Font : Tahoma

22  ธันวาคม  2550

สมหวัง  วิทยาปัญญานนท์

ผู้นำคือโค้ช

The  Leader  as  a  Coach      

  

                              การสอนแบบตรงๆ  ก็แค่ผิว  น่าจะเอาความรู้ประสบการณ์ยกตัวอย่างมา ก็จะเข้าลึกในจิตใจ

               เรื่องโค้ชก็เกี่ยวข้องกับผู้นำ  กระบวนการ  วัฒนธรรมคน  ส่งผลลัพธ์ออกมาเป็นสมรรถนะ

ตัอย่าง  เราดี  นายแย่

คิดถึงอดีตว่านายที่ฉันชอบที่สุดนายที่ฉันว่าแย่ที่สุด

-  เขาทำอะไร

-  เขามีบุคคลิกภาพทำต่อเราอย่างงไร

-  เขากระทบต่อพฤติกรรมเราอย่างไร

 

นายที่ดี

มีวิสัยทัศน์  สื่อสาร  2  ทาง  ลงดูหน้างาน  กระจายอำนาจ

ทำยากเป็นง่าย  เชียร์  สุขการทำงาน

เขาทำอะไรต่อเรา

ไม่เครียด  สอน  เอาใจ  ให้

อำนาจ  ให้เกียรติ  ไว้วางใจ  ให้กำลังใจ

ใส่ใจ  เป็นต้นแบบ ที่ปรึกษาโค้ช

เปิดโอกาส  ใจเย็น  เข้าใจคำว่าคน

ให้ลูกน้องรับรู้  สื่อสารเก่ง  โค้ช

เป็นเพื่อนครู  มิตรภาพ ยากเป็นง่าย

คุยกันเอง  ต้นแบบ  ลุยงาน

แก้ปัญหาเก่ง  มีวิสัยทัศน์  ทำในสิ่งที่สอน

บุคคลิกภาพนายต่อเรา

ใจเย็นรู้เหตุผล ตน ประมาณ

มีเหตุผล  รู้จังหวะ  เวลา  เก่งคน

มีการให้  ยุติธรรม  ไม่โกรธ

มีหลักการ  มีบารมี  อดทน  ศรัทธา

เรียบง่าย  เมตตา  กรุณา  มุทิตา

อุเบกขา  เสริมสิ่งขาด  รับผิดชอบ

ผลกระทบต่อเรา

มีขวัญกำลังใจ  มั่นใจในการทำงาน

กล้าทำสิ่งใหม่

 

 

 

 

นายที่แย่

ทำ  KPI มาก  ชอบติ ไม่ชอบชม  จับผิด  คิดสมบูรณ์  ไม่กล้าเสี่ยง  ลอยตัว

ไม่ตัดสินใจ

เขาทำอะไรต่อเรา

มองคนเป็นวัตถุเครื่องจักร

เผด็จการ  ขาดแผน  จุกจิก

ถามแต่ผลลัพธ์  ขาดคิดสร้างสรรค์

ตำหนิ  บ่นบ่อยๆ  ไม่ทำอะไร

อยู่เฉยๆ  ไม่ฟัง  ทำง่ายเป็นยาก

บุคคลิกภายนายต่อเรา

ไม่เห็นคุณค่า  ไม่ช่วย

แข่งกับลูกน้อง  เก่งข้อมูล

คนเดียว  ไม่บอกไปไหน

ไม่ฟัง 

เอาดีใส่ตัวเอง  ชั่วใส่ลูกน้อง

สั่งอย่างเดียว  มองเราเป็นลูกน้อง

24  ชม.  ค่าไม่เลิก  เลือกที่รัก

มักที่ชัง  ไม่จริง

ผลกระทบต่อเรา

อยากลาออก  ไม่ค่อยกลัว

ทำอะไรแปลก  ทะเลาะกับนาย

เบื่อหงุดหงิด  งานไม่สนุก

 

 

 

 

 

 

