มัน เค็ม ก็เลยหมดสภาพ กลับไปหมกเม็ดซ่อนตัว รอที่จะได้อาหาร  บำรุงบำเรอให้แข็งแรงเพื่อจะได้กลับมาล้างแค้น  (ไม่ต้อง หวังหรอกนายมะเร็ง!)

ข้อคิดที่ได้ : ความรู้สึกของผมในระหว่างที่กำลังเป็นเป็นมะเร็ง เคยคิดเหมือนกันว่าชีวิตกำลังดำเนินอยู่ที่ปลาย สุดของปากเหว พร้อมที่จะร่วงหล่นลงไปสู่ความตายได้ทุกเมื่อ แต่ในทางกลับกันถ้ามีสติ ปัญญาและพลังใจใน การต่อสู้กับมะเร็งอย่าง”รู้เขารู้เรา” ชีวิตที่อยู่คู่กับมะเร็งก็อาจจะมีคุณภาพ สภาพของเหวที่น่ากลัวก็อาจจะค่อยๆ ตื้นเขินจนเป็นพื้นที่ธรรมชาติสวยงามที่ให้ความสดชื่นรื่นรมย์ เติมเต็มชีวิตที่เหลือให้มีความหวังครั้งใหม่ได้

หมายเหตุ : แนวทางรักษามะเร็งของผมเป็นแนวทางที่ใช้ธรรมชาติบำบัด ผลดีที่เกิดกับผมนั้นอาจจะแตกต่างกับ  ผู้ป่วยรายอื่นที่มีความไม่เหมือน กันทั้งในสภาพร่างกาย จิตใจ สภาพแวดล้อม ความมุ่งมั่น ความเพียรพยายาม  การ ตัดสินใจในกรณีต่างๆเป็นวิธีคิด วิธีปฏิบัติของผม เป็นเรื่องเฉพาะตัว แม้กระทั่งการตัดสินใจไม่ใช้เคมีและรังสีบำบัด  ผู้ป่วยท่านอื่นๆจึงควร ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์แผนปัจจุบันเป็นหลัก

ถ้าจะใช้ การแพทย์ทางเลือกก็ต้องใช้ดุลพินิจและวิจารณญาณของท่านตลอดจนผู้ให้การ ปรึกษาของท่านเป็นหลัก เพราะมีผู้ที่แอบอ้างเป็นแพทย์ทางเลือกบางคนมีพฤติกรรมที่ไม่จริงใจต่อผู้ ป่วยโดยให้ข้อแนะนำอย่างฉาบฉวย มุ่งที่จะขายวิตามิน ในราคาที่ค่อนข้างสูงอย่างเดียว ขายกันเป็นชุดประกอบด้วยวิตามินสิบกว่าชนิด กินกันวันละเป็นหมื่นๆมิลลิแกรม หมดแล้วให้มาซื้อใหม่ ไม่รู้จบ ผู้ป่วยบางรายหมดเงินไปหลายหมื่นบาท ซึ่งไม่ต่างจากแพทย์แผนปัจจุบันหลายท่านที่ไม่มี ความจริงใจและความเป็นกันเองต่อผู้ป่วยคิดอย่างเดียวที่จะเสนอการใช้ยาเคมี ชนิดต่างๆที่แพงแสนแพงต่อผู้มีฐานะดี ใช้ครั้งละเป็นหมื่นเป็นแสนบาท บางคนหมดไปกว่าสิบล้านแต่กลับมีอาการทรุดลงเรื่อยๆ ส่วนผู้ป่วยที่มีฐานะยากจนแพทย์ก็จะ กำหนดให้ใช้ยาเคมีแบบพื้นๆโดยตัวแพทย์เองก็รู้ทั้งรู้ว่าโอกาศที่มะเร็งจะ หายได้โดยวิธีดังกล่าวนี้มีเปอร์เซ็นต์ที่ค่อนข้างน้อย ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในฐานะของผู้ป่วยทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในการ รักษาโรคทั้งหลายโดยเฉพาะ

โรคร้ายอย่างมะเร็ง! ธรรมาภิบาล และจริยธรรมยังเป็นปัญหาในวงการแพทย์ปัจจุบัน ผมเองไม่ได้ต่อต้านในเรื่องนี้เพราะทั้งวิตามินสำเร็จรูปและยาเคมีก็มี ประโยชน์ไม่มากก็น้อย แต่ทุกอย่างมันอยู่ที่ความ พอเหมาะพอควรในสถานภาพของแต่ละคน ผมเองก็ไม่ได้กินวิตามินสำเร็จรูป และไม่ได้ใช้ทั้งคีโมและฉายแสงด้วย แต่ผมก็อยู่ได้มาถึงวันนี้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ครบถ้วนโดยการใช้ปฏิบัติการ ทางธรรมชาติบำบัดอย่างเคร่งครัด เชื่อมั่น แน่วแน่ ศรัทธาในหนทางนี้อย่างมั่นคง.

ณ วันนี้ถึงแม้ว่าผมจะอยู่ในสภาวะที่ปกติแล้วก็ตาม แต่จะยึดแนวธรรมชาติบำบัดต่อไปในการดำเนินชีวิต ไม่เช่นนั้นมะเร็งอาจกลับมาอีกรอบซึ่งเป็นไปได้มาก เห็นมามากแล้ว ความประมาท กับ ความตาย เป็นของคู่กัน !

สองอาทิตย์ก่อน ซื้อไปให้แม่ยายกิน เพราะแม่ยายเป็นมะเร็งตับ ซื้อแบบสดไปคั้นน้ำกิน กินเช้าเย็นก่อนอาหาร หนึ่งชั่วโมง กินได้สามวัน แม่ยายหรุดหนัก จากที่เดินได้พูด กลับขยับตัวไม่ได้ แข็งทั้งตัว ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล ตอนนี้ไม่รูสึกตัวเลย ต้องให้อ๊อกซิเจนตลอด หมอบอกว่าอาจอยู่ได้อีกวันสองวัน ไม่ได้โทษหญ้าปักกิ่งไม่ดีหรอก แต่คิดว่า มันจะได้ผลแค่บางคนหรือเปล่าครับ

คนที่เป็นมะเร็ง อย่าให้กินอาหารดังนี้.-
1.พวกเนื้อหมู วัว ควาย มันจะไปเร่งความเจริญเติบโตของมะเร็ง
2.อาหารที่มีส่วนผสมของนมต่างๆ เช่น นมข้นหวาน นมเปรี้ยว เพราะนมจะไปสร้างน้ำเมือกหล่อเลี้ยงให้มัน ให้กินนมจากถั่วเหลืองแทน
อาหารที่ควรกิน
1.ฟักทอง (ต้านมะเร็งได้เป็นอย่างดี)จะต้มจะแกง หรือ นึ่งกิน เป็นผัก ก็ได้
2.มะรุม กินได้ทั้งใบ ฝัก และเมล็ดแก่(แกะกินข้างในที่เป็นเม็ดขาวๆ)
3.เห็ดเฟือง ทำอาหารกินได้หลายอย่าง (นี่ก็ต้านมะเร็ง)
4.ให้ทานปลาเป็นหลัก (โดยเฉพาะปลาจากธรรมชาติ)
5.ประเภท เนื้อที่ทานได้ แนะนำให้กิน เนื้อที่เป็นสีขาว เช่น เนื้อไก่ เป็ด

 


ภูมิปัญญาอภิวัฒน์
Budding Wisdom

กลับขึ้นบน