การแบ่งปันในห้องเรียน

แนะนำตัวเอง  ชื่อ  นิคเนม  งาน  (สมหวัง  อู๋  ทำเหมืองหิน)

-  อธิบายกิจกรรมของเราแปลก  (เขียนเว็บไซค์พุทธวิธีบริหาร  ทำพระ  ทำสวนยาง แต่งเพลงเล่น)

-  อธิบายนายที่ดีและนายที่แย่ของเรา

 

ฟังระดมสมองหลายคน

ได้รู้วิธีการแนะนำตัว

-  ฟังให้มากขึ้น

-  บางข้อซ้ำ

-  ดีเป็นแย่

-  หากเราไม่ชอบก็ไม่ควรทำกับลูกน้องแบบนั้น

-  บุคคลิกภาพแต่ละคน

-  จับความรู้สึกคนนำเสนอไม่รู้นำเสนอหรือบ่น

-  ต้องการนายเข้าใกล้ชิดถามทุกข์สุขดิบมากกว่าอย่างอื่น

-  พูดเรื่องงานอดิเรกพิเศษได้

-  งานอดิเรกที่แปลกๆ  นั่งสมาธิ  เลี้ยงสัตว์  ท่องเที่ยว  อ่านหนังสือ  แค้มป์  ชอบปิ้ง  ประเภทหนนังสือที่อ่าน  วิ่งออกกำลังกาย เดินดูของแปลกๆ  ที่สวนจตุจักร  ดูทีวี  ตีก๊อล์ฟ  สะสมเครื่องเสียง  ฟังเพลง  สะสมแสตมป์  สะสมได้

-  ลูกน้องมีหลายแบบ  ผู้นำต้องหลากหลาย  ต้องจัดให้เหมาะ

-  ตรงกับที่เราสนใจก็จะจับได้มาก  เช่นเรื่องธรรมะสไตค์ตรงกันก็จะรับได้ดี  เข้าทางกัน

-  ฟังแล้วสะท้อนอีกมุมหนึ่ง  เราลองมาเป็นนายที่ดี

-  สิ่งที่เราชอบหรือไม่ชอบพฤติกรรม  สื่อสารนายกับลูกน้องหรือเปล่า

-  การเล่าเป็นฉากๆ  เป็นอารมณ์  อิทธิพลจากนายมา ถึงกับร้องไห้

-  การเล่ามาจากการอ่านหรือพูดจากจิตใจจริง

-  ความรู้สึกตรงๆ  รับมาจากเข้าใจเรารับได้หรือเปล่า

-  รับรู้ความรู้สึกจากน้ำเสียง  ท่าทาง  สีหน้า  คำพูด

-  มีภารกิจครอบครัวหนัก เลยต้องการนายที่มีแผน  เพราะเอาไปวางแผนครอบครัวได้

-  ผู้นำต้องทำให้สอดคล้องกับลูกน้องแบบไหน  (ESTP/.....)  ตามจังหวะเวลาของลูกน้องสถานการณ์ทางการทำงาน  เพศของลูกน้อง

-  ให้  direction  แต่ไม่ชอบ  Directing  ดลใจ

-  พูดจริงใจสายตาทิ้งโน๊ตพูดเอง

-  น้ำเสียงดูเหมือนนิ่งเกิน  หน้าตาเบิกบานเวลาพูดถึงนายดี  พอพูดถึงนายแย่หน้าก็หุบ

-  คำพูดต้องมีแผนงานระหว่างงานกับครอบครัว  (J

-  ขณะฟังเราก็คิดรับข้อมูลเป็นอย่างไรรับได้หรือเปล่า

 

แนวคิดโมเดลผู้นำ

โมเดลกัปตันเรือ

คิดคำ  “ผู้จัดการสันดานเสมียน”

       “รู้ไปหมดแต่พลาดจนได้”

นายที่ดีต้องสอนลูกน้อง

สั่งการ  สอน  ยามฉุกเฉินมาใหม่

-  ควบคุม  ยามเริ่มใหม่

-  ปล่อยให้ทำเสรี  หากเป็นแล้ว  เริ่มเก่งทำได้

-  โค้ช  สอนแนะนำแก้ปัญหาทางความคิดและความรู้

-  อำนวย  สนับสนุนให้ทำงานคล่องตัว

-  บอกกลยุทธ์/มีกุศโลบายเพื่อให้การทำงานง่ายขึ้น

 

ทำไมคนสำเร็จจึงล้มเหลว

เมืองไทยเริ่มเห็นความล้มเหลวมากสาเหตุเพราะ

-  มั่นใจตัวเองสูง

-  กล้าเสี่ยง

-  เคยทำมาสำเร็จมาตลอดก็คิดว่าต่อไปก็คงสำเร็จ

-  การตัดสินใจใช้ข้อมูลไม่เพียงพอ

-  ไม่รู้ซึ้งเรื่องกฎการเปลี่ยนแปลง ไม่แน่นอน

 

การฟัง  

               ฟังแล้วไม่รับเข้า  ไม่ซึ้ง  รู้สึกต้าน   เราปิดใจ  เกิดอาการหนี  ปฎิเสธ  โต้เถียง  บางครั้งเราคิดว่าเราดีเราเก่งแล้ว  เราต้องเปลี่ยนแปลงกายและใจตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป   เราต้องจับให้เจอให้ได้  แล้วก็ยอมรับค่ายอมรับ  จะยากที่สุด

 

ข้อคิดในการเรียนรู้การสอน

-  ทำไมเรียนเกือบตาย  ซ้ำๆ  จนรู้หมดแต่ก็เหมือนเดิม

-  ทำไมรู้ว่าสูบบุหรี่ไม่ดีจึงเลิกไม่ได้

-  รู้ว่าอย่ากลัวแต่ก็ยังกลัวอยู่

-  อะไรคือสิ่งขวางกั้นการทำความดี  ชนะพฤติกรรมไม่ดี  (นิวรณ์  5  มี  ติดสุข  กลัวทุกข์  ขี้เกียจ  ลังเลสงสัย  วิตกฟุ้งซ่าน)

-  รู้แต่ทำไม่ได้  (รู้มี  3  ขั้น  คือ  รู้จัก  รู้จริง  รู้แจ้ง)

-  ความรู้  3  ระดับ  (รู้ทฤษฎี  รู้ปฎิบัติ  รู้วิเคราะห์ผล)

-  คนเราเรียนรู้ก็มักสอนรู้ทฤษฎีแล้วซ้ำๆ 

-  สอนให้ไม่ให้กลัวเรียนแต่ทฤษฎีย่อมไร้ผล  ลองไปกระโดดหอ  กระโดดบันจี้จั้ม  กระโดดร่ม  ไปเดินป่า  นั่งในป่าช้า

 

สอนแบบโค้ช

         กระโดดร่ม  ลงไปเป็นเพื่อนช่วยประคองสอนไป  ก็ดูเรื่องอารมณ์  อย่าลืมสอนกระตุกร่ม  สอนแบบโค้ช  ไม่ละเอียดสอนแบบครู

               แบบโค้ชสอนวางแผนทีม  แก้ไข  เฝ้าดู  ให้กำลังใจ  แก้เกม  กำหนดกลยุทธโอบกอดให้กำลังใจ

 

จงสร้างวัฒนธรรมโค้ชในองค์กร

         เป็นกระบวนการช่วยคนให้เพิ่มพูลพัฒนาความสามารถโดยวิธีการป้อนข้อมูลสะท้อนกลับ  (Reflection)  ว่าเขาจะต้องใช้ทักษะความรู้อย่างไร

จับกลุ่ม  3  คน

บทแสดง

คนหนึ่ง                โค้ช

คนที่สอง             ผู้ถูกโค้ช

คนที่สาม              ผู้เฝ้าดู

 

การสอนแบบโค้ช

-  สอนแบบบรรยากาศสอนเหมือนจริง

-  เล่าขั้นตอนต่างๆ  แนะนำแต่ละจุด

-  ตั้งใจสอนมาก

-  ให้เขาอยากเรียนก่อนจึงสอน  ถามก่อนว่าจะให้โค้ชเรื่องอะไร

-  สอนเรื่องงานสมมติว่าเป็นวิศวกรใหม่  การทำพระ  การเล่นก๊อล์ฟ  วิธีล้อมต้นไม้

-  กระบวนการเรียนรู้มีทำให้ดู  การจ้างแต่ละแบบ

-  ให้เขาซักถามโค้ชได้

-  ใช้อุปกรณ์จริง

-  เวลาหมดพอดี

-  แกล้งทำไม่เป็นหรือเปล่า

-  พอสอนได้แล้วสอนเต็มที่แบบเร่งความเร็วหรือเปล่า

-  ถามโต้ตอบตลอดเวลา

-  งานโค้ชต้องมีพื้นฐานมาก่อนไม่ใช่สอนตั้งแต่แรกเป็นการสอนงานถ้ามาสอนเสริมให้แบบโค้ช

-  งานโค้ชมากระทันหันเวลาจำกัดก็เลยโค้ชได้ไม่ดี

-  การใช้ท่าทางปรระกอบการอธิบาย  การลำดับความที่โค้ชภารกิจแบบไหนต้องทำแบบไหน

 

 

วงจรโค้ช

1)  สร้างความเป็นมิตร                    (Building  Rapport)

2)  นิยามปัญหา                                 (Setting  the  Problem)

3)  รวบรวมข้อมูลและหาสาเหตุ   (Collecting  Data  and  Root  Cause

4)  แก้ปัญหา                                     (Solving  Problems)

5)  สรุปผล                                         (Wrapping  Up) 

            ลูกน้องมาหาจะเกร็งก็ชวยคุยแบบเป็นมิตรคุยในสิ่งที่เขาสนใจจริงใจ  ถามว่าเกิดปัญหาอะไร  กำหนดหัวข้อเรื่องและเป้าหมายค้นหาความต้องการของผู้รับการโค้ช ตั้งเป้าทำครั้งแรกที่ผิดพลาด มีอะไรบ้าง  เช่นการนำเสนอไม่ดี และที่ว่าจะทำให้ดีจะทำอย่างไร ก็เรียนรู้ข้อผิดพลาดมาปรับปรุง

               หาข้อมูลมาดูข้อบกพร่องเวลาทำ  PPT  น้อยมากและกระชั้นเวลาดูเหมือนไม่พร้อมประหม่าตื่นเต้นในการนำเสนอ คนถามคำถามมา เราไม่เข้าใจคำถาม สรุปปัญหา เตรียมตัวน้อย  ประหม่า  และตอบคำถามไม่ได้  เรียงลำดับว่าตอบคำถามไม่ได้เป็นอันดับแรก

               ช่วงแก้ปัญหามีอะไรบ้างทางเลือกแก้ปัญหา  การถามแทรก  (สดุดนำเสนอ)  การถามหลังจบนำเสนอ  ปัญหาคำถามคือ  ไม่ชัดเจนซักถามว่าเราเข้าใจปัญหาหรือไม่ผู้โค้ชมักถามมากกว่าสอน

               สรุป  ตอบคำถามเสร็จถามย้อนว่าเราเข้าใจถูกหรือเปล่าเขียนถามมาก็ได้  ถามผู้ถูกโค้ชว่าจะใช้วิธีอะไรต่อไปสรุป

               โค้ชเป็นทั้งสอน  ทั้งให้คำปรึกษา  (Counseling)  

               ขั้นตอนต่างๆ  บรรลุหรือเปล่าเขาอยากได้ แล้วเราค่อยให้  อาจเป็นวงลูบวงจรไปเรื่อยๆ  ทำหลายครั้งกว่างานจะสำเร็จ เน้นให้เขาเรียนรู้เอง ดูของจิรง  PDCA  พัฒนาความคิดของเขาเรื่อยๆ  การที่เขาถามแล้วนายตอบทันที  ลูกน้องจะไม่มีโอกาสคิด  ต้นไม้ใหญ่มีต้นไม้เล็กขึ้นใต้ต้นไม้น้อย

         คนที่เป็นโค้ชต้องเก่งกว่าจึงโค้ชได้ต้องเป็นศิลปะ จับเปลี่ยนปรับได้  รู้น้อยกว่าทำได้หรือเปล่า

         อาชีพโค้ชให้ผู้บริหารก็มี

               โค้ชลูกน้องยังไม่ยากแต่โค้ชนายจะทำอย่างไรมองเห็นภาพรวมได้เอาโค้ชไปทำเองอาจเจ้ง  สอนได้แต่ทำเองไม่ได้ เหมือนคนเชียร์มวยสอนมวยดูจากอัศจรรย์

         การถามผู้รับการโค้ชแล้วตอบได้ก็โอเค หากตอบไม่ได้จะทำอย่างไร  ก็ต้องเสนอแนะให้คิด  (ไม่ได้สั่ง)

               คนที่มาที่ปรึกษาทางจิตวิทยามักมีความเครียด เขาห้ามไม่ให้บอกคำตอบ เขามาเล่าก็เล่าไม่หมด ตั้งที่ไม่ตั้งใจ  เรารู้เรื่องไม่มากพอ  ตอนเล่าเขาจะเล่าเป็นนางเอก  แท้จริงเขาคือตัวร้าย

 

กิจกรรมสร้างหอคอย

               สร้างหอคอยให้สูงที่สุดใช้เวลาน้อยที่สุดใช้คนอย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวแปรมีดังนี้

สร้างทีมมีผู้จัดการ  1  คน  และทีมสมชิก

-  สู้กัน  3  ยก

-  วางแผน  3  นาที  ผู้จัดการตั้งเป้าหอคอยสูงเท่าไรสร้าง  5  นาที  ดูแลคุณภาพด้วย  รวม  8  นาที

กติกามีดังนี้

สูงแนวตั้งอย่างน้อยสูง  9  นิ้ว

-  ลูกน้องต้องปิดตาใช้มือข้างไม่ถนัดทำงาน

-  ห้ามผู้จัดการทำ  สั่งอย่างเดียว  ห้ามแตะหอแตะลูกน้อง

-  หากขัดคำสั่ง  ผิดกฎ  ติดลบ  9  นิ้ว

-  หากน้อยจะไม่เรียกหอคอย

-  เป้าหมายหอคอยสูงเท่าไรวางเข้า  10  นิ้ว

   ทำได้  10  นิ้ว  ได้  100 ทำได้  12  นิ้ว  ได้  80%  

  ทำได้  8  นิ้ว  ได้  80%

แข่งขันกัน  3  ครั้ง  2  ครั้งแรกมีผู้จัดการ  ครั้งสุดท้ายผู้จัดการไม่มี

-  ร่วมกันวางแผน

-  จัดได้  1,2,3  แบ่งงานกันทำ

-  วิธีการวัดเดี่ยวกับอาจารย์อย่าใช้วิธีคำนวณ

-  ซ้อมหน่อย

-  จัดหาคนที่มือนิ่งให้นิ่งสุด

-  การบอก  direction  ที่ดีในช่วงที่อยู่เวลาออกไป  ปล่อยให้ทีมทำงานเองก็จะขาดขั้นตอน  Feed  back  หลังแต่ละครั้ง

-  วางแผนเป้าหมายสุดท้ายที่ยังทำคะแนนชนะสุด

-  ตั้งไม้ล้มเสียก่อนเพราะมือสั่น

-  ใช้วิธี  Simplify  น้อยชิ้น

-  การท้าทายมากเกินไปอาจทำตัวต่อล้มได้

-  มือต่อคนที่สามสั่นก็จะล้มได้ง่าย

-  การโค้ชพอสมควรให้เขาคิดเองได้เวลาเราอยู่ลูกน้องก็อยู่กันได้แก้ปัญหาเองได้

-  ปรับสิ่งแวดล้อมให้เข้ากับการทำงาน

-  หามุมโต๊ะที่ทำงงานได้สำเร็จที่สุดอยู่ใกล้มือสุดท้าย

 

ทำไมโค้ชจึงไม่ได้ผล

               โค้ชไม่ได้ผลเพราะ  ผู้รับโค้ชไม่เปิดใจ เล่าความจริงไม่หมดโค้ชพูดแบบทางเดียว เขาไม่รู้ทักษะความชำนาญมีแค่ไหนรับได้หรือเปล่า  โค้ชก็ยังขาดทักษะมีเวลาน้อยจำกัด  มีเหตุปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ข้ามาแทรกแซงแผนกับปฎิบัติห่างไกลใช้อารมณ์ ไม่ใช้เหตุผล ต้องใช้สไตส์โค้ชให้เหมาะสมกับผู้รับการโค้ช

               อคติส่วนตัว  (เหม็นหน้า)  บุคคลิกภาพโค้ช วัฒนธรรมองค์กรไม่เปิดใจโค้ชไม่เก่ง  ขีดความสามารถจำกัด  คนรับการโค้ชสามารถจำกัด  (ส่งคนไปปราบเซียน...ยาก)  สิ่งแวดล้อมการทำงานการไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน  เด็กสมัยนี้ทำไมไม่เหมือนเราเป็น  GAP  เป็นคำพูดติดปาก  พูดทุกยุคทุกสมัย  คุณวุฒิระดับการศึกษา  ภาษาพูด  การจะไปภูมิภาค  ต้องใช้ภาษที่สอง  (อังกฤษ) 

               ไม่มีแผนสำรอง  พลาดแล้วแก้ไม่ทัน  ฝึกซ้อมน้อยขาดการติดตามหลังโค้ช  ตัวงานที่ทำ  ทรัพยากรมีจำกัด  มีเรื่องกำลังพล  นโยบาย  งบประมาณ  ที่จำกัด  โค้ชแบบวางกรอบค่อนข้างแคบ  คนทุกคนต่างบุคคลิกแต่ใช้มาตรฐานเดี่ยวกันหมดหากเป็นตัวต่อให้ต่อให้ดีได้  โค้ชเป็นแต่โค้ชให้สำเร็จยาก

               วัฒนธรรมไม่เอื้ออำนวย  โค้ชสอนในสิ่งที่โค้ชก็ทำไม่ได้  โค้ชไม่ครบวงจรรอบ 1,....,5   ตัวโค้ช  ไม่น่าเชื่อถือ  (แต่งกาย  ทำตัวไม่ดี)  พูดไม่เพราะ  ไม่ถูกจุด ผู้ถูกโค้ชยากที่จะถูกโค้ช เพราะมีอัตตาสูง

               หน่วยงานต้องสู้กับผลิตซ่อม สู้กัน  เป็นตัวกั้น บอกให้คนถูกคดีโกงมาสอนจริยธรรม  ย่อมขาดการเชื่อถือ  ผู้เข้ามาใหม่ในองค์กรมาจากไหนฝีมือแค่ไหน  ต้องสร้าง  Success  Story  ก่อน

               เดี๋ยวนี้ลูกเฒ่าแก่  องค์กรใหญ่ๆ  พ่อแม่สร้างแล้วลูกสาวมารับช่วงต่อ เป็นองค์กรด้านเทคนิควิศวกรรม เขาต้องทำตัวเป็นคนแข็งกร้าว

               Successor  Plan   ให้ช่วยว่าราชการ  พาเคียงคู่เป็นคนมอบรางวัล ต้องวงเล็กก่อน  (มาเป็นพวก)  พอยอมรับซื้อใจก็ขยายผลเป็นวงใหญ่

               การโยนข้อมูลไปให้ผู้ตามมีการเปิดโอกาสเขาก็จะเด่น

               เคยลงไปทางใต้ลูกน้องลองภูมิว่าเหตุเพราะสิ่งนี้แต่เราใช้วิธีการที่เหนือกว่า  เขาก็ยอมรับเราว่าเก่งกว่าและเราก็ซื้อใจดันให้เขาขึ้นมารับตำแหน่ง

               การเข้าไปในที่ใหม่ในกลุ่มพี่ๆ  ก็ทำตัวแบบอ่อนน้อมถ่อมตน คอยช่วยเขา เรียนรู้จากเขา  ใช้เวลา  เทคนิคการหาพวก หันซ้ายหันขวามีคนพยักหน้ากับเราก็โอเค  การเข้าไปที่ไหนแล้วอย่าพึ่งรีบไปเปลี่ยนแปลงทันทีจะถูกต่อต้าน

               การให้โค้ชลูกน้องให้คาถา  “คุณต้องรักผม”  ให้เขาไปทำเต็มที่ให้กับนายอีกคนที่ไม่ชอบหน้าแล้วแล้วสุดท้ายเขาก็ต้องรักคนทำงานให้

               Uncoachable  หรือ  บัวใต้ตม  ผู้รับการโค้ชมีอัตตาสูง  มอบหมายงานให้ยากๆ  รอจนเขาใกล้ล้มก็เข้าไปอุ้ม อีกวิธีหนึ่งให้ไปนั่งสมาธิแผ่เมตตา  (ตัวอย่างเด็กที่สัตยาไส)  จะทำให้ลดอัตตราได้

               การปราบหรือโค้ชลูกน้องซ่า วิธีแรกให้ปรึกษาเขาให้เขาเล่าให้ฟัง  (ซ่าแต่เก่ง)  หากซ่าไม่เก่งจะทำอย่างไร  หากไม่ได้จะถามว่าวิธีแบบนี้จะได้หรือไม่  บางทีเราคิดว่าเขามีปัญหาแต่จริงๆ  แล้วไม่ใช่จากการสังเกตโดยละเอียด

               หากองค์กรมีวัฒนธรรมไม่กร่างแต่คนกร่าง  หากไม่ปรับปรุงตัวก็อยู่ยาก  เปิดโอกาสให้เขาพูดในที่ประชุม  (กล้าคิด)  ทักทายส่วนตัว  กร่างดีหรือกร่างไม่ดี  จัดหาที่อยู่ใหม่ให้

               หากไม่เก่ง  ซ่า  และมีคนหนุนจะทำอย่างไรมาดูเชิงปฎิบัติทำให้องค์กรเสียหายหรือเปล่า  ถ้าไม่เสียหายก็ไม่เป็นไร  ถ้าเสียหายก็มาโค้ช

 

การฟัง  3  มิติ

ภาษา                    (Word)       :  การพูด  เรื่องราว  เร็ว  ช้า  รู้เรื่อง  ตรรกะ  ข้ามกระโดด

ความรู้สึก            (Feeling)       :   รู้สึกผู้พูดทำตัวโล่งๆ  ดูเหมือนเดา ต้องซักถามเพิ่ม

จะทำอะไร          (Intention)    จริงหรือเปล่ามีวาระซ่อนเร้นตามสถานการณ์อย่างนั้น

 

การบ้าน

               หาคนมาพูด  ให้ฟัง  5  นาที  ไม่ขัดคอ  ไม่เถียง  ไม่พูดเกิน  20%  มีคนข้างบ้าน  ยาม  คนใน  ร้านขายของแล้วเอามาเล่าให้ฟังว่าค้นพบอะไรดูปฎิกิริยาของเขา  ฟังบอยในโรงแรม  จงฝึกฟังจากคนระดับล่างอย่าคิดว่าลูกรู้น้อยกว่าเราทุกเรื่อง

 

คนที่รอดจากสึนามิ  (คนระดับล่าง)

ชาวมอร์แกนจากนิทานฟ้าสีดำ   น้ำลด  ปลาวิ่งบนทรายเล่ามานาน

-  เด็กๆ  ดูสารคดีสึนามิแล้วบอกคนหนีไปได้ชุดหนึ่ง

-  คนเก่ง  คนรวย

 13  กันยายน  2550

 

 

 

พุทธวิธีบริหาร
Buddhist Style in Management

กลับขึ้นบน